#FordNAIAS ตอน2 สัมภาษณ์ @ScottMonty Social Media @FORD

ความเดิมจากตอนที่ 1 ที่ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน Ford Fantasy Camp และ North America International Auto Show โดย Ford Motor company เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อผูกมัดในการแสดงความเห็นหรือต้องเขียนบล็อกใดๆทั้งสิ้น

ผู้บริหารระดับสูงด้าน Social Media ในบริษัทระดับโลก

ณ วันแรกที่ทำกิจกรรม มีงานเปิดตัวของรถ Ford Fusion อย่างยิ่งใหญ่อลังการณ์ในสนามกีฬาฯ และ Bloggers ก็ถูกเชิญมาในงานนี้เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน คนที่ๆไปยืนพูดคนแรกก่อน CEO ของฟอร์ด ก็คือ Mr.Scott Monty นี่เอง ซึ่งเค้าพูดได้ดีมากครับ พอวันต่อมาที่งาน North America International Auto Show ทางฟอร์ด ได้ทำบูทสำหรับ Online Influencer ไว้โดย Provide ทั้ง WIfi (ที่ช้าเพราะโดนคนแย่งกันอุตลุด) และปลั๊กไฟพร้อมรู USB power ซึ่งที่น่าประทับใจคือฟอร์ดให้ ฺBloggers เลือกสัมภาษณ์ผู้บริหารของฟอร์ดหลายๆคนแบบส่วนตัว แน่นอนว่าหลายคนก็สัมภาษณ์เรื่องรถยนต์และทิศทางในอนาคตกับ Head ทางด้านนู้นด้านนี้ ส่วนผมเลือกสัมภาษณ์กับคุณ Scott Monty ในแง่มุมมองด้าน Social Media ในบริษัทขนาดใหญ๋

สำหรับคุณ Scott Monty นั้นได้รับการดึงตัวจากฟอร์ดเข้ามาทำงาน และ CEO ของฟอร์ดให้สมญานามเขาว่าเป็น a Visionary การสัมภาษณ์เป็นกันเอง ฟังง่าย น่าประทับใจดีครับ การพูดเพื่อลง YouTube แบบนี้คือการพูดในฐานะที่เป็นตัวแทนบริษัทระดับโลก ซึ่งเค้าตอบได้ค่อนข้างดี สังเกตจากที่ผมถามเรื่อง Agency ก็ยังบอกว่าทำงานกับใครบ้าง (แต่ไม่ได้บอกลึกไปถึงรายละเอียดการทำงาน)

ในฐานะที่ฟอร์ด เป็นบริษัท Big3 ของ USA เจ้าเดียวซึ่งยังมีสัญญาณทางธุรกิจที่ดีกว่า GM และ Chrysler อยู่มาก ทำให้มีความน่าสนใจเรื่องนโยบายการตลาด และยังเป็นบริษัทแรกๆที่เชิญ Bloggers จากทั่วโลก (146 คน) ไปร่วมงาน Auto Show นี้ที่เมือง Detroit สหรัฐอเมริกาด้วย แน่นอนว่าต้องลงทุนมากกับการให้ความสำคัญกับ Online Influencer ผมจึงอยากสัมภาษณ์เค้าในจุดนี้โดยเน้นในสิ่งสำคัญที่สุดที่บริษัทในเมืองไทยไม่ค่อยประสบความสำเร็จจากการเริ่มทำ Social Media Campaign นั่นคือ ทำอย่างไรให้ผู้บริหารเข้าใจ และเข้าถึงถึงปรัชญาของยุคสมัย เพื่อให้เกิดแรงผลักดันในองค์กรครับ

Interviewed @ScottMonty about Social Media perspective

สัมภาษณ์ @ScottMonty เรื่อง Social Media @FORD สัมภาษณ์โดย @iPattt @Booruball

สำหรับการแปลนี้ ถ้าท่านไหนมีจุดที่จะแก้ไขหรือเพิ่มเติม comment ได้เลยครับ ขอบคุณมากครับ :)

ทำไมถึงตัดสินใจที่จะเอาจริงเอาจังทางด้าน Social Media

กลับไปในยุคก่อน ผู้คนซื้อรถแล้วก็คุยกันถึงเรื่องรถของเขาในครอบครัว หรือในตลาด พวกเขามี Conversation ของเขา และมาถึงทุกวันนี้มันก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกจากเรามี Conversation มากเหลือเกินบนโลก online และเราสามารสที่จะเรียนรู้ข้อเท็จจริงได้ทันทีว่าพวกเขาชอบหรือไม่ชอบ คำถามก็คือ เราจะมีส่วนร่วมกับ Conversation เหล่านี้ได้อย่างไร? และนี่คือสิ่งที่แตกต่างอย่างมากจากการตลาดในยุคก่อนทั้งหมด

เมื่อเราตั้งโปรแกรมเหล่านี้ขึ้นมา เราต้องทำงานอย่างมีหัวจิตหัวใจ (mentality) เราพูดคุยกับผู้คนทุกวัน เรามีเครื่องมือจำนวนหนึ่งที่ใช้ Monitor กระแสของ Conversation เหล่านี้ เช่น Google Alerts หรือใช้ตั้งแต่สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการ Search twitter ไปจนถึงโปรแกรมซับซ้อน Proprietary ซึ่งการใช้เครื่องมือเป็นพื้นฐาน และกเป็นเหตุผลที่ทำไมเราถึงจัด Event ใหญ่ขนาดนี้สำหรับ Influencer เรารู้ว่าเราเชิญใครมา และเรารู้ว่าเค้ามี Conversation กับกลุ่มไหน คีย์เวิร์ดใดซึ่งง่ายต่อการ Monitor ในวงของ Influencer กลุ่มนั้น และสามารถหา Feedback จากการเข้าถึงกลุ่มนั้นๆที่มีต่อบริษัท Ford ได้อย่างง่ายดาย

การจะ Implement Social Media ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ผู้บริหารเปิดใจ ทำอย่างไร

ผู้บริหารระดับสูงมักเป็นคนที่ยุ่งมากและเป็นพวกอนุรักษ์นิยม การที่เราจะประสบความสำเร็จใน Social Media ไม่ได้หมายความแค่เรามี CEO ที่ชอบ tweet และ Cheif marketing Officer ที่เขียนบล็อก หรือมีเครื่องมีอที่ดีในการปฎิบัติการ แต่มันเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ( Culture Change ) เราต้องมุ่งมั่นเข้าใจสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ ต้องเข้าใจลูกค้า เขาเหล่านั้นไม่ได้ต้องการการ Update facebook หรือ twitter จากทางบริษัท แต่เค้าต้องการเพียงแค่”ความจริง”

How CEO or Executives levels are skeptical about Social Media?

ตัวอย่างมาจากเหตการจริงคือ Chief Financial Officer นั้นมีความกังวลเกี่ยวกับ productivity ในการประชุมครั้งนั้น คุณ Scott เริ่มจากการตั้งคำถามใน ทวิตเตอร์ว่า ” For the new vehicle that you buy , What the minimum level of Fuel economy you wanna see to make that a good purchase?” ก่อนประชุมกับระดับ executives หลังจากนั้นประมาณ ครึ่งชั่วโมงได้กลับมาดูอีกครั้ง พบว่ามี 75 Mentions ในเรื่องนี้ และพบ Range ความต้องการกว้างมาก ตั้งแต่คนขับประเภท ไม่แคร์ว่าจะกินน้ำมันแต่อยากได้เครื่อง V8 ไปจนถึงอยากได้ความประหยัดระดับ 100 miles/gallon และพบ Range ที่เป็นเหตุเป็นผลมากที่สุดในช่วง 30-40 Mpg ซึ่งสรุปได้ว่าเราควรมุ่งทำธุรกิจกับกลุ่มนี้ (Projecting some business) ผลปรากฎว่า CFO ประหลาดใจและพึงพอใจมาก อีกทั้งยังคิดได้ว่า การเข้าถึง feedback จากลูกค้าอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ทุกวัน จะเกิดผลประโยชน์ต่อธุรกิจมากทีเดียว (ทีนี้ CFO ก็ชอบ Social Media แล้ว)

เตรียมการสร้าง Social Network อย่างไรในฐานะ Global Company

เราจำเป็นต้องมี ยุทธศาสตร์ และ วิสัยทัศน์ , แต่ในแง่วิธีการนั้นไม่สามารถจะบอกให้ทำได้อย่างชัดเจนในแต่ละพื้นที่และสถานการณ์ แต่บอกเป็น Guideline คร่าวๆตามปรัชญาของความเป็นมนุษย์ (Humanization) และในแง่ที่ Ford ต้องการมอบคุณค่า (Value) กับคนในยุคปัจจุบันที่อยู่ในภาวะรีบเร่ง ต้องการการตอบสนองได้ทุกอย่าง , ดังนั้น วิธีการ Execcution ผ่าน Social media เช่น Tactics, Programs ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่อง Individual Marketing และอาศัยความสามารถด้านกลยุทธและแท็กติกของ Communications Manager หรือ Marketing Manager ของประเทศนั้นๆ

Ford ทำงานกับ Marketing Agency อย่างไร

ฟอร์ดนั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับ WPP holding company ซึ่งมี Agency อยู่มากมายนับร้อยบริษัท ในด้านของ Social Media เราได้ทำงานกับ Ogilvy และ Team Detroit ใน USA ส่วนในยุโรปก็จะเป็น Blue Hive และยังมีหลายๆเอเจนซี่ในอีกหลายประเทศ ส่วนการทำงานก็มีการร่วมทำงานในวัตถุประสงค์ต่างๆ เอเจนซี่เหล่านี้มีคนที่มีความเชี่ยวชาญและฟอร์ดเองก็ไม่ได้มีคนเพียงพอที่จะทำเองทั้งหมด แต่การทำงานของเราถือว่าเป็นทีมที่มีความกลมเกลียวกันดี ( Blended Team ) อย่างงาน Blogger วันนี้มาจาก 1 ใน 4 ทีมที่ทำงานร่วมกันอยู่

ทำไมจึงเชิญ Live Style Bloggers มาเยอะกว่า Automotive Bloggers

การเชิญ 146 bloggers มาครั้งนี้ Ford ต้องการเข้าถึงให้มากกว่าผู้นำเสนอสือด้านรถยนต์ “move beyond Traditional automotive journalists” ซึ่งปกติต้องปรากฎในงานนี้อยู่แล้ว และคนกลุ่มรถยนต์นี้มี relationship ที่ดีกับบริษัท Ford อยู่แล้ว , แต่ต้องการโฟกัสไปยังกลุ่มที่เป็นกลุ่มทั่วๆไป non-traditional target เช่นกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green) , กลุ่ม Lifestyles, กลุ่ม Design เราต้องการรู้ว่าคนรู้สึกยังไงกับเรา ไม่ใช่เรารู้สึกยังไงกับเค้า และวิธีที่จะเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีคือฟังคนทุกคนในแง่มุมต่างๆพูดถึงรถยนต์ หลายๆครั้งเราอยากได้คำแนะนำด้านรถจากคนที่คล้ายๆเรา ฟอร์ดเองอยากจะลงไปยังกลุ่มเฉพาะด้านที่เล็กลงเรื่อยๆเช่นกลุ่มชอบฟังเพลงก็น่าจะพูดถึงระบบเสียงที่ดีในรถยนต์ เป็นต้น

แล้วจะ Monitoring ผลของงานนี้อย่างไร

มันง่ายมาก เพียง Tracking Twitter account , Blogs , youtube, และได้ขอให้ใช้ #FordNAIAS ซึ่งเป็นตัวช่วยให้ Track ง่ายขึ้นอีก ซึ่งเรามีเจ้าหน้าที่ Quick hit report ทุกๆ วัน ไม่ต่างกับ การสรุป Major Show Report ที่เราทำสำหรับงาน Event นี้

ขอขอบคุณ Ford Motor Company และคุณ Scott Monty ครับ

@Booruball กับ @ScottMonty ด้านหน้า Ford Fusion ใหม่

@Booruball กับ @ScottMonty ถ่ายรูปด้านหน้า Ford Fusion ใหม่