นึกถึงสมัยก่อน เวลาพวกเราจะไปพบลูกค้าต้องทำเอกสารกันจ้าละหวั่น บางทีต้องเอาชาร์ทนู่นชาร์ทนี่แปะฟิวเจอร์บอร์ดกันใหญ่ทั้งที่เป็นการพบลูกค้ากันเป็นครั้งแรก และเตรียม reference พร้อมวิธีพรีเซ้นท์กันมากมาย บางทีเวลาเจอกันกับลูกค้าก็ต้องแต่งตัวเนียบแทบจะใส่สูททุกครั้ง ปรากฏว่าประสบการณ์หลายอย่างก็ทำให้เราเรียนรู้ว่าการทำธุรกิจนั้น เพียงได้คุยกันครั้งแรก ก็รู้แล้วว่าตัวจริงของแต่ละคนเป็นอย่างไร ทำธุรกิจด้วยกันแล้วจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ เดี๋ยวนี้ผมเลยเตรียมตัวไม่มากครับ อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจนั้นขอให้ได้คุยกับผู้บริหารด้วยกันก็เพียงพอแล้ว ถ้าเราเข้าใจเค้า เราแนะนำสิ่งที่น่าจะเหมาะที่สุดกับเค้า ถ้าโมเดลเรา support โมเดลเค้า สองฝ่าย Win-Win ทุกอย่างก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆครับ แต่ถ้าเราเตรียมตัวอย่างดีและพยายามตะล่อมตะแบงทุกอย่างเพื่อให้ได้ทำงานกับเค้าทั้งที่ธุรกิจเค้าไม่ได้ value ที่ชัดเจนกับเราล่ะก็ ในระยะยาวอย่างไรก็ขาดทุนทั้งสองฝ่ายครับ
ทีนี้ในการตั้งบริษัทครั้งแรก แน่นอนว่าจะได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายเก่าบ้าง หรือญาติๆบ้าง หลายๆคนที่สนิทกันเอาดีลหรือหาลูกค้ามาให้ ผมเองพบว่าแทบจะ 100% ที่เป็นดีลที่มาจากเพื่อน,คนรู้จักและไม่มี Value ทางธุรกิจที่ชัดเจน ในที่สุดก็จะเกิดปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกครับ เพราะปัญหาคือการได้งานนั้นไม่ได้มาจาก Business Drive แต่มาจาก Relationship นั่นเอง บางครั้งการจะถอนตัวกลางคันก็ลำบากเพราะต้องรักษาหน้าของผู้แนะนำให้เราอีกด้วย ลงเอยด้วยการมองหน้ากันลำบาก
กลับกันกับ Business ที่มาจาก business Drive ดีลจะลงตัวและได้ผลประโยชน์ทุกฝ่าย พอจบงานกันไปเรากลับสนิทและนับถือกันยิ่งกว่าญาติๆของเราซะอีก ดังนั้นค้นหา Business Value ที่แท้จริง ค้นหา win-win ที่แท้จริงของทั้งสองฝ่ายและอย่าให้สิ่งรบกวนอื่นๆที่ผิดปกติมาผลักดันให้เกิดดีลที่ผิดปกติขึ้น ทุกอย่างจะจบลงอย่างสวยงาม
แถมผนวก
ถึงแม้ไม่เกี่ยวกับเรื่อง Business Deal เท่าไหร่ แต่การแต่งตัวของผู้บริหารสมัยนี้ไม่ได้ใส่สูทกันเหมือนเดิมแล้ว คำคมคือ wear-your-heart-on-your-shirtfront attitude ลองอ่านบทความจาก Business week ดูได้ครับ ผู้ที่มั่นใจในการนำเสนอ ยิ่งแต่งตัวธรรมดา คุณยิ่งดู Cool ในสายตาคนที่ get Image ของแบรนด์คุณมากขึ้นนั่นเอง Steve Jobs นั้นถือเป็นคนแรกๆที่แต่งตัวแบบนี้ใน Macworld จนมาถึงการใส่รองเท้าแตะกล่าว Speech ของ Mark Zuckerberg แห่ง face book แต่เบื้องหลังของการแต่งตัวธรรมดานั้นก็มีการคิดมาอย่างดีครับ และมี Designer คิดให้ซะหลายคนด้วย


ผมก็มีความเชื่อ หากคุณจะไป 10 คุณต้อง ผ่าน 1 เสมอ ครับ หากจะไปสิบโดยไม่เรียนรู้จักเลข 1 ก่อน เหมือนตึกที่เอาไม้จิ้นฟันเป็นเสาเอก จะสวยแค่ใหน ก็ต้องรอล้มไว้ได้เลย
ขอแสดงความติดเห็นหน่อยนะครับพี่ ^^
ผมมองว่า Business Drive กับ Relation Ship น้ันสามารถไปด้วยกันโดยไม่ขัดแย้งกันได้
เพียงแต่ว่าก่อนที่จะดีลกัน ต้องตกลงในเรื่องรายละเอียดกันให้เรียบร้อย เพราะนิสัยคนส่วนใหญ่(รวมทั้งผมในบ้างคร้ังด้วย) มักจะมัวเกรงใจคนมากเกินไป จนกลายเป็นว่าตอนตกลง ก็บอกว่ายังไงก็ได้ แต่ว่าพอเวลาส่งงานจริงๆ ผู้ว่าจ้างก็บอกยังขาดโน่นนี่ ผู้รับงานก็บอกว่าอีกฝ่ายจุกจิก เพราะไม่ได้ขีดเส้นไว้ให้เห็นชัดเจน
การเตรียมตัวน้อยลง ผมมองว่าเป็นเพราะประสบการณ์หรือเปล่าครับ ตอนใหม่ๆก็เหมือนกันเตรียมนู่นนี่เต็มไปหมด แต่หลังๆ แบก Macbook ไปเครื่องเดียวจบ แถมบางงานแต่ง keynote ต่อหน้าลูกค้าเลย ก็ยังได้งาน
ส่วนการแต่งตัว ผมว่าอยู่ที่ตัวเรา(หรือบริษัท)มากกว่ามั๊งครับ ว่าอยากให้ image ของเราเป็นอย่างไร
เห็นด้วยทั้งคู่ครับ ประสบการณ์ทำให้เราแยกคน และแยกความต้องการออกนั่นเอง
แม้ว่าญาติเราก็จะแยกออกในอนาคตว่าเค้าต้องการจริงๆหรือไม่
จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของบริษัทเกิดเองในสายตาผมคือเราต้องมี
ความสามารถในการล้มได้หลายครั้งโดยยังไม่เจ๊ง แต่ยังไงก็ลองเรียนรู้
ประสบการณ์เจ๊งคนอื่นไว้ก็จะเหนียวขึ้นด้วยนะครับ
อืมมครับ เห็นด้วยครับ ถึงตึก เสาเอกไม้จิ้มฟันของผมมันล้ม ผมก็ได้เรียนรู้มันที่จะไม่เอาไม้จิ้มฟันมาทำเสาเอก และต้องปรับปรุงให้พื้นแน่น ๆ หน่อย เสาเอกให้พอดีกับโครงสร้างที่ดีไซน์ไว้หน่อย ดีไซน์ดีหน่อยก็รองรับ เผื่อมีการต่อเติมในอนาคต
ก็เพราะมีประสบการณ์จากเสาเอกที่มาจากไม้จิ้มฟันนั่นเอง
ที่ผมกลัวคือ Conflict มากกว่าอ่ะ
As a web resource for organizations and technology enthusiasts to comply with the latest and biggest improvements in Unified Communications, IP Telephony, Hosted Communications and VoIP.