บันทึก FORD TDCi เช็ค 105,000 กม

ครบแสนกิโลแห่งความทรงจำที่ดีกับ FORD TDCi คันนี้ ทุกวันนี้ยังเป็นรถที่น่าภูมิใจอยู่ครับ ทั้งสมรรถณะ ความประหยัดและความสามารถในการขนของที่เหนือกว่า Focus รุ่นใหม่เสียอีก

ทั้งนี้เมื่ออาทิตย์ก่อนนำรถเข้าเช็ค 105,000 กิโล เลยขอบันทึกไว้เป็นความจำครับ ผมเอารถ TDCi เข้าเช็คอาการเกียร์(ดูเหมือนจะ)ลื่น โดยที่พ้นระยะรับประกัน 5 ปีมา 3 เดือน (ไหวตัวช้าไปหน่อย) ปรากฏทางช่างบอกว่า ปั๊มเกียร์น่าจะริ่มเสื่อมเพราะมีรอยไหม้ด้วย แต่ไม่สามารถเคลมได้เพราะพ้นประกันไป 3 เดือน (โฮวววว ) แถมปั๊มเกียร์ตัวนี้ซึ่งรวมชุดคลัชท์ด้วยราคาสูงมาก (เกือบแสน)

เลยตัดสินใจเปลี่ยนน้ำมันเกียร์อย่างเดียวก่อนซึ่งค่อนข้างแพงครับ ลิตรละ 750 ต้องใช้ถึง 10 ลิตรเพราะคิดว่าคงเอาไปล้างเกียร์ด้วยนั่นเอง

นอกจากนี้ผมยังให้ทางศูนย์เช็ค battery ซึ่งเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อ 2011 ศูนย์บอกไฟอ่อนลง แต่ยังไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ ผมก็ยังยืนยันเปลี่ยนอีก 4100 บาท (แบ็ตเตอรี่รถดีเซลใหญ่กว่าเบนซินทำให้แพงกว่า)

ปรากฏออกจากศูนย์ อาการเกียร์ลื่นหายเป็นปลิดทิ้งเลย (แค่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์นะเนี่ย ปกติจะเปลี่ยนทุก 120,000 ซึ่งมีคนแนะนำให้เปลี่ยนก่อน) ส่วนกันสะเทือนดันมีเสียงด้านหลัง แต่เนื่องจากศูนย์เลื่อนเวลารับรถทำให้ผมไม่ว่างไปรับ แม่ไปรับแทนเลยไม่รู้ว่ามีปัญหาอยู่ครับ พออีกสามวันผมได้ขับรถจึงรีบติดต่อศูนย์อีกที ศูนย์บอกว่าบูชยางด้านหลังแตก ผมจึงบอกว่าก่อนหน้าเข้าศูนย์ไม่มีอาการนี้ หลังจากต่อรองกันพักหนึ่ง ช่างไปนำบันทึกการแจ้งปัญหามาให้ผมดู จึงได้ทราบว่าปัญหานี้มีมาก่อนเข้าศูนย์ ช่างตรวจเจอ แต่ฝ่ายอนุมัติไม่ได้อนุมัติให้ซ่อมครับ พอมีระบบยืนยันอย่างนี้จึงทำให้ทราบว่าส่วนนี้ไม่ได้เสียขณะซ่อม (ซึ่งดีมาก ทำไมไม่โชว์ลูกค้าตั้งแต่แรกนะ ) และผมก็ตัดสินใจซ่อมตามลิสต์ที่ช่างวิเคราะห์ไว้ในลิสต์อีกได้แก่บูชหน้าและไม้ตีกลอง(ไว้ประคองล้อให้พวงมาลัยไม่อ่อนไหวต่อสภาพถนนเกินไป)

IMG_4972

ตอนนี้เนื่องจากอะไหล่ยังไม่มา เลยเอารถมาใช้ก่อนครับ

เนื่องจากหมดระยะรับประกันแล้ว คราวต่อไปจะลองไปอู่ก้องคลินิค ไทรม้า เห็นว่าฝีมือดีมากเหมือนกัน เป็นศูนย์ฟอร์ดเก่าครับ :)

ข้อเสนอ และข้อแนะนำสำหรับศูนย์รถทุกที่

โดยปกติเวลาผมติดต่อกับลูกค้าในธุรกิจ จะต้องมี email เป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ เลยไม่เข้าใจว่าทำไมการติดต่อศูนย์ยังใช้วิธีเก่าอยู่ คือลูกค้าบอกอาการซึ่งแต่ละคนก็บอกกันไม่ค่อยชัดเจนถึงปัจจัยต่างๆที่รถเกิดอาการ (เช่น ลูกค้าทุกคนจะมาบอกช่างว่า รถมีเสียงดัง เหมือนทุกคนบอกหมอว่า เวียนหัว นั่นเอง) การส่งรถซ่อมในยุค Digital นี้ ลุกค้าน่าจะทำรายงานประกอบคลิปภาพและเสียงเพื่อเป็นข้อมูลส่งให้ช่างได้ในวันซ่อม ส่วนช่างก็จะสามารถมีหลักฐานการติดต่องานไว้ได้เสมอ เพราะสมัยนี้ผู้บริโภคก็เป็นตัวแสบเหมือนกันครับ นอกจากนั้น email เหล่านี้ศูนย์จะสามารถเก็บไว้เป็นองค์ความรู้กับรถรุ่นต่างๆได้ดีด้วย ปัญหาการสื่อสารก็สามารถเก็บไว้เป็นกรณีศึกษาด้วยเช่นกัน

อัพเดทการซ่อม ช่างที่โทรมาบอกเวลาเสร็จไม่ตรงกันกับช่างที่ซ่อมจริง ทำให้เสียเวลามาพอควร ควรปรับปรุงเวลานัดรับรถให้ commit กับลูกค้าได้ดีกว่านี้ด้วยครับ และหลังจากเปลี่ยนอะไหล่ทุกอย่างเสร็จ รถก็กลับมาน่าประทับใจเหมือนเดิม แต่รวมเข้าศูนย์คราวนี้ไปสามหมื่นกว่าบาท ถ้าเป็นพนักงานกินเงินนเดือนอาจมีเหงื่อตกเหมือนกันครับ