22 June 2009 visualize “ความเอียง” ในการตัดสินคดีของศาลฎีกาอเมริกา ผู้พิพากษา : ความเอียง

เห็นคุณ mk เอาชาร์ทมาให้ดู น่าสนใจมากครับ เป็นชาร์ทแสดง “ความเอียง” ในการตัดสินคดีของศาลฎีกาอเมริกา
ผมรู้สึกทึ่งที่เมืองนอกเค้าสามารถเปิดเผยผลการวิเคราะห์เหล่านี้ได้ ลองอ่านที่มาต่อได้ที่เว็บคุณ mk

เป็น visualization แบบแปลกๆ ที่นานๆ จะเจอที นั่นคือ visualize “ความเอียง” ในการตัดสินคดีของศาลฎีกาอเมริกา วิธีการคือดูแยกตามการตัดสินใจของผู้พิพากษาศาลสูงแต่ละตำแหน่ง ว่าคนไหนตัดสินใจแบบอนุรักษ์นิยมหรือหัวก้าวหน้า คนไหนฟ้าก็ฟ้าเลย คนไหนแดงก็แดงเลย

visualize “ความเอียง” ในการตัดสินคดีของศาลฎีกาอเมริกา

visualize “ความเอียง” ในการตัดสินคดีของศาลฎีกาอเมริกา

ข้าราชการตุลาการในไทยเป็นอะไรที่ค่อนข้างลอยตัวอย่างมาก ไม่ค่อยมีหน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบอย่างเป็นทางการได้เลย ในช่วงวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาจะเห็นว่าวงการตุลาการเป็นอะไรที่มีอิทธิพลอย่างมากจริงๆครับ (ถึงแม้ว่าเพื่อนบางคนจะบอกว่า ระบบนี้กำลังถูกสะสมด้วยสิ่งกัดกร่อนก็ตาม) เด็กที่เอ็นทร้านซ์คะแนนอันดับหนึ่งก็ยังเลือกนิติศาสตร์กันแล้ว ในความเป็นจริงผู้พิพากษาน่าจะเป็นอาชีพที่ควรปลีกตัวออกห่างสังคมเพื่อป้องกันผลประโยขน์ทับซ้อนโดยผลตอบแทนเงินเดือนที่ได้รับ ( ซึ่งค่อนข้างสูงถ้าเทียบกับข้าราชการหน่วยอื่น ) เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับความยากลำบากจากการต้องปลีกตัวต่อสังคม แต่ในความเป็นจริงสมาคมต่างๆนั้นประกอบด้วยกลุ่มผู้พิพากษาอยู่ไม่มากก็น้อยครับ

คุณพ่อผมก็เป็นผู้พิพากษาเหมือนกัน ตั้งแต่สมัยเด็กๆเท่าที่ผมจำความได้ตอนที่คุณพ่ออยู่ต่างจังหวัดผมมักจะมีอาเสี่ย หรือนักธุรกิจประจำจังหวัด มาคอยประคบประหงมผู้พิพากษาอยู่เป็นประจำ แม้แต่ตัวผมเองยังถูกเรียกว่าคุณหนูอยู่บ่อยๆ จนผมรู้สึกว่าคุณพ่อเป็นฮีโร่และเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม จนกระทั่งคุณพ่อแยกทางกับคุณแม่ช่วงม.ปลายของผมนั้นทำให้ผมปรับความคิดจนมารู้สึกว่าคุณพ่อจริงๆแล้วก็มีความเป็นคนธรรมดานั่นเอง ต่อมาผมอยู่กับแม่และมองย้อนกลับไปที่ครอบครัวใหม่ของคุณพ่อก็ทำให้รู้สึกว่าอาชีพนี้ดูเหนือกว่าข้าราชการส่วนอื่นตรงความลอยตัวอย่างชัดเจน คุณพ่อมีสวัสดิการมากมาย มีเงินสนับสนุนซื้อรถประจำตำแหน่ง (เพิ่มเงินอีกหมื่นเดียวก็สามารถผ่อน BMW ซีรี่ส์สามได้สบาย) และเกษียณที่อายุถึง 70 ปีซึ่งปัจจุบันคุณพ่ออายุมากกว่าหกสิบปีแล้วและเงินเดือนนั้นมากกว่านายกรัฐมนตรีไทยซะอีก คุณพ่อเพิ่งกลับจากดูงานที่อังกฤษมาสองอาทิตย์ รัฐบาลไทยกับรัฐบาลอังกฤษให้ทุนจากการไปดูงานครั้งนี้รวมกันแล้ว 2ล้านบาทต่อคน ! ปกติคุณพ่อไปดูงานแทบทุกปีครับ ปีที่แล้วก็ไปสวิสฯมา

คุณพ่อเป็นคนที่ไม่ค่อยไว้ใจใครซึ่งก็เป็นปกติของอาชีพที่ต้องพบเจอแต่คนโกหกตลอดเวลา ( แม้แต่ผมขอยืมตังค์มาหมุนในบริษัทคุณพ่อก็ยังไม่ให้ยืมเลย ) พอผมอายุมากขึ้นก็เริ่มได้มีโอกาสคุยกับคุณพ่อแบบฉันเพื่อนบ้างผมเลยถามประเด็นที่มีอยู่ช่วงหนึ่ง คือก่อนหน้านี้ไม่นานคุณพ่อเชียร์คุณทักษิณมากทีเดียว ไม่ว่าคนในตระกูลจะว่าอย่างไรคุณพ่อก็เชียร์เสมอ แต่พอผ่านมาในปัจจุบันคุณพ่อเปลี่ยนทัศนะคติเรื่องนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ผมก็ถามคุณพ่อว่า ทำไมถึงเปลี่ยนใจเป็นอย่างงั้นไปได้ ก็ได้คำตอบที่คุณพ่อยอมรับตรงๆว่า “ผู้พิพากษาก็เป็นคนเหมือนกันนะ ย่อมมี Bias ได้ ” ผมก็ถามต่ออีกว่า แบบนี้คนที่เป็นจำเลยก็ขึ้นอยู่กับดวงน่ะสิว่าเค้าจะเจอผู้พิพากษาคนไหน ?

ซึ่งคุณพ่อก็ตอบว่า ” ใช่ ” …

Tags:
2,477 views

Leave a Reply

12 Responses to “ผู้พิพากษา : ความเอียง”

  1. fatro says:

    เป็นอาชีพที่รับอย่างเดียวจริงๆ

  2. golff says:

    ความยุติธรรมแบบเท่าเทียมกันไม่มีิอยู่บนโลกนี้หรอกครับ

    อาจารย์ที่คณะนิติเคยปลูกฝังเรื่องความยุติธรรมมาอย่างดี

    สุดท้ายยังไงก็หนีแต่กฎธรรมชาติไม่พ้น “ใครแข็งแกร่งกว่าเท่านั้นที่รอด”

  3. admin says:

    กว่าจะเป็นผู้พิพากษาได้ก็ต้องผ่านมาหลายด่านเหมือนกันนะครับ (เช่นการสอบ เนติบัณฑิต) ความจริงผู้พิพากษาตปทเวลาตัดสินต้องอิงตามคณะลูกขุนด้วยครับ ตัดสินมั่วมากก็ไม่ได้นะ เพียงแต่ผู้พิพากษาที่มีอุดมการณ์นั้นมักอยู่เงียบๆคนเดียวเพื่อให้ตัวเองคงความยุติธรรม และก้มหน้าก้มตาทำงานทำให้ไม่มีอำนาจหรือไม่ได้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากเท่าใดนักครับ แต่การขึ้นสู่อำนาจของคนเรา (เช่นขึ้นเป็นอธิบดี หรือ ประธานศาลต่างๆ) กลับจำเป็นต้องมีพวกพ้องต้องมีสังคม ดังนั้นผมว่าโมเดลของการเป็นผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียงในสังคมมันดูขัดกับหลักการของการเป็นผู้พิพากษาที่ดีอยู่น่ะครับ

  4. golff says:

    คุณพัชรครับ ด้วยความเคารพ ประเทศไทยไม่มีลูกขุนนะครับ

    มีที่อเมริกาใช้ระบบลูกขุน โดยลูกขุนจะเป็นฝ่ายตัดสินคดีว่าใครผิดใครถูก ส่วนผู้พิพากษามีหน้าที่ปรับหลักกฏหมายมาให้คุณให้โทษตามที่ลูกขุนได้ตัดสิน พลเมืองทุกคนในอเมริกาจึงมีหน้าที่ต้องเป็นลูกขุนด้วย เหมือนเกณฑ์ทหารเลย แต่เค้าก็ถือว่าได้รับเกียรติสูงสุดเช่นเดียวกันครับ แต่บางคณะกว่าจะพิจารณาคดีกันเสร็จต้องเปลี่ยนลูกขุนหลายชุดมาก เพราะบางครั้งใช้เวลายาวนานมากกว่าจะเบิกความพยานแต่ละฝ่ายเสร็จ หรือมีเรื่องอคติหรือความเอนเอียงของภายในคณะลูกขุนเอง เช่นคนผิวดำผิวขาว แต่ก็ดีครับเป็นคานอำนาจไปอีกแบบ

    เรื่องของอำนาจ มีผู้พิพากษาจำนวนไม่น้อยที่ต้องหลบอยู่ในมุมสงบเงียบๆในบ้าน กระดิกตัวนิดเดียวบางคนก็กาว่าลำเอียงแล้ว เหนื่อยครับกว่าจะเป็นผู้พิพากษาที่ดีได้

  5. admin says:

    @golff โอ้ จริงครับ ในไทยไม่มีคำว่าคณะลูกขุนต้องขอโทษครับ ที่ผมเคยได้ยินจากพ่อถ้าเป็นคดีใหญ่จะใช้
    องคณะผู้พิพากษาแทน ซึ่งมี 3 คน และองคณะจะย้ายไปย้ายมาเรื่อยๆไม่ให้เป็นกลุ่มก้อน และใช้การ
    ตัดสินจาก 3 ศาลให้มีคนพิจารณาคดีหลายๆด้าน

    ผมลองดูเกี่ยวกับกระทู้ว่า ทำไมไม่มีระบบลูกขุนในไทย จะเห็นว่าเสียงแตกพอสมควรเลย ตัวอย่างเช่น

    http://talk.mthai.com/topic/28388?p=2

    http://www.pantip.com/cafe/social/topic/U7958690/U7958690.html

    ได้ความสรุปได้ว่า คนไทยบางส่วนไม่เชื่อในระบบประชาธิปไตยนั่นเอง แต่เชื่อในการตัดสินของ
    “ผู้ที่เป็นที่เคารพ” มากกว่า

  6. golff says:

    ไม่ว่าระบบใดถ้าได้คนไม่ดีมาใช้อำนาจมันก็แย่ทั้งนั้นล่ะครับ

    อย่างพระราชดำรัสของในหลวงที่ว่า ให้คนดีปกครองบ้านเมืองดีที่สุด

    ถ้าคนมีอำนาจเป็นคนดี ไม่ว่าระบบเล็กระดับใหญ่ มันก็ทำให้ระบบดีตามไปด้่วย
    แต่อย่างที่รู้ๆกัน บางทีน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ คนดีก็ท้อซะเยอะ

    ผมยอมพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดดีกว่า แล้วมาแบ่งปันกันภายในสังคมกันเอง ดีกว่ารอพึ่งรัฐที่ใหญ่โตและอุ้ยอ้ายแบบทุกวันนี้

    ปล. เพราะความอุ้ยอายของรัฐคุณพัชรเลยได้เงินจากทำเว็บช่วยช้าอยู่นี่ไง อิอิ

  7. PHz says:

    @golff

    ด้วยความเคารพครับ เราจะทราบได้อย่างไร ว่าคนๆนั้นเป็น “คนดี”

    ; P

  8. iBoat says:

    คนดีไม่ดีดูไม่ยากครับ คนดีอย่างน้อยต้องมีศิล 5 อยู่ในใจ หากพร่องข้อไหนไปเมื่อไรก็ต้องสำนึกตน
    (รักษาศิล 5 = ไม่ทำชั่ว / คนละชั่ว = คนปกติ ซึ่งอาจจะยังไม่ใช่คนดี แต่คนที่ยังไม่ละชั่ว ไม่มีทางเป็นคนดีได้แน่นอน เพราะเราไม่สามารถเติมน้ำให้เต็มตุ่มได้ถ้าตุ่มยังรั่วอยู่)

    • admin says:

      คนดี พูดยากครับ :) มีหลายมิติมาก
      อยู่ที่สังคมอยากให้ใครเป็น”คนดี”มากกว่า
      มีประเด็นระหว่าง”คนดี”ที่เกิดจากกลไกที่วางไว้ กับ “คนดี” ทางตรรกศาสตร์ที่ขัดแย้งกันอยู่นะครับ

  9. iBoat says:

    ผมจะหมายถึง “คนดี”ในทางธรรม (ที่แปลว่าความจริง) น่ะครับ

    ส่วน”คนดี” ในความหมายทางสังคม มันถูกพลิกไปตามสังคมนั้นๆ ทำให้ความหมายของ “คนดี”ทางธรรม ถูกเพี๊ยนไปได้ตลอดทุกยุคสมัย

    เช่น “คนดี”ในสังคมคนชั่ว ก็คือคนชั่วนั่นเอง

    สมัยโบราณที่ยอมรับการฆ่ากันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ผิดแปลกในสังคมนั้น แต่ความจริงใครๆก็เข้าใจได้ว่ามันก็คือบาปแน่นอน

    ในสังคมที่คนชั่วมากขึ้นแบบทุกวันนี้ ยิ่งต้องตอกย้ำ “คนดี”ในทางธรรม ไม่ให้คำคำนี้ถูกสังคมเพี๊ยนความหมายไปมากกว่านี้ จะได้มี”คนดี”ในทางธรรม ไว้สอนลูกสอนหลานได้ต่อไป

  10. ยูอิ says:

    เราก็อยากเป็นผู้พิพากษาอ่ะ พ่อเราก็เป็นตอนนี้อยู่ศาลฎีกา เรากำลังสอบเนอยู่อ่านลากเลือดจิงๆเเต่ก่็ผ่านมาได้เทอมนึงละ พ่อบอกสอบเป็นท่านอ่านหนักกว่านี้20เท่า โอยเหนื่อยใจ เคยคิดอยากไปทำอย่างอื่นเหมือนกัน เเต่สงสารพ่อเพราะพ่ออยากให้ลูกเปนท่านมาก ก็สู้ต่อไปค่ะ

  11. ต่อ says:

    ตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครอง กลุ่มคนที่ไม่เคยได้เปลี่ยนแนวคิดเลยก็คือ ผู้พิพากษา เห็นได้จาก เรามีท่านสัญญาธรรมศักดิ์ ที่เป็นผู้พิพากษา มาเป็นประธานองคมนตรีท่านเป็นพวกคณะเจ้าเห็นได้ชัด การที่ระบบคัดเลือกมาเป็นผู้พิพากษา ก้มิได้ถูกตรวจสอบแนวคิดจากท่านเหล่านั้นว่า เป็นอนุรักษ์นิยมหรือเสรีนิยม เป็นอัตรายอย่างมากที่เรา เอาคนที่เกิดมาไม่ต้องสนใจใครถ้าเราเก่งอ่านอย่างเดียวไม่ต้องสนใจโลกใบนี้ว่าเป็นอย่างไร เราเอาคนที่ขากปฏิสัมพันธ์กับสังคม มีประสบการณ์ในชีวิตไม่พอ มาตัดสินเรื่องต่างๆที่นับวันจะทวีความซับซ้อนเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง

Leave a Reply

Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes