<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พัชร &#187; กองทุนรวม</title>
	<atom:link href="http://www.ipattt.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.ipattt.com</link>
	<description>บล็อครางวัลที่1ด้านธุรกิจของ พัชร TIGERiDEA Manager และผู้ถือหุ้น iSchool สำหรับผู้สนใจด้าน ธุรกิจทำเว็บ,สังคม,ดนตรี  หรือจะ follow twitter ที่ @ipattt ก็ยินดียิ่งครับ :)</description>
	<lastBuildDate>Sat, 11 Feb 2012 10:14:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>กองทุนรวม ตอนที่ 2</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/mutualfund/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/mutualfund/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 04:15:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Business Tips]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนรวม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=3937</guid>
		<description><![CDATA[ในปัจจุบันกองทุนรวมมีให้เลือกมากกว่า 700 กอง ทั้งที่มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันและใกล้เคียงกัน  ดังนั้น ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งในการพิจารณาเลือกกองทุนรวมก็คือ การเปรียบเทียบอัตราค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของกองทุนรวม ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันการลงทุนในกองทุนรวมกำลังเป็นที่นิยมของผู้ลงทุนที่สนใจการลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น  ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมก็คือ ผู้ลงทุนไม่ต้องใช้เวลาติดตามข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนมากเท่ากับการลงทุนในหลักทรัพย์นั้น ๆ ด้วยตัวเอง เพราะเงินที่ถูกใส่เข้าไปในกองทุนรวมจะถูกนำไปบริหารโดยมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการลงทุน  </p>
<p>ในปัจจุบัน กองทุนรวมมีอยู่มากมายหลากหลายประเภทตามนโยบายการลงทุนประเภทต่าง ๆ อย่าลืมว่ากองทุนรวมแต่ละประเภทมีลักษณะเด่นไม่เหมือนกัน  ดังนั้น คุณควรสนใจหาความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวมกันอีกสักนิด&#8230;คุณจะได้พบกองทุนรวมที่เหมาะสมกับตัวคุณเองได้</p>
<p>รู้จักกันหน่อยว่ากองทุนรวมคืออะไร<br />
กองทุนรวมคือกองทรัพย์สินที่มาจากเงินของผู้ลงทุนตั้งแต่ 35 รายขึ้นไป* รวมกันจนมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินดังกล่าวไปลงทุนตามนโยบายการลงทุนที่ระบุไว้ให้ทราบในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนกันตั้งแต่ก่อนลงทุน<br />
กองทุนรวมจะถูกบริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ “บลจ.” ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม โดยคุณสามารถวางใจได้ว่า บลจ.นั้นได้ผ่านการพิจารณาจาก ก.ล.ต. ทั้งในด้านความพร้อมของระบบงานในการประกอบธุรกิจและด้านบุคลากรว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการจัดการกองทุนรวม<br />
เนื่องจากกองทุนรวมเป็นกองทรัพย์สินที่มีมูลค่ามาก ดังนั้น เพื่อให้มีกลไกในการปกป้องกองทรัพย์สินดังกล่าวและเกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการเงินของ บลจ. จึงมีการนำทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนรวมไปฝากไว้กับผู้รับฝากทรัพย์สิน ซึ่งจะทำหน้าที่เก็บรักษาและดูแลการเบิกจ่ายเงินและทรัพย์สินต่างๆ ให้กับกองทุนรวม นอกจากนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าเงินลงทุนของคุณจะได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการแต่งตั้งผู้ดูแลผลประโยชน์ ซึ่งทำหน้าที่ในการดูแลให้ บลจ.บริหารจัดการเงินลงทุนของคุณให้เป็นไปตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด<br />
และโดยที่กองทุนรวมไม่ใช่หน่วยภาษีตามประมวลรัษฎากร ดังนั้นผลประโยชน์ที่กองทุนรวมได้รับจากการลงทุน จึงไม่ต้องนำมาเสียภาษี อย่างไรก็ดี สำหรับผลประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการลงทุนในกองทุนรวม เช่น เงินปันผลจากกองทุนรวม จะต้องนำมาเสียภาษีด้วย คุณสามารถทำความเข้าใจเรื่องภาษีก่อนลงทุนในกองทุนรวมได้ที่ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกองทุนรวม</p>
<p>*ยกเว้นกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนประเภทสถาบันมีมูลค่า 50 ล้านบาทและมีผู้ลงทุน 10 รายขึ้นไป และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่า 500 ล้านบาทและมีผู้ลงทุน 250 รายขึ้นไป</p>
<p>ซื้อกองทุนรวมต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร<br />
ในปัจจุบันกองทุนรวมมีให้เลือกมากกว่า 700 กอง ทั้งที่มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันและใกล้เคียงกัน  ดังนั้น ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งในการพิจารณาเลือกกองทุนรวมก็คือ การเปรียบเทียบอัตราค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของกองทุนรวม<br />
ลองมาดูกันดีกว่าว่าค่าใช้จ่ายที่ว่านั้นมีกี่ประเภท และแตกต่างกันอย่างไร โดยขอแยกเป็น 2 แบบ ดังนี้<br />
แบบแรกคือ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บโดยตรงจากผู้ลงทุน เช่น ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน (front-end fee) และ ค่าธรรมเนียมการขายคืนหน่วยลงทุน (back-end fee) เป็นต้น<br />
แบบที่ 2 คือ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ (management fee)  ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ (trustee fee) เป็นต้น<br />
คุณสามารถพิจารณาค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมแต่ละกอง จากหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน ซึ่งได้จัดทำในรูปแบบตารางแสดงค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมเพื่อให้คุณเข้าใจได้โดยง่ายและยังสามารถนำไปเปรียบเทียบกับตารางค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมอื่นได้อีกด้วย </p>
<p>การลงทุนของกองทุนรวม<br />
โดยทั่วไปผู้จัดการกองทุนจะเป็นผู้พิจารณานำเงินของกองทุนไปลงทุนตามนโยบายการลงทุนที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือชี้ชวน เพื่อให้เกิดดอกออกผล โดยการลงทุนอาจมีความแตกต่างกันออกไปทั้งอัตราผลตอบแทนและระดับความเสี่ยงจากการลงทุน  แต่อย่างน้อยคุณควรรู้ว่า กองทุนรวมตราสารทุนจะเน้นนำเงินส่วนใหญ่ไปซื้อหุ้น ในขณะที่กองทุนรวมตราสารหนี้จะนำเงินลงทุนไปซื้อพันธบัตร หรือหุ้นกู้  หรือถ้าเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็จะเป็นการนำเงินไปซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อนำมาบริหาร เป็นต้น </p>
<p>กองทุนรวมมีกี่ประเภท<br />
เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจกองทุนรวมที่มีอยู่ทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ขอแบ่งกองทุนรวมที่มีการเสนอขายกันอยู่ในปัจจุบันออกเป็น 3 ประเภท คือ</p>
<p>ประเภทที่ 1 แบ่งตามการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน<br />
คุณจะพบว่า มีกองทุนรวมแบบปิด และแบบเปิด </p>
<p>กองทุนปิด (close-ended fund)<br />
กองทุนแบบปิดคือ กองทุนรวมที่ไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอายุโครงการ ซึ่งเป็นผลให้ผู้ลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมแบบปิดจะต้องถือหน่วยลงทุนไว้จนครบอายุกองทุนรวม โดยจะไม่สามารถขายคืนให้กับ บลจ. ก่อนครบอายุกองทุนรวมได้  และตลอดอายุของกองทุนรวมประเภทนี้ จำนวนหน่วยลงทุนของกองทุนปิดจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ยกเว้นมูลค่าหน่วยลงทุนซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินที่กองทุนไปลงทุน)  ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมแบบปิด คุณควรต้องพิจารณาเรื่องความต้องการใช้เงินในอนาคตของคุณด้วย  </p>
<p>อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน มี บลจ. หลายแห่งหาวิธีการเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ถือหน่วยลงทุนด้วยการนำหน่วยลงทุนของกองทุนปิดไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรืออาจใช้วิธีการแต่งตั้งสถาบันการเงินเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขายและรับซื้อหน่วยลงทุนจากผู้ถือหน่วยลงทุน (market maker)  ซึ่งทั้งสองวิธีจะเป็นช่องทางให้ผู้ถือหน่วยของกองทุนรวมแบบปิดสามารถนำหน่วยลงทุนไปขายได้ โดยไม่ต้องถือไว้จนครบอายุกองทุน  หากคุณสนใจกองทุนรวมแบบปิดแล้ว อย่าลืมดูข้อมูลในส่วนนี้ให้ดีด้วย </p>
<p>กองทุนเปิด (open-ended fund)<br />
กองทุนรวมแบบเปิดคือ กองทุนรวมที่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอายุโครงการ  ดังนั้น หากคุณซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมแบบเปิดมาได้ระยะหนึ่ง แล้วเห็นว่ามูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มสูงขึ้นจากมูลค่าที่คุณซื้อมา คุณก็สามารถนำหน่วยลงทุนนั้นไปขายคืนให้กับ บลจ. ได้ ตามวันเวลาที่ บลจ. กำหนด (ดูได้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน)  หรือในกรณีตรงกันข้าม หากวันใดคุณเห็นว่ากองทุนรวมแบบเปิดที่มีอยู่แล้วมีความน่าสนใจ คุณก็สามารถติดต่อขอซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมนั้นได้  </p>
<p>ประเภทที่ 2 แบ่งตามลักษณะของผู้ถือหน่วยลงทุน<br />
ถ้ามองตามลักษณะของผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวม จะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทกล่าวคือ กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป และกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนสถาบัน </p>
<p>กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (retail fund) หมายถึง กองทุนรวมที่มีผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งหมดเป็น<br />
ผู้ลงทุนทั่วไปทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล กองทุนรวมประเภทนี้จะมีการเสนอขายในวงกว้าง รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์การขายหน่วยลงทุนอย่างกว้างขวางเพื่อกระจายข้อมูลการเสนอขายหน่วยลงทุนอย่างแพร่หลาย เช่น ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ทั่วไป เป็นต้น </p>
<p>กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนประเภทสถาบัน (non-retail fund) หมายถึง กองทุนรวมที่มีผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งหมดเป็นผู้ลงทุนประเภทสถาบัน เช่น ธนาคารพาณิชย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น โดยไม่มีผู้ลงทุนทั่วไปหรือผู้ลงทุนรายย่อยถือหน่วยลงทุนอยู่เลย  ดังนั้น ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นผู้ลงทุนที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดทุน และสามารถดูแลตนเองได้  ภาครัฐจึงมีการผ่อนผันเกณฑ์การกำกับดูแลกองทุนรวมประเภทนี้ในบางเรื่อง เช่น จำนวนผู้ถือหน่วยลงทุนขั้นต่ำในการจัดตั้งกองทุนรวม และไม่จำกัดสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุนแต่ละราย เป็นต้น </p>
<p>ประเภทที่ 3 แบ่งตามนโยบายการลงทุนและประเภททรัพย์สินที่กองทุนรวมลงทุน<br />
การแบ่งประเภทกองทุนรวมแบบนี้ จะเจาะลึกกันไปที่นโยบายการลงทุนและทรัพย์สินที่กองทุนจะไปลงทุน โดยจะพบว่าแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ กองทุนรวมทั่วไป และกองทุนรวมพิเศษ </p>
<p>I. กองทุนรวมทั่วไป (general fund)<br />
เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน และ/หรือตราสารแห่งหนี้เป็นหลัก ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ กองทุนรวมตราสารแห่งทุน กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ และกองทุนรวมผสม</p>
<p>II. กองทุนรวมพิเศษ (special fund)<br />
เป็นกองทุนรวมที่มีลักษณะเฉพาะตัวตามนโยบายและประเภทหลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุน โดยคุณจะพบว่ากองทุนรวมพิเศษแบ่งออกได้เป็นกองทุนรวมแบบต่าง ๆ อีกมากมายหลายประเภท ได้แก่ กองทุนรวมหน่วยลงทุน กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมมีประกัน กองทุนรวมคุ้มครองเงินต้น กองทุนรวมที่มีการกระจายการลงทุนน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน กองทุนรวมดัชนี กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ กองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนในต่างประเทศ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว กองทุนรวมอีทีเอฟ  กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน (กอง 2) กองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน (กอง 3) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิเรียกร้อง (กอง 4) ฯลฯ</p>
<p>กองทุนรวมที่เสนอขายเป็นอย่างไร<br />
เป็นที่ทราบแล้วว่ากองทุนรวมมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทหลักข้างต้น แต่ในความเป็นจริงสำหรับกองทุนรวมที่มีการเสนอขายทั่วไป มักจะมีการผสมผสานลักษณะของกองทุนรวมทั้ง 3 ประเภทเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ เพื่อให้คุณเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอยกตัวอย่างดังนี้<br />
- กองทุนเปิดตราสารทุนที่เสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไป<br />
เป็นการรวมกันของ 1. กองทุนเปิด 2. กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป 3. กองทุนรวมทั่วไป<br />
- กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1)<br />
เป็นการรวมกันของ 1. กองทุนปิด 2. กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป 3. กองทุนรวมพิเศษ<br />
- กองทุนรวมหุ้นระยะยาว<br />
เป็นการรวมกันของ 1. กองทุนปิด 2. กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป 3. กองทุนรวมพิเศษ</p>
<p>หลังจากที่คุณได้ทำความรู้จักกับกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ แล้ว ก่อนคุณจะตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมประเภทใด คุณควรจะศึกษาข้อมูลของกองทุนนั้นจากรายละเอียดโครงการและหนังสือชี้ชวนกองทุนก่อน เพื่อเป็นการสร้างแนวป้องกันให้กับตนเอง</p>
<p>source <a href="http://www.thaimutualfund.com" rel="nofollow">www.thaimutualfund.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/mutualfund/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กองทุนรวมคืออะไร , ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2009/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2009/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Oct 2009 18:06:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Business Tips]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนรวม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=3266</guid>
		<description><![CDATA[แนวความคิดของกองทุนรวมคือการที่ผู้ลงทุนรายย่อยหลายๆรายนำเงินมารวมกันเพื่อลงทุน โดยมอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนซึ่งมีความชำนาญ นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับกองทุน โดยผู้ลงทุนแต่ละรายจะได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมนั้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เกร็ดความรู้ระหว่างทางที่<strong>ไทเกอร์ไอเดีย</strong>ได้ทำเว็บไซต์บริษัทจัดการกองทุนเมื่อหลายปีก่อน ผมได้รวบรวมมาไว้ที่โพสนี้ครับ</p>
<h3><strong>กองทุนรวมคืออะไร</strong></h3>
<p>แนวความคิดของกองทุนรวมคือการที่ผู้ลงทุนรายย่อยหลายๆรายนำเงินมารวมกันเพื่อลงทุน  โดยมอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนซึ่งมีความชำนาญ  นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ  เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับกองทุน โดยผู้ลงทุนแต่ละรายจะได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมนั้น</p>
<p>โดยเมื่อผู้ลงทุนซื้อหน่วยลงทุน  ผู้จัดการกองทุนก็จะนำเงินนั้นไปซื้อสินทรัพย์ต่างๆ  ตามที่กำหนดไว้ในนโยบายของกองทุนนั้นๆ โดยในแต่ละวัน ผู้จัดการกองทุนจะคำนวนมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม  เพื่อที่จะได้ทราบว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยลงทุน  (NAV) เป็นเท่าใด ถ้าผู้จัดการกองทุนสามารถบริหารการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมูลค่าทรัพย์สินต่อหน่วยก็จะเพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>การนำเงินมาลงทุนในกองทุนรวม เรียกว่า การซื้อหน่วยลงทุน</strong></p>
<p><strong>การเลิกการลงทุนและรับเงินคืน  เรียกว่า การขายคืนหน่วยลงทุน</strong></p>
<h1>ประโยชน์ของกองทุนรวม</h1>
<h2>กองทุนรวมช่วยลดความเสี่ยงโดยการกระจายความเสี่ยง</h2>
<p>เนื่องจากกองทุนรวมแต่ละกองทุนรวมนั้นจะมีการกระจายความเสี่ยง โดยการลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่ออกโดยผู้ออกหลายราย  จึงช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่ผู้ออกตราสารประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจซึ่งอาจนำมาสู่การผิดนัดชำระหนี้ หรือเลิกกิจการได้</p>
<h3>กองทุนรวมจัดการลงทุนโดยมืออาชีพ</h3>
<p>ในบางครั้งผู้ลงทุนอาจจะไม่มีเวลาที่จะติดตามการลงทุน หรือไม่มีความชำนาญในการลงทุน การมอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล</p>
<h3>กองทุนรวมมีสภาพคล่อง</h3>
<p>ผู้ลงทุนสามารถซื้อและขายหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดที่มีการขายคืนหน่วยลงทุนให้แก่กองทุนได้ทุกวัน จึงช่วยให้ผู้ลงทุนมีสภาพคล่องสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้หรืออสังหาริมทรัพย์โดยตรง</p>
<h3>กองทุนรวมให้ความสะดวกและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน</h3>
<p>ผู้ลงทุนสามารถสั่งซื้อหรือขายหน่วยลงทุนได้ทางโทรศัพท์หรือระบบซื้อขายทางอินเตอร์เน็ท ซึ่งสะดวกกว่าการเลือกซื้อสินทรัพย์ด้วยตนเองแล้ว นอกจากนี้ ยังช่วยให้ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการหาข้อมูล ติดต่อ และทำการซื้อขายสินทรัพย์ด้วยตนเอง</p>
<h1>ประเภทของกองทุนรวม</h1>
<p>การแบ่งประเภทของกองทุนรวม มีหลักการในการแบ่งอยู่ 2 แบบ ได้แก่ แบ่งตามลักษณะการซื้อขายหน่วยลงทุน หรือแบ่งตามนโยบายการลงทุน โดยมีรายละเอียดของกองทุนประเภทต่างๆดังนี้</p>
<h2>แบ่งตามลักษณะการซื้อขายหน่วยลงทุน</h2>
<p>แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือกองทุนปิดหรือกองทุนเปิด</p>
<h3>กองทุนปิด (Closed-End fund)</h3>
<p>เป็นกองทุนที่เปิดให้มีการจองซื้อเพียงครั้งเดียวเมื่อจัดตั้งโครงการ มีกำหนดอายุโครงการแน่นอนทำให้ไม่สามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนก่อน ครบกำหนดอายุโครงการได้ โดยอายุโครงการของกองทุนรวมในประเทศไทย มีตั้งแต่ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน ไปจนถึง 10 ปี</p>
<p>เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน บริษัทจัดการอาจนำหน่วยลงทุนของกองทุนปิดไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือจัดให้มี ตัวแทนจัดการซื้อขาย (Market maker) กองทุนรวมที่มีหน่วยลงทุนคงที่ได้</p>
<h3>กองทุนเปิด (Open-End fund)</h3>
<p>เป็นกองทุนรวมที่ไม่มีกำหนดอายุโครงการ ผู้ลงทุนสามารถลงทุนหรือไถ่ถอนได้ ตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกไตรมาส หรือทุกหกเดือน กองทุนเปิดจึงเป็นที่นิยม มากกว่ากองทุนปิด เพราะมีสภาพคล่องมากกว่า</p>
<table border="0" width="466">
<tbody>
<tr valign="top">
<td colspan="3" bgcolor="#D6EBFF"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ตารางเปรียบเทียบกองทุนปิดและกองทุนเปิด</strong></span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"> </span></td>
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">กองทุนปิด</span></td>
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">กองทุนเปิด</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">1. จำนวนหน่วยลงทุน</span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">กำหนดแน่นอน ไม่เพิ่ม ไม่ลด</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">สามารถเพิ่มหรือลดลงได้</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">2. อายุโครงการ</span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">มีกำหนดแน่นอน</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ไม่มีกำหนด (evergreen)</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">3. การซื้อหน่วยลงทุน</span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">เปิดให้จองซื้อครั้งเดียวเมื่อเริ่มโครงการหากประสงค์ซื้อเพิ่มในภายหลัง ต้องเข้าซื้อในตลาดรอง (กรณีบริษัทจัดการนำหน่วยลงทุนเข้าจดทะเบียนซื้อขาย) หรือแสดงความจำนงกับตัวแทนขาย (market maker) ที่บริษัทจัดการแต่งตั้ง</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">สามารถซื้อเพิ่มจำนวนหน่วยกับบริษัทจัดการโดยตรง หรือติดต่อผ่านตัวแทนสนับสนุนการขาย ที่บริษัทจัดการแต่งตั้ง ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล เช่น ธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งคำสั่งซื้อมายังบริษัทจัดการ</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">4. การขายคืนหน่วยลงทุน</span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">บริษัทจัดการไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนจนกว่าจะครบอายุโครงการ หากผู้ลงทุนมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องขายหน่วยลงทุนที่ถือไว้ในตลาดรองในราคาตลาดให้แก่ผู้ประสงค์ซื้อ</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">บริษัทจัดการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน (รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน) ในราคาเท่ากับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ หักด้วยค่าธรรมเนียม(ถ้ามี)</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">5. การจดทะเบียนซื้อขาย</span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">นิยมจดทะเบียนซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดรอง เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ไม่นิยมจดทะเบียนซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดรอง เพราะสามารถซื้อขายผ่านตัวแทนสนับสนุนการขายได้อยู่แล้ว</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>แบ่งกองทุนตามนโยบายการลงทุน 10 แบบมาตรฐานของสำนักงาน ก.ล.ต.</h2>
<h3>กองทุนรวมตราสารแห่งทุน (Equity fund)</h3>
<p>เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้น กล่าวกองทุนจะลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ทั้งนี้บริษัทจัดการต้องรายงานค่าเฉลี่ยการถือครองตราสารทุนให้สำนักงาน ก.ล.ต. ทราบทุกรอบระยะเวลาสามเดือน หกเดือน เก้าเดือน และสิบสองเดือนของรอบบัญชีกองทุน หากค่าเฉลี่ยการถือครองตราสารทุนไม่ถึงร้อยละ 65 ในรอบระยะเวลาใด ให้บริษัทจัดการแสดงเหตุผลโดยชัดเจน เพื่อที่สำนักงาน ก.ล.ต. จะได้นำไปเปิดเผยให้แก่ผู้ลงทุนและผู้ที่สนใจลงทุนทราบต่อไป โดยทั่วไปแล้ว กองทุนรวมตราสารแห่งทุน มีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวม ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารประเภทอื่น จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง และควรลงทุนเพื่อหวังผลที่ดีกว่าในระยะย</p>
<h3>กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ (General fixed income fund)</h3>
<p>เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้เฉพาะเงินฝาก หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดหรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ ห้ามมิให้กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ลงทุนหรือ มีไว้ซึ่งตราสารทุนหรือตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน (หุ้นกู้แปลงสภาพ) ยกเว้นแต่สำนักงาน ก.ล.ต. จะพิจารณาอนุญาต เมื่อมีผู้ให้คำรับรองที่น่าเชื่อถือได้ว่าจะเป็นผู้รับ ซื้อตราสารทุนหลังการแปลงสภาพนั้นออกไปจากกองทุนโดยทั่วไปแล้ว กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ มีความเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนรวมที่มีนโยบาย ลงทุนในตราสารทุน จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อยกว่า</p>
<h3>กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะยาว (Long-term fixed income fund)</h3>
<p>กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้เฉพาะเงินฝาก หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต .กำหนดหรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ โดยกองทุนมีวัตถุประสงค์ที่จะดำรง พอร์ตโฟริโอ ดูเรชัน (portfolio duration) ในขณะใดขณะหนึ่งของกองทุนรวมนั้นมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป พอร์ตโฟริโอ ดูเรชัน (portfolio duration) หมายถึง อายุถัวเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักของกระแสเงินที่ได้รับจากทรัพย์สินของกองทุนรวม พอร์ตโฟริโอ ดูเรชัน มากกว่าหนึ่งปี มีความหมายโดยทั่วไปว่า ทรัพย์สินที่กองทุนลงทุนและมีไว้ มีอายุเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งปี เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงต่ำ และสามารถลงทุนระยะยาวได้</p>
<h3>กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะสั้น (Short-term fixed income fund)</h3>
<p>กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้เฉพาะเงินฝาก หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดหรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ โดยกองทุนมีวัตถุประสงค์ที่จะดำรง พอร์ตโฟริโอ ดูเรชัน (portfolio duration) ในขณะใดขณะหนึ่งของกองทุนรวมนั้นไม่เกินหนึ่งปี พอร์ตโฟริโอ ดูเรชัน ต่ำกว่าหนึ่งปี มีความหมายโดยทั่วไปว่า ทรัพย์สินที่กองทุนลงทุนและมีไว้ มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่าหนึ่งปี เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะสั้น และต้องการความเสี่ยงต่ำ</p>
<h3>กองทุนรวมผสม (Balanced fund)</h3>
<p>กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด หรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดำรงอัตราส่วนการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารทุนในขณะใดขณะหนึ่งไม่เกินร้อยละ 65 และไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม กองทุนผสม ลงทุนในตราสารได้ทุกประเภท ผู้จัดการกองทุนสามารถแสวงหาโอกาสลงทุนที่ดีกว่าได้ทั้งในตลาดตราสารทุนและตลาดตราสารหนี้ แต่เป็นการจัดสรรเงินลงทุนประเภทสมดุล เพราะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ ceiling และ floor ในการลงทุนในตราสารทุน กองทุนผสม เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ปานกลาง</p>
<h3>กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น (Flexible portfolio fund)</h3>
<p>กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด หรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ ทั้งนี้ การลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นดังกล่าว ขึ้นกับการตัดสินใจลงทุนของผู้จัดการกองทุนรวม ตามความเหมาะสมและสภาวการณ์ในแต่ละขณะ กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น สามารถลงทุนในตราสารทุกประเภทเช่นเดียวกับกับกองทุนรวมผสม แต่ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับ ceiling และ floor ในการลงทุนในตราสารทุนแต่อย่างใด การจัดสรรเงินลงทุนของกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นระหว่างตลาดตราสารทุนและตลาดตราสารหนี้ จึงอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ปานกลาง</p>
<h3>กองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of funds)</h3>
<p>กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนและใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม เนื่องจากกองทุนรวมมีข้อดีหลายประการ ที่สำคัญคือ มีการกระจายการลงทุน ความเสี่ยงจึงลดลง ทั้งยังมีต้นทุนเฉลี่ยต่ำ กองทุนรวมหน่วยลงทุนจึงรับเอาข้อได้เปรียบดังกล่าวมา นอกจากนั้นแล้ว กองทุนรวมหน่วยลงทุนยังกระจายการลงทุนไปในหลาย กองทุนรวมภายใต้การจัดการของหลายผู้จัดการกองทุนและหลายบริษัทจัดการ จึงเป็นการกระจายความเสี่ยงที่กว้างขวางกว่า ข้อเสียของกองทุนรวมหน่วยลงทุน อยู่ที่มีค่าธรรมเนียมในการจัดการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซ้ำซ้อน</p>
<h3>กองทุนรวมใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant fund)</h3>
<p>กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุน และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม การลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น มีความเสี่ยงสูง กองทุนประเภทนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมาก</p>
<h3>กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ (Sector fund)</h3>
<p>กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารทุนของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกันตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ มีการลงทุนกระจุกตัว จึงมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมตราสารแห่งทุนโดยทั่วไป</p>
<h3>กองทุนรวมตลาดเงิน (Money market fund)</h3>
<p>กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและมีกำหนดชำระเงินต้นเมื่อทวงถามหรือมีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี กองทุนรวมตลาดเงิน มีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกับ กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะสั้น มีความเสี่ยงต่ำสุด เหมาะสำหรับการลงทุน ระยะสั้นของผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการความเสี่ยง</p>
<h1>ผู้เกี่ยวข้องกับกองทุนรวม</h1>
<p>โครงสร้างของกองทุนรวมประกอบด้วยผู้ที่รับผิดชอบหน้าที่ต่างๆ ทั้งที่เป็น องค์กรของภาครัฐ สถาบันการเงิน สมาคม หรือ บุคคลต่างๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้คือ</p>
<h2>กลุ่มผู้ประกอบการกองทุนรวม</h2>
<p>บริษัทจัดการ เป็นผู้กำหนดโครงการกองทุนรวม บริหารจัดการลงทุนตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนนั้นโดยเคร่งครัด ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะแจ้งนโยบายการลงทุนและวัตถุประสงค์ในการลงทุนให้ผู้ลงทุนทราบ ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน<br />
·  ตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน บุคคลที่จะทำหน้าที่เสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมได้ ต้องเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. เท่านั้น ตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน ต้องปฏิบัติและทำหน้าที่ในการขายตามกรอบที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการขายและการโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิดในสาระสำคัญ</p>
<h2>กลุ่มตรวจสอบ กำกับดูแล และรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน</h2>
<p>·  ผู้ดูแลผลประโยชน์ ผู้ดูแลผลประโยชน์ เป็นสถาบันการเงิน ที่มีคุณสมบัติตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด และต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทจัดการ กล่าวคือ เป็นคนกลางซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ถือหน่วยลงทุน ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ทั้งมวลของผู้ถือหน่วยลงทุน เช่น</p>
<p>ดูแลให้บริษัทจัดการจัดการกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของโครงการลงทุน ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และที่ได้จดแจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน<br />
ทำหน้าที่ชำระราคาค่าซื้อและรับชำระราคาจากการขายทรัพย์สิน<br />
เก็บรักษาทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนรวม<br />
สอบทานความถูกต้องของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม<br />
ดำเนินคดีฟ้องร้องแทนผู้ถือหน่วยลงทุนหากบริษัทจัดการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ<br />
·  นายทะเบียนหน่วยลงทุน นายทะเบียนหน่วยลงทุน เป็นสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้มีหน้าที่ดูแลทะเบียนรายชื่อผู้ถือหน่วยลงทุน ตลอดจนสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน เช่น การจ่ายเงินปันผล และสิทธิประโยชน์ อื่น ๆ บริษัทจัดการอาจทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนหน่วยลงทุน สำหรับกองทุนรวมภายใต้การจัดการของตนก็ได้</p>
<p>·  ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้สอบบัญชี และมีชื่อขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงาน ก.ล.ต. ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทจัดการ มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของกองทุนรวม ตรวจสอบและให้ความเห็นชอบงบการเงินของกองทุนให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี</p>
<p>·  สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมบริษัทจัดการลงทุน มีหน้าที่กำหนดจรรยาบรรณ และวางมาตรฐานในการปฏิบัติ ให้บริษัทสมาชิกยึดถือและปฏิบัติรวมทั้งกำหนดบทลงโทษเมื่อบริษัทสมาชิกฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตาม</p>
<p>·  สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นองค์กรของภาครัฐ ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจหลักทรัพย์ รวมถึงการจัดการลงทุน ออกระเบียบ ข้อบังคับหรือประกาศ่ต่างๆ</p>
<h1>กองทุนรวมประเภทพิเศษ</h1>
<h2>กองทุนรวมมีประกัน (Guarantee fund)</h2>
<p>กองทุนรวมมีประกัน คือ กองทุนรวมที่บริษัทจัดการจัดให้มีสถาบันการเงินเป็นผู้ประกันต่อผู้ถือหน่วยลงทุนว่า จะจ่ายเงินลงทุน หรือเงินลงทุนและผลตอบแทน ตามจำนวนเงินที่ประกันไว้ (อาจจะเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด) ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน เมื่อถือหน่วยลงทุนครบอายุตามระยะเวลาประกันที่กำหนด วัตถุประสงค์ของการจัดให้มีกองทุนรวมมีประกัน ก็เพื่อที่จะทำให้ผู้ลงทุนมีความมั่นใจว่า เงินลงทุนของตนจะไม่สูญ นโยบายการลงทุนของกองทุนรวมมีประกัน การลงทุนอาจเป็นแบบใดแบบหนึ่งในมาตรฐาน 10 แบบตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ลงทุนต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนการลงทุน สถาบันการเงินที่เป็นผู้ประกันของกองทุนรวมมีประกัน ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>เป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น หรือธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ทั้งนี้ ผู้ประกันดังกล่าวจะต้องสามารถดำรงเงินกองทุนและกันเงินสำรองได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจนั้น</li>
</ul>
<ul>
<li>เป็นธนาคารต่างประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในสี่อันดับแรกจากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงาน ก.ล.ต.</li>
</ul>
<h2>กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF)</h2>
<p>กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ  คือ กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการออมและการลงทุนของบุคคล เพื่อเตรียมความพร้อมไว้สำหรับการเกษียณอายุที่มีคุณภาพ ผู้ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากกว่าการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป เพราะเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพได้รับการยกเวันภาษีเงินได้ไม่เกินปีละ 300,000 บาท ทั้งนี้ ให้นับรวมเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ แล้วแต่กรณี ผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์จากการประหยัดภาษีเงินได้ทันที ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มลงทุน</p>
<h3>กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ  เหมาะสำหรับใคร?</h3>
<ul>
<li>ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งแต่เดิมมาขาดโอกาสสะสมเงินลงทุนแบบปลอดภาษี เพราะไม่มีระบบบำเหน็จบำนาญรองรับ</li>
<li>ลูกจ้างที่นายจ้างยังไม่พร้อมที่จะจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถสะสมเงินลงทุนเพื่อวัยเกษียณได้</li>
<li>ลูกจ้างหรือข้าราชการที่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญอยู่แล้ว และประสงค์ที่จะลงทุนมากกว่าเดิม เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มวงเงิน 300,000 บาท ตามที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและส่งเสริม</li>
</ul>
<h3>เงื่อนไขการลงทุนเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้แก่</h3>
<ul>
<li>เงินลงทุน มาจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร</li>
<li>ผู้ลงทุนที่มีเงินได้ต้องลงทุนแบบผูกพัน คือ ลงทุนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง แต่เมื่อมีความจำเป็นอาจระงับการลงทุนได้ไม่เกินหนึ่งปีติดต่อกัน แต่หากผู้ลงทุนไม่มีเงินได้ในปีใดหรือหลายปีติดต่อกัน ผู้ลงทุนสามารถว่างเว้นการลงทุนได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไขการลงทุนและเมื่อมีเงินได้ก็ให้ลงทุนต่อไป โดยนับอายุการลงทุนตั้งแต่ปีแรกที่ลงทุน</li>
<li>เงินลงทุนขั้นต่ำ ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละสามของรายได้ หรือไม่น้อยกว่าห้าพันบาทต่อปีอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีจำนวนเงินต่ำกว่า ในการคำนวณรวมเงินลงทุนขั้นต่ำ ให้รวมเงินลงทุนในทุก ๆ กองทุนที่ลงทุนในปีนั้น ๆ</li>
<li>เงินลงทุนขั้นสูง ต้องไม่เกินร้อยละสิบห้าของเงินได้ แต่ต้องไม่เกินสามแสนบาทต่อปี ในการคำนวณรวมเงินลงทุนขั้นสูง ให้รวมเงินลงทุนใน ทุก ๆ กองทุนที่ลงทุนในปีนั้น ๆ</li>
<li>กองทุนไม่จ่ายเงินปันผล</li>
<li>ห้าม นำหน่วยลงทุนของกองทุนไป จำหน่ายจ่ายโอน หรือ นำไปเป็นประกัน</li>
<li>หากขายคืนหน่วยลงทุนก่อนกำหนด ที่ผู้ลงทุนจะมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และถือหน่วยลงทุนมาน้อยกว่าห้าปี ผู้ลงทุนต้องนำเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับในช่วงห้าปีปฏิทินล่าสุดไปคืนกรมสรรพากร และนำเงินกำไรส่วนเกินทุนที่เกิดจากการขายคืนหน่วยลงทุนนั้น ไปคำนวณรวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้ในปีที่มีการขายคืนหน่วยลงทุนนั้น</li>
</ul>
<h3>นโยบายการลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ</h3>
<p>การลงทุนอาจเป็นแบบใดแบบหนึ่งในมาตรฐาน 10 แบบของสำนักงาน ก.ล.ต. ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งมีความเสี่ยงและผลตอบแทนในระดับที่แตกต่างกัน ผู้ลงทุนต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนการลงทุน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ลงทุน การยอมรับความเสี่ยง และการคาดหวังผลตอบแทน</p>
<h2>กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund : FIF)</h2>
<p>กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ คือ กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายหน่วยลงทุนในประเทศไปลงทุนในต่างประเทศ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาอนุญาตให้มีการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้ในวงเงินจำกัดในแต่ละปี กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ จึงนับเป็นช่องทางเพียงช่องเดียวที่ผู้ลงทุนไทยจะสามารถกระจายเงินลงทุนของตนให้กว้างขวางขึ้น และเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน บริษัทจัดการที่สามารถจัดตั้งกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ ต้องมีคุณสมบัติตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. เห็นชอบ บริษัทจัดการอาจให้ผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทุนรวมได้ เนื่องจากการลงทุนในต่างประเทศต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวในการจัดการลงทุน นโยบายการลงทุนของ กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ อาจเป็นแบบใดแบบหนึ่งในมาตรฐาน 10 แบบของสำนักงาน ก.ล.ต. ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งมีความเสี่ยงและผลตอบแทนในระดับที่แตกต่างกัน ผู้ลงทุนต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนการลงทุน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ลงทุน การยอมรับความเสี่ยง และการคาดหวังผลตอบแทน กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ ต้องลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด กล่าวคือ</p>
<ul>
<li>ต้องนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศทั้งจำนวน เว้นแต่เป็นกรณีเงินฝากในประเทศ เพื่อสำรองเงินไว้สำหรับการดำเนินงานของกองทุน รอการลงทุน รักษาสภาพคล่องของกองทุน เป็นต้น</li>
<li>ต้องลงทุนในประเทศที่มีหน่วยงานกำกับดูแลด้านหลักทรัพย์และตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ ที่เป็นสมาชิกสามัญของ International Organization of Securities Commissions (IOSCO) หรือในประเทศที่มีตลาดซื้อขายหลักทรัพย์เป็นสมาชิกของ Federation International des Bourses de Valeurs (FIBV)</li>
<li>ผู้ออกหลักทรัพย์หรือตราสารการเงินอื่นใดและผู้รับฝากเงิน ต้องเป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของประเทศที่มีหน่วยงานกำกับดูแลด้านหลักทรัพย์และตลาดซื้อขายหลักทรัพย์เป็นสมาชิกสามัญของ IOSCO หรือของประเทศที่มีตลาดซื้อขายหลักทรัพย์เป็นสมาชิกของ FIBV</li>
<li>การลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหุ้น หุ้นนั้นต้องมีการซื้อขายใน Organized markets ของประเทศ นั้น ๆ (ตลาดซื้อขายหลักทรัพย์หรือศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านหลักทรัพย์และตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกสามัญของ IOSCO หรือในตลาดซื้อขายหลักทรัพย์เป็นสมาชิกของ FIBV</li>
</ul>
<p>บริษัทจัดการต้องยื่นคำขอต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขอให้พิจารณารับหน่วยลงทุนของ กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันถัดจากวันจดทะเบียนกองทุน หากตลาดหลักทรัพย์สั่งไม่รับหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ บริษัทจัดการต้องดำเนินการเพื่อยกเลิกกองทุน</p>
<h2>กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF)</h2>
<p>กองทุนรวมหุ้นระยะยาว  เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยทางการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน (ซึ่งก็คือ กองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุน</p>
<h3>กองทุนรวมหุ้นระยะยาว  เหมาะสำหรับใคร ?</h3>
<p>กองทุนรวมหุ้นระยะยาวเหมาะสำหรับคนทุกกลุ่มที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาว แต่อาจไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น หรือไม่มีเวลา จึงลงทุนผ่านกองทุนรวม ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะต้องเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุน และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาในการลงทุนได้</p>
<h3>เงื่อนไขการลงทุนเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้แก่</h3>
<ul>
<li>เงินลงทุน มาจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร</li>
<li>เมื่อผู้ลงทุนซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาวแล้ว ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน</li>
<li>สามารถลงทุนได้สูงสุด 15% ของเงินได้ในแต่ละปี แต่ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท</li>
<li>หากมีการขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน จะต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นไป พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายน ของปีที่ผู้ลงทุนยื่นขอยกเว้นภาษี จนถึงเดือนที่มีการยื่นคืนเงินภาษี นอกจากนั้นต้องจ่ายภาษีของกำไรส่วนเกินทุน (capital gain) โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของเงินกำไรที่ได้รับ และยังต้องนำกำไรที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุนไปรวมเป็นเงินได้ เพื่อเสียภาษีตอนปลายปีอีกด้วย</li>
</ul>
<h3>นโยบายการลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว</h3>
<p>กองทุนมีนโยบายการลงทุนแบบเดียว คือ ลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยอาจเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม SET 50 หุ้นตามกลุ่มอุตสาหกรรม หรือลงทุนในหุ้นตามที่บริษัทจัดการเห็นควรก็ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดนโยบายการลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาวแต่ละกอง</p>
<h1>หนังสือชี้ชวนคืออะไร?</h1>
<p>หนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน คือ เอกสารสำคัญที่บริษัทจัดการจะต้องจัดทำขึ้น และต้องเผยแพร่ให้ผู้ลงทุนทราบ หรือแจกจ่ายให้แก่ผู้ลงทุน (เมื่อถูกร้องขอ) ทุกครั้งที่มีการเสนอขายหน่วยลงทุน</p>
<p>หนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งบริษัทจัดการจัดทำขึ้นให้มี 2 ส่วน คือ</p>
<h2>ส่วนสรุปข้อมูลสำคัญที่ผู้ลงทุนควรทราบ</h2>
<p>ต้องมีรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้</p>
<ol>
<h3>ลักษณะที่สำคัญของกองทุนรวม (key feature)</h3>
</ol>
<ul>
<li>
<ul>
<li>ชื่อ ประเภท และอายุของโครงการ</li>
<li>จำนวนเงินทุนของโครงการ มูลค่าที่ตราไว้ จำนวนและราคาของหน่วยลงทุนที่เสนอขาย</li>
<li>นโยบายและวัตถุประสงค์การลงทุน</li>
<li>นโยบายการจ่ายเงินปันผล</li>
<li>วันที่เสนอขายหน่วยลงทุน</li>
<li>สถานที่ติดต่อซื้อขายหน่วยลงทุน</li>
<li>ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ดูแลผลประโยชน์ นายทะเบียนหน่วยลงทุน และผู้สอบบัญชี</li>
<li>กำหนดเวลาการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนภายหลังการเสนอขายครั้งแรก และระยะเวลาการชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน (เฉพาะกองทุนเปิด)</li>
<li>หลักเกณฑ์และกำหนดเวลาการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (ถ้ามี) (เฉพาะกองทุนปิด)</li>
<li>ข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมในกรณีที่เป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมมีประกัน เป็นต้น</li>
</ul>
</li>
</ul>
<h3 style="padding-left: 30px; ">คำเตือนและข้อแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนในหน่วยลงทุน</h3>
<p style="padding-left: 30px; ">เช่น &#8220;การลงทุนในหน่วยลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงของการลงทุน ผู้ลงทุนอาจได้รับเงินลงทุนคืนมากกว่าหรือน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกก็ได้&#8221; (ยกเว้นกรณีกองทุนรวมมีประกัน) &#8220;ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนให้เข้าใจก่อนซื้อหน่วยลงทุน และเก็บไว้เป็นข้อมูลเพื่อใช้อ้างอิงในอนาคต หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม สามารถขอหนังสือชี้ชวนส่วนข้อมูลโครงการได้ที่บริษัทจัดการหรือผู้ขายหน่วยลงทุน&#8221; เป็นต้น</p>
<h3 style="padding-left: 30px; ">ความเสี่ยงในการลงทุนของกองทุนรวมนั้น ให้มีรายละเอียดอย่างน้อย ดังนี้</h3>
<ul>
<li>
<ul>
<li>ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของผู้ออกตราสาร (credit risk)</li>
<li>ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตราสาร (market risk)</li>
<li>ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของตราสาร (liquidity risk)</li>
<li>ความเสี่ยงในความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตของผู้ประกัน (เฉพาะกองทุนรวมมีประกัน)</li>
<li>แนวทางการบริหารเพื่อลดความเสี่ยง (ถ้ามี)</li>
<li>การเปรียบเทียบความเสี่ยงและผลตอบแทนกับกองทุนรวมประเภทอื่น (ถ้ามี)</li>
</ul>
</li>
</ul>
<h3 style="padding-left: 30px; ">ตารางแสดงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เรียก เก็บจากผู้ซื้อหรือผู้ถือหน่วยลงทุน รวม หรือกองทุนรวม</h3>
<h3 style="padding-left: 30px; ">วัน เดือน ปี ที่รวบรวมข้อมูลไว้ในหนังสือชี้ชวน</h3>
<h2>ส่วนข้อมูลโครงการ</h2>
<p>ต้องมีรายการตามที่มีปรากฏในส่วนสรุปข้อมูลสำคัญและอื่น ๆ ดังต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>ประเภท ชื่อ จำนวน และมูลค่าตามราคาตลาดหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สิน หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นที่กองทุนรวมลงทุนไว้</li>
<li>ความเห็นของผู้ดูแลผลประโยชน์เกี่ยวกับการจัดการกองทุนรวมของบริษัทจัดการ</li>
<li>ผลการดำเนินงานของกองทุนรวมโดยใช้วิธีวัดผลการดำเนินงานมาตรฐานที่สมาคมกำหนด หากใช้วิธีวัดผลการดำเนินงานอื่นใด ให้แสดงผลการดำเนินงานที่ใช้วิธีวัดผลการดำเนินงานตามมาตรฐานที่สมาคมกำหนดควบคู่กันไปด้วย เป็นต้น</li>
</ul>
<p>บริษัทจัดการต้องจัดทำหนังสือชี้ชวนของกองทุนเปิดใหม่ทุกรอบปีบัญชีซึ่งต้องแสดงข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ณ วันสิ้นปีบัญชีนั้น ทั้งนี้ หนังสือชี้ชวนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเช่นเดียวกันกับหนังสือชี้ชวนที่จัดทำขึ้นสำหรับการเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก และให้เพิ่มเติมวันที่จดทะเบียนกองทุนรวมในส่วนลักษณะที่สำคัญของกองทุนรวมด้วย</p>
<h1>ตราสารที่ลงทุน</h1>
<h2>ตราสารทุน (Equity Instruments)</h2>
<p>หมายถึง ตราสารที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือ เพื่อแสดงสิทธิของความเป็นเจ้าของในกิจการนั้น ประเภทของตราสารทุนได้แก่</p>
<ul>
<li>หุ้นสามัญ (Common Stocks หรือ Ordinary Shares) คือ ตราสารสิทธิที่แสดงความเป็นเจ้าของกิจการ และเมื่อกิจการมีกำไรจากการดำเนินงาน ผู้ถือหุ้นสามัญจะได้รับเงินปันผลในอัตราที่จัดสรรโดยที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น โดยคำนวณตามสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่ถือครอง ทั้งนี้ เงินปันผลอาจมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลกำไรจากการดำเนินงานประจำปีของกิจการ</li>
<li>หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stocks) คือ ตราสารสิทธิที่แสดงความเป็นเจ้าของกิจการที่มีการจดบุริมสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจนไม่สามารถยกเลิกได้ เมื่อกิจการมีกำไรจากการดำเนินงาน ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ตามที่จดบุริมสิทธิ์ไว้ อาจจะมากหรือน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญก็ได้ แต่หากกิจการนั้นต้องเลิกดำเนินการและมีการชำระบัญชีโดยการขายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะได้รับเงินคืนทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ</li>
<li>ใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้น (Stock Warrants) คือ ตราสารสิทธิที่กิจการออกให้แก่ผู้ลงทุน เพื่อให้สิทธิในการซื้อหุ้นออกใหม่ในราคา จำนวน และภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ลงทุนจะมีสิทธิในความเป็นเจ้าของกิจการก็ต่อเมื่อได้ใช้สิทธิในการซื้อหุ้นของกิจการนั้นแล้วเท่านั้น</li>
<li>หน่วยลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุน คือ ตราสารสิทธิในการเป็นเจ้าของหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนเน้นการลงทุนในตราสารทุน ผู้ลงทุนจะมีสิทธิในความเป็นเจ้าของกิจการที่กองทุนรวมนั้นลงทุนไว้ ตามสิทธิที่เฉลี่ยระหว่างผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งหมดในกองทุนรวมนั้นนั่นเอง</li>
<li>ตราสารแสดงสิทธิในอนุพันธ์ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้น (Stock Options &amp; Futures) คือ สัญญาที่ผู้ลงทุนสองฝ่ายตกลงกันเพื่อซื้อหรือขายหุ้นในราคา จำนวน และภายในระยะเวลาที่กำหนด</li>
</ul>
<h2>ตราสารหนี้ (Debt Instruments)</h2>
<p>หมายถึง ตราสารแสดงความเป็นหนี้ หรือ สัญญาเงินกู้ที่บริษัทออกให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป โดยสัญญาว่าจะใช้เงินตามกำหนด และจ่ายดอกเบี้ยตามกำหนด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นตราสารสิทธิที่แสดงความเป็น &#8220;เจ้าหนี้ของกิจการ&#8221; โดยทั่วไปแล้วการลงทุนในตราสารหนี้ จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตราสารทุน ประเภทของตราสารหนี้ ได้แก่</p>
<h3>ตราสารหนี้ภาครัฐ ได้แก่</h3>
<ul>
<li>พันธบัตรรัฐบาล (government bond)</li>
<li>พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (state-owned enterprise bond)</li>
<li>พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย</li>
<li>พันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน</li>
<li>ตั๋วเงินคลัง (treasury bill)</li>
</ul>
<p>ตราสารหนี้ภาครัฐ  มีความเสี่ยงต่ำสุดในด้านความสามารถในการชำระหนี้  แต่ตราสาร หนี้ภาครัฐก็จะมีอัตราผลตอบแทนไม่สูงนัก ส่วนใหญ่จะมีอายุการลงทุนยาว เพื่อมิให้เป็นภาระของรัฐในด้านการบริหารและการจัดการหนี้ ยกเว้นแต่กรณีของตั๋วเงินคลัง ซึ่งรัฐบาลออกเพื่อใช้ในการกู้ยืมเงินระยะสั้น (ไม่เกิน 180 วัน) หรือเพื่อดูดซับเงินสภาพคล่องส่วนเกินในตลาดเงิน เพื่อรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น</p>
<h3>ตราสารหนี้ภาคเอกชน ได้แก่</h3>
<ul>
<li>หุ้นกู้ (Debenture) มีลักษณะและคุณสมบัติตามสถานะของการเป็นเจ้าหนี้</li>
</ul>
<ul>
<li>
<ul>
<li>หุ้นกู้มีประกัน (secured debt) มีการค้ำประกันหนี้โดยบุคคลที่สาม (ส่วนใหญ่ได้แก่ บริษัทแม่หรือสถาบันการเงิน) หรือมีการวางหลักทรัพย์ไว้เป็นประกันการชำระหนี้ ผู้ลงทุนทรงสิทธิของความเป็นเจ้าหนี้เหนือกว่าเจ้าหนี้รายอื่น</li>
<li>หุ้นกู้ไม่มีประกัน (non-secured debt) ปลอดการค้ำประกัน และปลอดหลักทรัพย์ที่วางไว้เป็นประกันการชำระหนี้ ผู้ลงทุนทรงสิทธิของความเป็นเจ้าหนี้ด้อยกว่าหุ้นกู้มีประกัน</li>
<li>หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (senior debt) ผู้ลงทุนทรงสิทธิของความเป็นเจ้าหนี้เท่าเทียมกับเจ้าหนี้รายอื่น แต่ด้อยกว่าหุ้นกู้มีประกัน</li>
<li>หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (subordinated debt) ผู้ลงทุนทรงสิทธิของความเป็นเจ้าหนี้ เป็นรองเจ้าหนี้รายอื่นที่ไม่ด้อยสิทธิ นั่นคือ ได้รับชำระหนี้คืนหลังสุด</li>
</ul>
</li>
<li>ตั๋วแลกเงิน (Bill of exchange) คือ ตราสารการเงินระยะสั้น ที่บุคคลรายหนึ่งสั่งให้บุคคลอีกรายหนึ่ง จ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในตั๋วแลกเงินนั้น ให้แก่บุคคลอีกรายหนึ่ง ในวันที่กำหนดบนหน้าตั๋วแลกเงินนั้น ตั๋วแลกเงินสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ในตลาดเงิน (money market) ส่วนใหญ่จะมีธนาคารหรือสถาบันการเงินค้ำประกัน หรือรับรอง หรือรับอาวัล หรือสลักหลังอย่างไม่มีเงื่อนไข</li>
<li>ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory note) คือ ตราสารการเงินระยะสั้นที่ออกโดยบุคคลรายหนึ่งสัญญากับบุคคลอีกรายหนึ่งว่า จะใช้เงินจำนวนที่ระบุบนหน้าตั๋วสัญญาใช้เงิน พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้ในวันที่กำหนด ตั๋วสัญญาใช้เงินโดยส่วนใหญ่จะแลกเปลี่ยนมือไม่ได้ (non-negotiable) และแสดงข้อความไว้บนหน้าตั๋ว แต่ถ้าไม่มีการแสดงไว้ดังกล่าว และตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นมีธนาคารหรือสถาบันการเงินค้ำประกัน หรือรับรอง หรือรับอาวัล ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นก็สามารถนำมาซื้อขายในตลาดเงินได้</li>
<li>บัตรเงินฝากแลกเปลี่ยนมือได้ (Negotiable Certificate of Deposit) คือ ตราสารแสดงการฝากเงินกับธนาคาร สามารถแลกเปลี่ยนมือได้ในตลาดรอง หากพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ ตราสารหนี้ภาคเอกชนจะมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ของภาครัฐ แต่ตราสารหนี้ภาคเอกชนจะมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า และมีอายุการลงทุนให้เลือกมาก ทั้งระยะสั้น ปานกลาง และระยะยาว</li>
</ul>
<h1>ผลตอบแทนจากการลงทุน</h1>
<h2>ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารทุน ได้แก่</h2>
<ul>
<li>เงินปันผล (Dividend) คือ เงินส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานรายปีของกิจการ พิจารณาจัดสรรโดยที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ที่จัดให้มีขึ้นภายหลังจากการรับรองงบดุลและงบการเงินของกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่จะประมาณเดือนเมษายนของทุกปี กฎหมายกำหนดให้กิจการต้องจัดให้มีประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นปีละหนึ่งครั้ง ภายในสี่เดือนนับจากวันสิ้นสุดปีบัญชี และไม่เกินรอบ 12 เดือนนับจากวันที่ประชุมครั้งหลังสุด</li>
<li>กำไรส่วนเกินทุน (Capital Gain) คือ เงินได้ที่เกิดขึ้นจากผลต่างของราคาขายหลักทรัพย์ ที่สูงกว่าราคาทุน</li>
</ul>
<h2>ผลตอบแทนการลงทุนในตราสารหนี้ ได้แก่</h2>
<ul>
<li>ดอกเบี้ยรับ (Interest Received) ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยเป็นประจำ ตามจำนวนเงินที่คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (coupon rate) บนตราสารหนี้ และตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาล มีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ร้อยละ 7 จ่ายดอกเบี้ยทุกหกเดือน หมายความว่า ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงิน 3.50 บาท ในเดือนมิถุนายน และธันวาคม ของทุกปี เป็นต้น และงวดสุดท้ายจะได้รับดอกเบี้ยพร้อมการชำระคืนเงินต้นเต็มจำนวน</li>
<li>ส่วนลดรับ (Discount Earned) ในกรณีของตราสารหนี้ประเภท zero coupon bond ผู้ลงทุนสามารถซื้อตราสารหนี้ในราคาซื้อลด หรือในมูลค่าที่ต่ำกว่าจำนวนเงินหน้าตั๋ว (face value) ที่ระบุไว้ว่าจะใช้คืนในวันกำหนดชำระ ตัวอย่างเช่น</li>
</ul>
<p style="padding-left: 90px;">ตราสารหนี้ประเภท  Zero coupon bond ที่ไม่มีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ จำนวนเงินที่จะชำระคืน 1,000 บาท กำหนดชำระคืนในปีที่ 5 นับจากวันลงทุน จำหน่ายให้แก่ผู้ลงทุนในอัตราผลตอบแทนจนถึงวันครบกำหนด (Yield to maturity) ที่ 7% ต่อปี ราคาซื้อของตราสารหนี้ประเภท Zero coupon bond จะคำนวณได้เท่ากับ 708.91 บาท</p>
<p style="padding-left: 90px;">ส่วนลดรับ จะเท่ากับ 1,000 &#8211; 708.91 = 291.09 บาท</p>
<p style="padding-left: 90px;">ส่วนลดรับ จึงเท่ากับ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคารับชำระคืนเมื่อครบกำหนดนั่นเอง</p>
<ul>
<li>กำไรส่วนเกินทุน (Capital Gain) ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลง และมีผลให้อัตราผลตอบแทนในการลงทุน ( current yield) ที่มีผู้ประสงค์ซื้อจะลดลงด้วย ราคาซื้อขายของตราสารหนี้ที่มี coupon rate ที่ตราไว้ในอัตราสูงกว่า current yield จะขยับตัวสูงขึ้น และเป็นที่มาของกำไรส่วนเกินทุน</li>
</ul>
<h1>ความเสี่ยง  คืออะไร?</h1>
<p>ความเสี่ยงในการลงทุน  หมายถึง การที่ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจริงจากการลงทุน เบี่ยงเบนไปจากผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ว่าจะได้รับเมื่อแรกเริ่มลงทุน ไม่ว่าผลตอบแทนที่ได้รับจริงจะมากกว่า หรือน้อยกว่าที่คาดหวัง ถือว่าเป็นความเสี่ยงทั้งสิ้น</p>
<h2>ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารทุน</h2>
<p>ความเสี่ยงของตราสารทุน สามารถแยกออกเป็น 3 ประเภทที่สำคัญได้ ดังนี้ คือ</p>
<h3>Company Risk หรือ Credit Risk</h3>
<ul>
<li>ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับบริษัทนั้น อันเกิดจากสาเหตุทั้งภายในและภายนอก ที่ผู้ลงทุนไม่สามารถคาดการณ์ หรือรับรู้มาก่อนได้ เช่น</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงคณะจัดการหรือผู้บริหารสำคัญ ซึ่งอาจมีผลให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการดำเนินงานของกิจการ</li>
<li>ความผิดพลาดในการบริหาร จนทำให้เกิดความเสียหายและความสูญเสียต่อผู้ถือหุ้น</li>
<li>การแข่งขันในเชิงการตลาดของคู่แข่ง ที่มีผลกระทบต่อปริมาณการขาย และรายได้ของกิจการ</li>
<li>ความนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และมีผลกระทบต่อปริมาณการขายและรายได้ของกิจการ</li>
<li>ความเสียหายจากภัยพิบัติ ทำให้ขบวนการผลิตและการจัดการหยุดชะงัก และกระทบต่อกระแสรายได้ของกิจการ</li>
<li>การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียง และค่านิยม (goodwill)</li>
<li>การล้มละลาย ความสูญเสียทั้งมวลของผู้ถือหุ้น</li>
</ul>
<h3>Sector Risk หรือ Industry Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดจากคุณสมบัติเฉพาะของภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น ๆ เอง เช่น ธุรกิจ หรือ อุตสาหกรรมที่มีการผลิตหรือเสนอขายสินค้าหรือบริการเฉพาะเจาะจงเพียงไม่กี่ประเภท เช่น บริษัทสายการบิน บริษัททำเหมืองแร่ บริษัทคอมพิวเตอร์และ softwares เป็นต้น ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมประเภทนี้ ตลอดจนราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้สามารถพุ่งสูงขึ้น และสามารถตกต่ำได้ในชั่วพริบตา หากมีเหตุการณ์อันไม่คาดฝันเกิดขึ้น</p>
<h3>Market Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ลงทุนในตลาดหุ้น ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น โดยที่ปัจจัยทางพื้นฐานของหุ้นนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย กรณีเช่นนี้ มักจะเกิดขึ้นในขณะที่ ตลาดหุ้นอยู่ในสภาพร้อนแรง (bull market) หรือ ซบเซา (bear market) อันมีผลมาจากกระแสความรู้สึกโดยรวมของผู้ลงทุน (market sentiment) ในขณะนั้น ๆ สภาพเศรษฐกิจ การเมือง และ การเงิน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ จะมีส่วนกำหนด market sentiment ของผู้ลงทุนด้วย</p>
<h2>ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้</h2>
<p>โดยทั่วไปแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตราสารทุน แต่ในสถานการณ์ที่นโยบายการเงินของภาครัฐไม่ชัดเจน อัตราดอกเบี้ยขยับตัวขึ้นลงมาก ตลาดตราสารหนี้อาจมีความผันผวนและมีความเสี่ยงสูง การลงทุนในตราสารหนี้ในสถานการณ์ดังกล่าว ก็อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในตราสารทุนก็เป็นได้</p>
<p>ความเสี่ยงของตราสารหนี้ มีอยู่ 10 ประเภทด้วยกัน</p>
<h3>Interest Rate Risk หรือ Market Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินผันผวน ตัวอย่างเช่น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินขยับตัวสูงขึ้น หรือมีท่าทีว่าจะขยับตัวสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (coupon rate) ของตราสารหนี้ที่ออกใหม่ก็จะสูงขึ้นด้วย ตราสารหนี้ที่ออกมาก่อนหน้าและมีการซื้อขายในตลาดรองก็จะมีการซื้อขายในระดับราคาที่ลดลง เพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทน(Yield) ขยับสูงขึ้นไปอยู่ในระดับที่เทียบเคียงกันกับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ฉะนั้น ยิ่งตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเพียงใด หรือ มีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (coupon rate) ต่ำเพียงใด ตราสารหนี้นั้น ก็จะมีความเสี่ยงต่ออัตราดอกเบี้ยที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น</p>
<h3>Credit Risk หรือ Default Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้  ไม่สามารถจ่ายชำระดอกเบี้ย  หรือ ชำระคืนเงินต้นได้เต็มตามจำนวนเงิน หรือ ตามเวลาที่กำหนดไว้ ในบรรดาตราสารหนี้ทั้งหมดของภาครัฐและภาคเอกชน ตั๋วเงินคลังของรัฐบาล จะไม่มี credit risk เลย ในขณะที่ ตั๋วเงิน หรือ หุ้นกู้ หรือ ตราสารหนี้ประเภทอื่น ๆ ที่ออกโดยภาคเอกชน จะมี credit risk มากบ้าง น้อยบ้างในระดับที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ออกตราสารหนี้นั้น ๆ</p>
<p>การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ อาจดูจาก ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating) ตราสารหนี้นั้น ๆ ที่จัดทำโดย บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating agency) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ออกตราสารหนี้ ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือนั้น อาจมีการจัดอันดับทั้งด้านคุณภาพของผู้ออกตราสารหนี้ (ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้) และด้านคุณภาพของตัวตราสารหนี้เอง (ความเหมาะสมของเงื่อนไขในการชำระหนี้)</p>
<h3>Purchasing Power Risk หรือ Inflation Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงต่อการมีอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต ภาวะเงินเฟ้อมีอิทธิพลต่ออำนาจซื้อของผู้ลงทุน ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่คู่กันไปกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเกินกว่า 10 ปี จึงมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อและอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาว จะมีจำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละงวดเท่าเดิมตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อทำให้ราคาสิ่งของแพงขึ้น</p>
<p>ผลตอบแทนที่แท้จริง = อัตราดอกเบี้ยรับ – อัตราเงินเฟ้อ</p>
<p>ถ้าภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น  ผลตอบแทนที่แท้จริง (real return) ของการลงทุนในตราสารหนี้จะลดลง และทำให้อำนาจซื้อของผู้ลงทุนลดลงด้วย</p>
<p>หากภาวะเงินเฟ้อในปีใดสูงเกินกว่าดอกเบี้ยรับของตราสารหนี้นั้น ผลตอบแทนที่แท้จริงที่ผู้ลงทุนจะได้รับอาจถึงขั้นติดลบก็ได้ กล่าวได้ว่า รายรับจากดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้ ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ฉะนั้น ผู้ลงทุนที่นำเงินออมจำนวนมาก ๆ ไปลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวที่มีดอกเบี้ยในอัตราคงที่ (fixed coupon rate) อาจประสบกับความเสี่ยงประเภท purchasing power risk เมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น รายจ่ายเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ แต่มีรายได้จากดอกเบี้ยรับคงที่ โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ลงทุนมิได้คำนึงถึงความเสี่ยงประเภทนี้มากนัก</p>
<p>ผู้ลงทุนจึงควรกระจายเงินที่จะลงทุนไปในตราสารหนี้ที่มีอายุ (maturity) หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงประเภท purchasing power risk ไปในตัว</p>
<h3>Reinvestment Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่ ผู้ลงทุนนำเอาดอกเบี้ยรายงวดที่ได้รับจากตราสารหนี้ ไปลงทุนต่อในตราสารที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ลดลงจากเดิม ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดต่ำลง ถึงแม้ว่าตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้ จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้คงที่ก็ตาม แต่กระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนได้รับจากดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ จะถูกนำไปลงทุนใหม่อีกครั้งในตราสารอื่นที่มีอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง กล่าวง่าย ๆ ก็คือ อัตราดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยรับลดลงนั่นเอง จึงทำให้อัตราผลตอบแทนโดยรวมในการลงทุนในตราสารหนี้ของผู้ลงทุนนั้นลดลง</p>
<h3>Rollover Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดในกรณีที่ตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้เดิมครบกำหนดอายุ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลง และผู้ลงทุนต้องนำเงินต้นที่ได้รับชำระคืนจากตราสารหนี้นั้น ไปลงทุนใหม่ในตราสารหนี้ใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง ในกรณีเช่นนี้ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนรอบใหม่จะลดลง เป็นความเสี่ยงที่มีลักษณะเหมือนกับ Reinvestment Risk แต่จะเกิดกับเงินต้นที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ตราสารหนี้ระยะสั้น จะมี rollover risk สูงสุด แต่ในช่วงที่ตลาดเงินตึงตัว และดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ตราสารหนี้ระยะสั้นก็จะมี rollover risk ต่ำ และสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าตราสารหนี้ประเภทอื่น</p>
<h3>Call Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ ขอชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนด ความเสี่ยงประเภทนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับตราสารหนี้ที่มีการระบุเงื่อนไข call option ไว้ล่วงหน้าว่า ผู้ออกตราสารหนี้มีสิทธิที่จะจ่ายชำระคืนหนี้ได้ก่อนกำหนด ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง และผู้ออกตราสารหนี้สามารถหาแหล่งเงินทุนอื่น ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาจ่ายคืน (refinancing) ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ประเภทนี้จะถูกบังคับให้รับคืนเงิน และต้องนำเงินที่ได้รับคืนนั้น ไปลงทุนใหม่ในตราสารอื่น ที่มีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเดิมที่เคยได้รับ</p>
<h3>Prepayment Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้จ่ายชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนดอายุ เช่นเดียวกันกับ call risk แต่ความเสี่ยงประเภท prepayment risk นี้ มักจะเกิดขึ้นกับตราสารหนี้ประเภทที่มีบัญชีลูกหนี้พร้อมหลักทรัพย์จดจำนองเป็นประกันการชำระคืนของตราสารหนี้นั้น (mortgaged-back securities) หากลูกหนี้ตามสัญญาจำนองชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยก่อนกำหนด และถอนหลักทรัพย์ค้ำประกัน ตราสารหนี้นั้นก็จะต้องรับคืนเงินก่อนกำหนด และหากอยู่ในระหว่างอัตราดอกเบี้ยขาลง ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ก็จะเสียเปรียบ เช่นเดียวกับกรณีของ reinvestment risk</p>
<h3>Currency Risk หรือ Exchange Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นกับกรณีของการลงทุนข้ามประเทศ ตัวอย่างเช่น</p>
<p>นาย A นำเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาลงทุนในตลาดทุนของประเทศไทย ในช่วงก่อนเงินบาทลอยตัวในปี 2540 ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยน US$ 1 = 25 บาท</p>
<p>นาย A ลงทุนด้วยเงิน 25 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี ได้กำไรทุกปี ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ดังนั้น นาย A มีเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยทบต้น มีมูลค่าสะสมรวมเท่ากับ 40.27 บาท</p>
<p>ต่อมา นาย  A ต้องการที่จะถอนเงินที่ลงทุนไว้และส่งกลับไปยังประเทศของตน</p>
<p>นาย A ต้องนำเงินลงทุนรวมทั้งผลกำไรที่เกิดขึ้น (40.27 บาท) ไปแลกกลับเป็นเงินสกุล ดอลลาร์สหรัฐ</p>
<p>ในปัจจุบัน  อัตราแลกเปลี่ยน US$ 1 = 42 บาท</p>
<p>นาย A พบว่าผลกำไรที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ลงทุน 5 ปี ไม่คุ้มกับการขาดทุนค่าของเงิน</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นกับนาย A คือ currency risk หรือ exchange risk ที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนต่างประเทศในตลาดทุนไทย นอกเหนือไปจากการขาดทุนในการลงทุนทั่วไป ฉะนั้น เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจ การเงิน และการเมืองภายในประเทศไม่เอื้ออำนวย จะพบว่าไม่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้า ทั้งที่ลงทุนอยู่แล้วก็เริ่มไหลออกไปยังตลาดทุนอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าด้วย</p>
<h3>Liquidity Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือของตราสารหนี้นั้น ๆ มักจะเกิดขึ้นกับกรณีที่ผู้ลงทุนลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่เป็นที่นิยม และมีปริมาณซื้อขายในตลาดรองน้อยมาก หากผู้ลงทุนประสงค์จะขายตราสารหนี้นั้น เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดในกรณีจำเป็น ผู้ลงทุนอาจจะต้องยอมลดราคาขายลงต่ำกว่าราคาตลาดโดยทั่วไป เพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นและดึงดูดความสนใจให้มีผู้ซื้อเข้ามาซื้อ ราคาซื้อขายดังกล่าวไม่ใช่ราคาที่ยุติธรรมต่อผู้ขายอย่างแน่นอน หรืออาจจะถึงขั้นที่เป็นราคาขาดทุนก็เป็นได้ ฉะนั้น การลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีสภาพคล่อง ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่สำคัญ</p>
<h3>Event Risk</h3>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อนโยบายในการดำเนินงานของผู้ออกตราสารหนี้ เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลังจากการถือครอบงำกิจการ และอาจมีดุลพินิจที่ไม่เป็นคุณแก่เจ้าหนี้ตราสารหนี้เดิม เช่น การประกาศเพิ่มอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลต่อกำไร (payout ratio) หรือ ประกาศเพิ่มทุนครั้งใหญ่ ซึ่งหมายถึง กระแสเงินสดจำนวนมากที่จะต้องจ่ายเป็นเงินปันผลประจำปี และมีผลทำให้ฐานทุนของบริษัทลดความเข้มแข็งลง</p>
<p>ตัวอย่างของตราสารหนี้ และ ความเสี่ยงในตราสารหนี้แต่ละประเภท</p>
<ul>
<table border="0" width="518">
<tbody>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#D6EBFF"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ประเภทของตราสารหนี้</strong></span></td>
<td bgcolor="#D6EBFF"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ความเสี่ยงที่มี</strong></span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ตั๋วเงินคลัง</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>rollover risk</strong> ในระหว่างดอกเบี้ยขาลง<br />
<strong>reinvestment risk</strong> ในระหว่างดอกเบี้ยขาลง</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>interest rate risk </strong>ในระหว่างดอกเบี้ยขาขึ้น<br />
<strong>reinvestment risk </strong>ในระหว่างดอกเบี้ยขาลง<br />
<strong>purchasing power risk </strong>ในระหว่างดอกเบี้ยขาขึ้น</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>หุ้นกู้บริษัท</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>credit risk</strong> จะมากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงิน<br />
<strong>liquidity risk</strong> ถ้าเป็น issue เล็กและมีผู้ลงทุนน้อย<br />
<strong>interest rate risk</strong> ยกเว้นประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (floating rate)<br />
<strong>event risk</strong> ในกรณีถูกครอบงำกิจการหรือถูกควบรวมกิจการ<br />
<strong>call risk </strong>หรือ <strong>prepayment risk </strong>หากไม่มีข้อห้ามในสัญญาข้อผูกพัน</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</ul>
<h3>วิธีลดความเสี่ยงจากการลงทุนที่ดีวิธีหนึ่ง ก็คือ การกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม เช่น</h3>
<ul>
<li>การกระจายการลงทุนในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจหลายประเภท</li>
<li>เลือกลงทุนในหลายหลักทรัพย์ (ควรมากกว่า 15 หลักทรัพย์) ที่มีความแตกต่างกัน</li>
<li>หลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ที่อาจจะมีผลประกอบการต่ำกว่า (underperform) อุตสาหกรรมหรือธุรกิจอื่น</li>
<li>หลีกเลี่ยงหลักทรัพย์ ที่อาจจะมีผลประกอบการ หรือสร้างผลตอบแทนต่ำกว่า (underperform) หลักทรัพย์อื่น</li>
<li>เน้นการลงทุนระยะยาว ควรกำหนดระยะเวลาในการลงทุนที่แน่นอน ไม่ตื่นตระหนก หากมีความผันผวนในระยะสั้น</li>
<li>ไม่ลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้น ๆ</li>
<li>ไม่ซื้อขายบ่อย เพราะการซื้อขายในแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเสมอ</li>
</ul>
<h2>ภาษีที่เกี่ยวกับตราสารทุน</h2>
<table border="0" width="504">
<tbody>
<tr valign="top">
<td colspan="3" bgcolor="#D6EBFF"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>กรณีผู้ลงทุนเป็นบุคคลธรรมดา</strong></span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ประเภทเงินได้</strong></span></td>
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ผู้ลงทุนไทย</strong></span></td>
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ผู้ลงทุนต่างประเทศ</strong></span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>เงินปันผล</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ผู้ลงทุนมีสิทธิที่จะเลือกหักภาษี  ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% หรือนำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีปลายปีและได้รับเครดิตภาษีเงินปันผล</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">หากอยู่ในประเทศไทย 180 วันขึ้นไป เสียภาษีเช่นเดียวกับผู้มีสัญชาติไทย แต่หากอยู่ในประเทศไทยน้อยกว่า 180 วัน ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10%</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>กำไรส่วนเกินทุน</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ได้รับยกเว้น</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ได้รับยกเว้น</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td colspan="3" bgcolor="#D6EBFF"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>กรณีผู้ลงทุนเป็นนิติบุคคล</strong></span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ประเภทเงินได้</strong></span></td>
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ผู้ลงทุนไทย</strong></span></td>
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ผู้ลงทุนต่างประเทศ</strong></span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>เงินปันผล</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>กรณีทั่วไป :</strong> ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และให้นำครึ่งหนึ่งของเงินปันผลที่ได้รับมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี สามารถนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายมาเครดิตออกจากภาษีที่ต้องเสียปลายปี<br />
<strong>กรณีบริษัทจดทะเบียน :</strong> ได้รับการยกเว้น หากถือหุ้นไว้ไม่น้อยกว่าสามเดือนก่อนและหลังวันที่ได้รับเงินปันผลนั้น<br />
<strong>กรณีบริษัทแม่ถือหุ้นในบริษัทลูกเกินกว่า 25% :</strong> ได้รับการยกเว้น หากถือหุ้นไว้ไม่น้อยกว่าสามเดือนก่อนและหลังวันที่ได้รับเงินปันผลนั้น</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ถูกหักภาษี  ณ ที่จ่ายในอัตรา 10%</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>กำไรส่วนเกินทุน</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">รวมคำนวณเป็นรายได้ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 30%</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ถูกหักภาษี  ณ ที่จ่ายในอัตรา 15%</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>ภาษีที่เกี่ยวกับตราสารหนี้</h2>
<table border="0" width="504">
<tbody>
<tr valign="top">
<td colspan="3" bgcolor="#D6EBFF"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>กรณีผู้ลงทุนเป็นบุคคลธรรมดา</strong></span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ประเภทเงินได้</strong></span></td>
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ผู้ลงทุนไทย</strong></span></td>
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ผู้ลงทุนต่างประเทศ</strong></span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ดอกเบี้ย</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% หากจำหน่ายในต่างประเทศจะได้รับการยกเว้น</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ส่วนลดรับ</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ส่วนลดรับ หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เฉพาะผู้รับที่เป็นผู้ทรงคนแรก และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เฉพาะผู้รับที่เป็นผู้ทรงคนแรก</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เฉพาะผู้รับที่เป็นผู้ทรงคนแรก</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>กำไรส่วนเกินทุน</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี ยกเว้น Zero coupon bond ที่ผู้ทรงคนแรกได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% แล้ว</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ยกเว้นเฉพาะ Zero coupon bond ที่ผู้ทรงคนแรกได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% แล้ว</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td colspan="3" bgcolor="#D6EBFF"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>กรณีผู้ลงทุนเป็นนิติบุคคล</strong></span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ประเภทเงินได้</strong></span></td>
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ผู้ลงทุนไทย</strong></span></td>
<td><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ผู้ลงทุนต่างประเทศ</strong></span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ดอกเบี้ย</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ไม่ต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย แต่ต้องนำไปคำนวณเป็นรายได้หักค่าใช้จ่ายเป็นกำไรเพื่อเสียภาษี</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ถูกภาษีหัก  ณ ที่จ่ายในอัตรา 15%</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>ส่วนลดรับ</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ไม่ต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย แต่ต้องนำไปคำนวณเป็นรายได้หักค่าใช้จ่ายเป็นกำไรเพื่อเสียภาษี</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ถูกภาษีหัก  ณ ที่จ่ายในอัตรา 15%</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td bgcolor="#EAF4FE"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;"><strong>กำไรส่วนเกินทุน</strong></span></td>
<td bgcolor="#F1F3F4"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ไม่ต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย แต่ต้องนำไปคำนวณเป็นรายได้หักค่าใช้จ่ายเป็นกำไรเพื่อเสียภาษี</span></td>
<td bgcolor="#ECECEC"><span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: medium;">ถูกภาษีหัก  ณ ที่จ่ายในอัตรา 15%</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนรวม</h2>
<p>กองทุนรวมไม่รับประกันผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับ (ยกเว้นกรณีของกองทุนรวมมีประกัน) ผู้ลงทุนอาจจะได้รับผลตอบแทน หรือไม่ก็ได้ หรืออาจจะขาดทุนจากการขายหน่วยลงทุนก็ได้</p>
<p>เมื่อการลงทุนของกองทุนรวมมีกำไร ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับส่วนแบ่งกำไรในรูปของเงินปันผล (Dividend) (ในกรณีที่กองทุนรวมนั้นมีนโยบายที่จะจ่ายเงินปันผล) และมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น ผู้ลงทุนก็จะได้รับ กำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุน (Capital Gain) เมื่อผู้ลงทุนนั้นขายคืนหน่วยลงทุน</p>
<p>ส่วนความเสี่ยงของกองทุนรวมแต่ละประเภทนั้น มีความเสี่ยงในทำนองเดียวกันกับตราสารหรือหลักทรัพย์ ที่กองทุนรวมนั้น ๆ เน้นลงทุน เช่น กองทุนรวมตราสารทุนก็จะมีความเสี่ยงแบบเดียวกันความเสี่ยงของตราสารทุน กองทุนรวมตราสารหนี้ก็จะมีความเสี่ยงแบบเดียวกับตราสารหนี้ เป็นต้น</p>
<h2>ภาษีกองทุนรวม</h2>
<p>กองทุนรวมมีลักษณะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทจัดการ ผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่กองทุนรวมได้รับ จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี เช่น กองทุนรวมลงทุนในตราสารทุนได้รับเงินปันผล และหรือ กำไรส่วนเกินทุน ไม่ต้องเสียภาษี กองทุนรวมลงทุนในตราสารหนี้ได้รับดอกเบี้ย ส่วนลดรับ และหรือ กำไรส่วนเกินทุน ก็ไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน เป็นต้น ส่วนผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมนั้น เมื่อได้รับเงินปันผลหรือกำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุน จะมีภาระภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ในลักษณะเช่นเดียวกันกับภาระภาษีจากการลงทุนในตราสารทุน ดังกล่าวไว้แล้วข้างต้นทุกประการ เว้นแต่กรณีผู้ลงทุนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและเลือกที่จะนำเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวมไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี ผู้ลงทุนจะไม่สามารถเครดิตภาษีเงินปันผลได้</p>
<h3>การคำนวณราคาและการกำหนดมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม</h3>
<p>กองทุนรวม ต้องคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของหลักทรัพย์และทรัพย์สินที่กองทุนรวมลงทุนไว้ทุกวันทำการ การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และ มูลค่าต่อหน่วย จะกระทำตามขั้นตอน ดังนี้</p>
<p>คำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดยการคำนวณมูลค่าหลักทรัพย์และทรัพย์สินที่กองทุนลงทุน ตามหลักการมูลค่ายุติธรรม (mark to market) กล่าวคือ ต้องคำนวณมูลค่าจากราคาปิด หรือราคาเสนอซื้อครั้งสุดท้าย (ถ้าหลักทรัพย์นั้นไม่มีการซื้อขายในวันนั้น) บวกกับ เงินสดและรายได้ค้างรับทั้งหมดที่มี หักด้วย หนี้สิน (ที่ยังไม่ได้ชำระราคา)</p>
<p style="padding-left: 30px;">มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) = มูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาด + รายได้ค้างรับ + เงินสด &#8211; หนี้สิน</p>
<p style="padding-left: 30px;">คำนวณมูลค่าต่อหน่วย โดยการนำมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมาหารด้วย จำนวนหน่วยลงทุนที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของกองทุนนั้น</p>
<p style="padding-left: 30px;">มูลค่าต่อหน่วย (NAV ต่อหน่วย) = (มูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาด + รายได้ค้างรับ + เงินสด &#8211; หนี้สิน) / จำนวนหน่วยลงทุน</p>
<p>กองทุนรวมต้องประกาศมูลค่าทรัพย์สิน  มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และมูลค่าต่อหน่วย ให้ผู้ลงทุนทราบทุกวันสุดท้าย ของสัปดาห์ในกรณีของกองทุนปิด และทุกวันทำการที่มีการซื้อขายหน่วยลงทุนในกรณีของกองทุนเปิด การประกาศจะกระทำในหน้าหนังสือพิมพ์อย่างน้อยหนึ่งฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวธุรกิจ และที่ทำการของบริษัทตัวแทนจำหน่ายเพื่อเผยแพร่ให้นักลงทุนทราบ</p>
<h3>การวัดผลและการเปรียบเทียบการดำเนินงานของกองทุนรวม</h3>
<p>การประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนรวม โดยการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงเป็นอัตราร้อยละ (percentage change) ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (ซึ่งก็คือ มูลค่าของเงินลงทุนในครั้งแรกของกองทุนรวมนั้น บวก (หรือลบ) ด้วยผลตอบแทน (หรือผลขาดทุน) สะสมที่ได้จากการลงทุนนั้น) กับ</p>
<ul>
<li>ดัชนีมาตรฐาน (benchmark) ที่มีกลุ่มหลักทรัพย์ที่คล้ายคลึงกับกลุ่มหลักทรัพย์ที่กองทุนรวมนั้นลงทุน ดัชนีมาตรฐาน จะถูกกำหนดโดยสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เช่น
<ul>
<li>กองทุนรวมตราสารทุน เปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ (SET Index)</li>
<li>กองทุนรวมตราสารหนี้ เปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับดัชนี ThaiBDC Bond Index และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น</li>
</ul>
</li>
<li>กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน</li>
</ul>
<p>ในการแสดงข้อมูลเปรียบเทียบข้อมูล บริษัทจัดการจะต้องแสดงอัตราส่วนการเปลี่ยนแปลงของผลการดำเนินงานนั้น ย้อนหลังจากวันที่คำนวณปัจจุบันจนถึงอดีต เช่น สามเดือน หกเดือน สิบสองเดือน สามปี และตั้งแต่วันแรกที่จัดตั้งกองทุนนั้น</p>
<p>อัตราผลตอบแทนการลงทุนเป็นปัจจัยหลักในการวัดผลดำเนินงานของกองทุนหนึ่งเพื่อเทียบกับผลตอบแทนของกองทุนอื่น กองทุนต่าง ๆ จึงถูกจัดกลุ่มตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกัน และนำอัตราผลตอบแทนการลงทุนมาเปรียบเทียบกัน กองทุนที่มีผลการดำเนินงานดี ก็จะสามารถนำมาใช้ในการจัดอันดับเพื่อผลทางการตลาดได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2009/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

