ปัญหาด้าน Security Mindset ที่เปิดมากเกินไปของผม

เกี่ยวการพัฒนาตัวเองครับบล็อกนี้

ผมเคยบรรยายหลายที่เกี่ยวกับข้อดีของการพัฒนาความคิดพื้นฐานของคนให้เปิดข้อมูลสู่โลกกว้าง แต่ในขณะเดียวกัน Security Mindset ที่เปิดของผม (กรอบความคิดเกี่ยวกับการป้องกันและปกปิดตัวเอง) ได้ก่อให้เกิด Cost มากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดคือการถูกเชิดเอาเงินไป ผมจะมาแชร์ความงี่เง่าของผมให้ทุกคนฟังครับ ดูๆแล้วทุกท่านอาจจะงงมันไม่น่าเกิดขึ้นได้จริงๆ …

1. น้องที่ออฟฟิศเก่าผมคนหนึ่ง สมมติชื่อ A มายืมเงินผมจำนวนหนึ่ง และพาเพื่อนที่เป็นคนค้ำประกันมาด้วยชื่อน้อง B

2.ผมตกลงให้ยืมเงินน้อง A และมีการพิมพ์ สัญญากู้ยืมตามปกติ มีการถ่ายสำเนาบัตรประชาชนน้อง A ไว้และ ถ่ายสำเนาบัตรประชาชนของน้อง B ไว้ด้วยในฐานะพยาน ผมได้รู้จักน้อง B ในฐานะเพื่อนของรุ่นน้อง (ซึ่งจัดว่าผิวเผินมาก)

3. ผมมีธุรกรรมทางดนตรีบางอย่างที่ออกเงินไปก่อน และเงินที่จะเข้ามาอยากให้ผ่านน้อง B เลยให้ลูกค้าออกเช็คเป็นชื่อน้อง B และบอกว่าให้น้อง B ช่วยโอนต่อมาให้ผมหน่อย (อันนี้ผมงี่เง่าเอง เรียกว่า ขี้เหนียวภาษีไม่เข้าเรื่อง) พูดง่ายๆคือ ฝากให้เงินผ่านบัญชีน้อง B โดยที่ผมไม่เข้าใจตัวเองว่าการให้เงินผ่านบัญชีคนที่ไม่สนิทนั้นไม่ต่างอะไรกับการกู้ยืม ผมกลับรู้สึกว่าน้องเป็นผู้ที่มี”ตัวตน” รับผิดชอบได้เหมือนผม ผมทำได้ยังไงเนี่ย !

4.หลังจากเช็คเคลียริ่ง น้อง B ก็หายไปติดต่อไม่ได้ … พร้อมเงินกว่า 6หมื่นบาท

แนวคิดของผมต่อเรื่อง Security

อันที่จริงแนวคิด Security นั้นสำหรับผมเป็นไปในทางเศรษฐศาสตร์นั่นเอง ครับ นั่นคือ เรามีต้นทุนในการระมัดระวังและรักษาความปลอดภัย กับต้นทุนที่เกิดจากของหาย/เสียหายด้วยนั่นเองที่คานกันอยู่ คนทั่วไปอาจจะมองเห็นต้นทุนเฉพาะ”ของหาย” นั่นเอง ทำให้การใช้ชีวิตต้องมีต้นทุนความปลอดภัยอยู่เยอะ

ยกตัวอย่างเช่น การทำรั้วบ้านให้สูงโดยลงทุนหลายแสน แลกกับการลดความเสี่ยงที่โจรเข้ามาขโมยของ หรือการลงทุนกับบริษัทกำจัดปลวกจ่ายรายปีแลกกับราคาบ้านที่จะพัง การติดระบบกันขโมยรถยนต์ การซื้อประกันต่างๆมากมาย การซื้อ Apple Care ( Product ที่กำไรสูงที่สุดของ Apple สูงถึง 95%) หรือเรื่องทั่วไปก็คือเรื่องของ “เวลา” เพราะการทำงานให้ปลอดภัยนั้นต้องใช้เวลามากกว่าปกติเช่นจะออกไปนอกบ้านต้องตรวจตราปิดประตูลงกลอนหน้าต่างกันให้หมดทุกชั้น

ผมเองเลยมีแนวความคิดที่ค่อนข้างเปิด

ผมยังเป็นคนที่ไม่มีศัตรูโดยธรรมชาติ ดังนั้นผมจึงมี Security ที่หย่อนยานกว่าคนในครอบครัวอยู่มากทีเดียว เช่นการลืมปิดประตูบ้านหรือการสตาร์ทรถทิ้งแล้ววิ่งกลับมาเอาของในบ้าน (อาจรวมถึงการใช้ foursqure) ซึ่งในบางกรณีถ้าคิดทางเศรษฐศาสตร์มันก็อาจจะเริ่มไม่คุ้มแล้ว แต่ผมเองดันชาชินเกินไปครับ ซึ่งการได้บทเรียนในแต่ละครั้งก็จะมาแก้ปัญหาได้ แต่อย่างไร Level Security ผมก็คงไม่ต่ำเท่าคุณเม่นที่จอดรถเต่าไว้หน้า IT Mall โดยไม่ล้อครถเป็นเวลานานและมีของจำนวนมากในรถ 😛

ปรากฏการณ์นี้ได้ทำให้ผมมองข้ามความปลอดภัยที่่ง่ายที่สุดไปอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ปรากฏว่าเมื่อผมอธิบายเรื่องแนวคิดของผมในทำนอง”แก้ตัว”ให้น้องสาวผมฟัง เธอก็สาธยายอดีตของผมที่มีความหละหลวมในเรื่อง Security ให้ฟังมาหลายเหตุการณ์ ผมก็เริ่มสำนึกไปด้วยเช่นกัน…

กาลเวลาคงทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ และสุดโต่งน้อยลงได้บ้าง ^__^ อย่างน้อยเรื่องเงินๆทองๆผมก็จะไม่พลาดละ

คำปลอบใจที่เยี่ยมยอดจากคุณจ๋ง

ไม่น่าเชื่อว่า คุณจ๋งปลอบใจผมได้ดีมาก (เพราะเค้ากึ่งปลอบกึ่งชมนั่นเอง) 😛 จ๋งบอกว่าคนที่จะก้าวไปอีกระดับในสังคมได้ก็จะมีคุณสมบัติบางอย่างเช่น การให้ความไว้เนื้อเชื่อใจคน และคนที่เชื่อใจคนมากๆเข้าก็จะมีหน้าปัทม์แห่งความซวยและหน้าปัทม์แห่งความโชคดีผ่านเข้ามาในชีวิต ดังนี้สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมจะต้องจ่ายให้มันอยู่แล้วครับ :)

Comments

  1. แลกเปลี่ยนความเห็น says:

    – เห็นใจในความสูญเสียครับ
    – คิดซะว่าเป็นค่า course เรื่อง “การเชื่อใจคน” แบบเร่งรัดละกัน (แพงหน่อย แต่อาจจะคุ้มในอนาคต ถ้ามันสามารถช่วยคุณไม่ให้สูญเสียทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากกว่านี้ได้)
    – แต่ถ้าครั้งหน้า คุณโดนคล้ายๆ แบบนี้อีก ก็แสดงว่าค่า course ครั้งนี้ของคุณ เสียเปล่านะครับ !

  2. วันหลังโอนผ่านผมก็ได้ฮะ ไม่ชิ่งแต่คิดเปอร์เซนต์ ฮ่าๆๆๆ

  3. อ๊ะ พาดพิงตรู

    กระผมย่อมไม่บังอาจแนะนำทั่นพัช เพราะกระผมมีสำนึกด้านความปลอดภัยต่ำกว่าทั่นอยู่มากโข (ไม่ล็อกรถ ไม่ล็อกบ้าน ไม่เคยตรวจสอบว่าใครจะโกงอะไร) อันที่จริงกระผมเองก็ได้ผ่าน Course เร่งรัดด้านการเชื่อใจคนมาเหมือนกัน แต่พอเหตุการณ์ผ่านไปหลายปี ก็รู้สึกตัวเองว่าเชื่อใจคน ดีกว่าหมกมุ่นกับการระแวงคน

    เพียงแต่ใครก็ตามที่มายืม ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสามารถคืนได้ ทั้งแรงจูงใจและความสามารถในการคืน กรณีที่ไม่ชัวร์ คนทั่วไปใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน (กรณีน้อง A เค้าอาจจะมีแรงจูงใจที่จะคืน แต่เค้าไม่มีความสามารถในการคืน เลยเริ่มเปลี่ยนเป็นแรงจูงใจจะไม่คืนแทน – แต่กรณีนี้ น้อง A เป็นหนี้นายนี่นา? ก็ทวงกับน้อง A ได้ไม่ใช่รึ?)

    คาดว่าคงมีคนรอถล่ม (ให้คำแนะนำ) คุณพัชอยู่อีกพอสมควร เพราะคนเราย่อมเก่งในเรื่องที่เรายังไม่ได้พลาด (หรือไม่มีตังค์ให้พลาดแบบคุณพัช) แต่ผมคิดเหมือนคุณจ๋งว่ามันเป็นข้อแลกเปลี่ยนของการเติบโตเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ลองถามพี่เอ๋อดูก็ได้ว่าสาหัสมามากกว่าทั่นยิ่งนัก

  4. มองได้สองแบบง่ายๆครับ
    มองแบบพุทธก็กงกรรมกงเกวียนครับ ชาติที่แล้วเราลืมคืนหรือไปจิ๊กเงินเขามาเขาเลยมาเอาไป
    มองแบบหลักการใช้ชีวิตคือ เป็นบทเรียนราคาแพงครับ

    ผมเอง Security Mindset ถือว่าต่ำมากๆแทบไม่ได้ติด Avast หรือ NOD32 ในตัวเลย
    คือเชื่อใจคนง่ายครับ เพราะระแวงใครที่มันเครียดครับ ถือเป้นค่าซื้อใจคน (cost การซื้อใจของผมออกบ้านได้หลังนึงแล้วป่านนี้)

    แต่ก็นั่นแล่ะครับ ทุกอย่างที่เข้ามาไม่ว่าจะดีหรือร้ายให้เราคิดเสมอว่า “ดีนะที่เจอแค่นี้” ดีกว่าครับ

    เช่น ดีนะที่งานนี้มีมูลค่าแค่ 60k ถ้าเปน 100k คงแย่…

    สู้ต่อไปไอมดแดง

  5. whitecross says:

    ผมติดตามผลงานและการเขียนบล็อคของพี่พัชรมานานมากแล้ว แต่วันนี้อยากจะขอบอกว่าพี่เป็นผู้ใหญ่ที่ดีมากๆคนหนึ่ง เรื่องการเชื่ิอใจคนนั้นเหมือนกับว่าเป้นการซื้อใจคนเลยก็ว่าได้ ผมคิดเพียงแค่ว่าคนหนึ่งหลอกเราได้คร้งเดียว ถ้าไม่ไว้ใจกันหรือไว้ใจไม่ได้ ก็มีครั้งเดียวในชีวิต

  6. เป็นบทเรียนราคาแพงจริงๆ ครับ

    ขอบคุณที่มาแบ่งปันครับ

  7. ผมไม่อยากเจอแบบนี้เลย………คงช๊อคไม่น้อย…….

  8. เฮ้อ เกิดขึ้นนานหรือยังครับ จริงๆ ถ้าคุณไม่รีบ โอนเช็กเข้าชื่อผมก็ได้ ปีนี้ผมแทบไม่มีรายได้เลย ขอให้โชคดีได้เงินคืนเร็วๆ ว่าแต่ติดต่อนาย A หรือยังครับ จะได้ช่วยกันหานาย B ต้นเหตุได้

  9. เข้ามาสารภาพอีกคนว่า แ้ม้ผมจะเป็นคนทางด้าน Network Security (แม้ไม่สายตรง) แต่เรื่องความปลอดภัยก็อยู่ในระดับคุณเม่นด้วยเหมือนกัน!!!

    ปัจจุบันผมก็เลือกทางเช่นเดียวกับคุณเม่น คือ เลือกที่จะเชื่อใจคนมากกว่าที่จะมาคอยระแวงคน ด้วยเหตุผลที่ว่า เราคงทำบุญมาดี (มั้ง) เลยยังไม่เจอ และหวังว่าคงจะไม่เจอต่อไปในอนาคต…