คำถามที่ธุรกิจบริการ Made To Order ประเภท Below the line เคยเจอ
เคยมั้ยครับ เวลาบอกราคาลูกค้าเสร็จลูกค้าบอกว่า
” เฮ้ย เว็บบ้าอะไรราคาเป็นแสน ผมเคยให้น้องคนนึงทำ 20,000 ”
” คุณน้องคะ ทำโลโก้+CI เนี่ยเป็นหมื่นเลยหรอคะ ก็แค่มีเส้นๆไม่กี่เส้นเอง เล็กด้วย”
” จัดอีเว้นท์แค่นี้คิดเป็นแสนเลยหรอคะ ลูกชายพี่เค้าก็อยู่บริษัทเอเจนซี่นะ เห็นว่ามี Supplier รายนึงรับไม่กี่หมื่นเอง”
” ดีไซน์ Package ยาสีฟันแค่เนี้ย คิดแพงจังเลย ยาสีฟันพี่ราคาไม่กี่บาท คนโน้นเคยมาเสนอราคาแค่ 5,000 เอง “
โครงสร้างราคาที่ถูกต้องที่ทำให้บริษัทหนึ่งๆอยู่ได้นั้น ความจริงไม่ถูกจนเกินไป
โดยปกติถ้าคิดราคา Project ตาม man day ของคนๆหนึ่งในระบบบริษัท ถ้าจะให้เท่าทุนตามมาตรฐานโลกล่ะก็ ต้องคูณประมาณ 2 เท่าของเงินเดือนครับ และถ้าอยากไห้ได้กำไร ( เพื่อไปชดใช้ค่าลิขสิทธิ์ Adobe บ้าง
) ก็ควรจะคูณ 3 เท่าของเงินเดือน (เช่น คนเงินเดือน 20000 ทำเว็บทั้งเดือนคนเดียวควรคิดราคาเว็บ 60,000 ถึงจะได้กำไรสำหรับบริษัท) ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า Cost บริษัทผมเคยพูดไปหลายครั้งพอสมควรดังนั้นราคาที่ออกมาจึงอยู่ในระดับหนึ่งที่ควรจะมีมาตรฐานของมันอยู่ ไม่สามารถต่ำกว่านั้นได้ ยกเว้นมีโซลูชั่นพิเศษที่ไม่ต้องใช้คนผลิต เช่นเว็บที่ราคา 30,000 บาทถ้าสามารถออกจากบริษัทได้โดยไม่ใช่ระบบ Template ความจริงไม่น่าแม้แต่จะมีเวลาไปนั่งประชุมกันได้เลยนะครับและก็ควรจะทำไม่เกินครึ่งเดือนเป็นต้น
บริษัทกับ freelance มีข้อแตกต่างกันอยู่ที่ บริษัทนั้นไม่สามารถหนีงานได้ครับเพราะมี ทุนจดทะเบียนบริษัทค้ำคออยู่ โดยปกติตามหลักทั่วไปมูลค่าโครงการต้องมากกว่าทุนจดทะเบียนบริษัท เช่นบริษัทที่มีทุนจะทะเบียน 500,000 จะไม่สามารถรับงานที่มีมูลค่า 1,000,000 ได้เพราะถ้างานเจ๊งจะไม่สามารถรับผิดชอบได้ เพราะฉนั้นบริษัทจึงควรคิดราคาแพงกว่า Freelance เพราะมีต้นทุนความเสี่ยงของความรับผิดชอบตรงนี้อยู่ด้วย+ Cost การจัดการต่างๆรวมทั้่งด้านภาษีครับ
หลายๆคนก็บอกว่า เรื่องราคามันก็เป็นเรื่องของ Supply-Demand ไม่ใช่หรือ ? ถ้าธุรกิจผลิตโปรดักซ์ที่คนไม่ได้ต้องการมาก มันก็ควรจะราคาต่ำ แต่บังเอิญคนไทยยิ่งกว่านั้นครับเพราะราคาที่ต่ำผิดปกติไม่ได้มาจาก Demand – Supply ซะด้วยซ้ำแต่มาจากการขาดความรู้ทางต้นทุนที่ถูกต้อง เช่นถ้าเราเป็นรถตู้คันเดียวในจังหวัด คนต้องการเช่าเยอะมาก เราคงตั้งราคาค่าเช่าวันละหมื่นได้สบาย แต่พอมีรถตู้อีกเจ้าเข้ามาตัดราคาเหลือ 5,000 ( ความจริงจะตัดราคาที่ 8,000 ก่อนก็ได้ ) เราก็พร้อมจะตัดเหลือ 2000 ทันที…
ทีนี้ที่การแข่งขันมันเคี่ยวและราคาตลาดมันต่ำมากเพราะว่า บริษัทที่เป็นธุรกิจบริการเหล่านี้ (รวมถึง Freelance) สามารถเปิดกันได้ง่ายมากครับ คือมี Barrier to Entry ต่ำมากนั่นเอง บางทีเพื่อนคนนึงจะแต่งงานขอให้เราช่วย เราก็เห็นว่าเปิดบริษัทมันเท่ดีเลยเปิดบริษัท Organizer เลยซะงั้น แต่ทว่าคนไทยนั้นเปิดบริษัทมาส่วนใหญ่ไม่ได้พิจารณาโมเดล Business ตัวเอง ยิ่งเป็นบริษัทธุรกิจบริการที่ใช้แรงคนไม่ได้ขายโปรดักซ์เป็นชิ้นเป็นอันและมีต้นทุนชัดเจนยิ่งไปกันใหญ่ครับ ดังนั้นส่วนใหญ่เมื่อเปิดมาแล้วจึงไม่รู้เลยว่าตนเองขาดทุนอยู่หรือไม่ ยิ่งคนที่ฐานะดีพ่อแม่สนับสนุนยิ่งลากกันยาวครับเพราะสามารถแบกภาระขาดทุนและรอความหวังได้นาน ดังนั้นคนที่เข้ามาใหม่จึงคิดราคาถูกเข้าว่า ขอให้ได้งานไว้ก่อน เสร็จแล้วสักพักถ้าเริ่มรู้ตัวติดหนี้กันมากมายแล้วไม่เจ๊งไปซะก่อนจึงจะค่อยๆเริ่มปรับตัวคิดแพงขึ้น
คุณเม่นเคยเล่าว่าบริษัทหรือ freelance ที่ไม่รู้โมเดลธุรกิจ เหล่านี้ก็จะเข้าไปเสนองาน และถล่มต้นทุนด้วยราคาถูกแสนถูก จากนั้นก็เจ็บและเจ๊งกลับไป บริษัทใหม่และเด็กจบใหม่ที่ยังไม่เคยเจ็บก็เข้ามาเรื่อยๆเป็นลูปวนอย่างงี้ไปตลอด ราคาตลาดก็เข้าสู่ภาวะวิกฤติ เพราะแน่นอนว่าลูกค้าจะจดจำแต่ BenchMark ราคาถูกที่สุดไว้ก่อนครับ คนที่เป็น Agency เองเวลามาจ้างหลายคนเป็นพนักงานประจำก็ไม่ได้รู้ Model Business เพราะใครจะมาคำนึงว่า Supplier เราคิดราคาถูกขนาดนี้อยู่ได้หรือเปล่า ส่วนผมเนื่องจากทำธุรกิจมาระยะหนึ่ง ถ้ามีคนคิดราคาถูกจะสงสัยทันทีว่าโมเดลธุรกิจเป็นอย่างไร และถ้าเห็นว่าอยู่ได้สบายและยังราคาถูกก็หมายถึง Model นั้นค่อนข้างจะน่าทึ่งทีเดียวครับ แต่ถ้าเห็นว่าถูกผิดปกติโมเดลอธิบายไม่ได้ก็จะรู้แล้วว่าคนๆนี้ “ไม่ใช่ตัวจริง”
เด็กจบใหม่หลายคนรับงานเว็บในราคา 20,000 บาท แต่ทำกันนานนับครึ่งปี ถ้าหารจำนวนวันจะได้ 111 บาท เค้าไม่รู้ตัวเลยนะครับว่าค่าตัวของเค้าถูกว่าค่าแรงขั้นต่ำของกรรมกรเสียอีก แถมกรรมกรคงไม่ต้องออกค่าคอมพิวเตอร์ ค่าไฟ ค่าแอร์ และค่ารถไปคุยกับลูกค้าครั้งแล้วครั้งเล่า…
แต่สำหรับบริษัทธุรกิจกิจบริการนี้มีตัวเลขที่ทุกคนอาจนึกกันไม่ถึงนะครับว่า บริษัทในไทย 100 บริษัทที่เปิดขึ้นมา เมื่อผ่านไปห้าปี จะมีเพียง 5 บริษัทที่มีความสามารถในการ “ทำกำไรได้ต่อเนื่องและเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ ” และในห้าบริษัทนี้มีเพียงบริษัทเดียวเท่านั้นที่เข้าขั้น รวย ! ( ข้อมูลคร่าวๆ อ้างอิง สสว.) ดังนั้นถ้าบริษัทคุณรอดเข้าปีที่ 6 ได้ล่ะก็จงภูมิใจครับว่าเราก็เป็น 5 ใน 100 ผู้รอดชีวิตเชียวนะ
ส่วนตัวป่วนตลาดไม่น่ามีใครอยู่ได้เกิน 3 ปี นอกจากจะจนลงๆแล้วสรรพากรยังเพ่งเล็งอีกด้วยว่าเปิดบริษัทประสาอะไรไม่มีกำไร ตามด้วยต้นทุนด้านการตรวจสอบจากสรรพากรเป็นกระบุง ?
แต่แน่นอนว่าทั้งหมดนี้สามารถดีลได้อย่างถูกต้องถ้าเรามีความรู้รอบตัวในการเจรจาที่ดี โดยเราต้องสามารถอธิบายถึงปัจจัยของความราคาถูกกับแพงได้ดี ( ควรศึกษา activity based costing วิชาบัญชีพื้นฐานสำหรับ MBA เอาแค่คร่าวๆรู้คอนเซ็ปก็พอครับ ) และสิ่งที่จะให้ลูกค้าจ่ายเราได้แพงขึ้นมีเพียงสิ่งเดียวคือการสร้าง Brand และจุดเด่นของเรา รวมถึงความเข้าใจลูกค้ากับความเข้าใจตลาดด้วยครับ


ผมอ่าน บทความนี้แล้ว เข้าใจเลยครับบ
ว่าทำไม หลายบริษัท ที่เปิดรับทำเว็บไซต์ ถึงปิดไป
เพราะ มี Model ธุรกิจที่ไม่ดี หรือ คิด Cost ของ ราคาเว็บต่ำไป ทำให้ ค่าใช้จ่าย ไม่พอที่จะบริหาร คนในองค์กร
คงมีหลายคนที่อ่านแล้วอยากจะเอาบทความนี้ไปให้ลูกค้าอ่านบ้าง
กรุงเทพยังเจอเยอะแยะ ต่างจังหวัดนี่แทบทุกรายครับ ลดราคาตัดตอนันเอง เจ๊งกันเอง ฮ่าๆ
คมมาก ช่วยป่าวประกาศดีกว่า
เด็กจบใหม่หลายคนรับงานเว็บในราคา 20,000 บาท แต่ทำกันนานนับครึ่งปี ถ้าหารจำนวนวันจะได้ 111 บาท เค้าไม่รู้ตัวเลยนะครับว่าค่าตัวของเค้าถูกว่าค่าแรงขั้นต่ำของกรรมกรเสียอีก แถมกรรมกรคงไม่ต้องออกค่าคอมพิวเตอร์ ค่าไฟ ค่าแอร์ และค่ารถไปคุยกับลูกค้าครั้งแล้วครั้งเล่า
เจอเยอะครับแบบนี้ทำให้มาตรฐานราคาพัง
เดี๋ยวนี้แทบจะไม่ทำเลยหล่ะครับ
เจอรุ่นพี่เค้าบ่นๆให้ฟังเหมือนกัน
ไม่ค่อยเข้าใจศัพท์ทางธุรกิจเท่าไรครับ
แต่ก็พอเข้าใจอยู่บ้าง…
ขอบคุณสำหรับ บทความดีๆ ครับ
ปล.ในเชียงใหม่ ก็มีเยอะเหมือนกันครับ TwT
โอย จุกกกก
ค่าแรงขั้นตำ่ผมเห็นในปี 51 ประกาศไว้สำหรับ กทมที่ 194 บาท
http://hilight.kapook.com/view/23630
แบบนี้ถ้าทำเว็บเพื่อให้ได้เงินเดือนเท่ากรรมกรก็ต้องทำเว็บให้เสร็จใน 3 เดือน แต่ถ้ารวมค่าเดินทาง ฯลฯ ด้วยก็ควรจะ 2 เดือน แต่เราอยากมีเงินเดือนเท่ากรรมกรกันหรอออ
ยิ่งอ่านที่พัช เขียนบทความเกี่ยวกับบริษัทไอที ยิ่งทำให้อยากไป เปิดขายอาหาร เป็นรถเข็นเล็กๆ ข้างถนน แทน เพราะหิวเราก็กินที่เราทำขายได้
โถ…ชีวิต
จ๊ากพี่บัง พี่เป็นความหวังของพวกเราชาว SME IT อยู่นะ -_-”
อ่านแล้วอึ้งครับ สะท้อนใจจริงๆครับ ทำให้มาตราฐานราคางานของ freelance ลดลงเรื่อยๆ….TOT
น่าจะมีภาพ Hidden Cost of Thai Farmer มั่งนะครับ
มีใครเคยทำวิจัยกันบ้างหรือเปล่านะ
ขอบคุณครับ
ผมได้ข้อคิดจากบทความนี้ว่า “ต้องสร้างBrandและมีจุดเด่น” เห็นด้วยอย่างที่สุด..
ถ้าBrandเราดีจุดเด่นเราแข็งเรื่องราคาคงไม่ใช้ปัญหาอีกต่อไป.. ขอบคุณมากครับ
เรื่องต่อไปขอเทคนิคการสร้างBrandและจุดเด่น นะพี่
เคยได้ยินมานานแล้วว่าร้านอาหารถ้าทนอยู่ได้ถึงห้าปี โดยที่ไม่เจ๊งไปเสียก่อนก็จะอยู่รอดได้เป็นตัวจริง ตรงกับสถิติที่ว่าไว้เลยครับ
[...] กับโครงสร้างตลาดที่บิดเบี้ยว from @ipattt http://www.ipattt.com/2010/business-fail-price/ [...]
ผมว่าบางทีสาเหตุที่เด็กจบใหม่คิดราคาต่ำเกินไป ผมว่าอีกนัยหนึ่งเค้าไม่รู้ rate ราคาที่แท้จริง หรือ อีกรูปแบบหนึ่งคือ ต้องการ ” ประสบการณ์ ” สำหรับเด็กจบใหม่ ถ้าคิดแพง ก็ไม่มีใครจ้าง กลัวไม่ได้งาน ถ้าไม่มีงาน ก็ไม่มี Port ดีๆเลย เพราะบริษัท หรือ freelance ที่งานดีๆ เอางานไปทำหมด ถ้าคิดราคา rate ในระดับ เดียวกัน เค้าเลยต้อง ตัดราคา เพื่อให้ได้งานมาทำนั่นเอง พอได้งานมาแล้ว ก็ได้ประสบการณ์ ได้ Port พอผลงานเริ่มเยอะ งานเริ่มดี ก็อัพราคางานขึ้นตามประสบการณ์ สุดท้ายก็อาจจะเปิดบริษัท หรือ ทำมาหลายปีแต่งานไม่ดีขึ้นเลย เริ่มเบื่อ หรือขาดทุนเพราะคิดราคาถูกอยุ่อย่างนั้นอย่างที่คุณพัชร เขียนไว้ ก็เลิกทำไปเปิดร้านกาแฟ ไปทำธุรกิจอื่น (เห็นมาเยอะ) สุดท้ายผมว่าสำหรับเด็กจบใหม่มันน่าจะเป็น Step ที่ถูกแล้วก็เหมือนกับลงทุนช่วงแรกๆมันก็ต้องยอมขาดทุนเป็นธรรมดา เพราะมันไม่มีทางเลือกสำหรับบางคน
งาน 2 หมื่นนี่ถ้าทำกันเป็นครึ่งปี นี่ เจ๊ง แหง๋มๆ ครับ – -” ถ้า 2 หมื่น ไม่ควรปิดงานเกิน 1-2 อาทิตย์ ครับ สุดท้ายแล้ว ขอฝากไว้ว่า ” ต่อให้เก่งแค่ไหน แต่ถ้าจัดการตัวเองไม่ดีมันก็ล้ม ครับ ”
——————————————————————-
ปล. ชอบเข้ามาอ่าน Blog ของคุณพัชรบ่อยๆครับ เขียนสนุกดี น่าติดตามครับ สวัสดีปีใหม่ครับ
บทความดีมากๆเลยครับ จะแวะมาอ่านเรื่อยๆนะครับ
great article, thanks