<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พัชร &#187; ธุรกิจทำเว็บ</title>
	<atom:link href="http://www.ipattt.com/category/website-business/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.ipattt.com</link>
	<description>พัชร เกิดศิริ ชายผู้ทำได้ดีทุกเรื่องเว้นเรื่องเรียน ขอเรียนเชิญมาเสวนาเรื่อง ธุรกิจทำเว็บ,สังคม,ดนตรี หรือจะ follow twitter ที่ @ipattt ก็ยินดียิ่ง</description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Sep 2010 03:36:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>การสร้างตลาด : เริ่มด้วยการสร้าง Demand อาจง่ายกว่าเริ่มด้วยระบบที่เจ๋งๆ</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/demand-marketing/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/demand-marketing/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Aug 2010 20:42:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Business Tips]]></category>
		<category><![CDATA[open]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจทำเว็บ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=6227</guid>
		<description><![CDATA[การสร้างตลาดหรือ Community ขึ้นมานั้น เราควรให้ความสำคัญกับ Drive ด้วยเช่นกัน ระหว่างที่พัฒนาระบบก็ไม่ควรนิ่งดูดาย ควรจะนำเงินลงทุนบางส่วนลองเซ็ทผู้ซื้อผู้ขายขึ้นมาจริงๆ ให้เกิดออเดอร์จริงๆ หรือสร้างกลุ่มการคุยกันจริงๆใน Social tools นั้นๆขึ้นมา แทนที่จะทุ่มกับระบบทั้งหมด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: left; margin-bottom: 10px;">
			<a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fdemand-marketing%2F"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fdemand-marketing%2F&amp;source=ipattt&amp;style=normal" height="61" width="50" /><br />
			</a>
		</div>
<p>ช่วงนี้มีลูกค้าหลายรายมากครับ ที่เข้ามาด้วยความต้องการที่จะสร้างตลาด ให้คนมาโพสขายสินค้าเอง หรือสร้างเว็บไซต์คอมมิวนิตี้ของความสนใจประเภทต่างๆ เช่นเรื่องแฟชั่น อาหาร สัตว์เลี้ยง ฯลฯ ลูกค้าทุกคนจะเข้ามาด้วยความรู้สึกที่ว่า เว็บของเราจะเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง และเจ้าของเว็บจะได้ส่วนต่างจากการเก็บค่าธรรมเนียมทางธุรกรรมได้ ดังนั้นลูกค้าทุกคนจะเข้ามาบอกให้ผู้ทำเว็บทำระบบแบบเทพที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหวังว่าจะดึงลูกค้าที่เห็นเว็บใช้งานได้ง่าย ฟังก์ชั่นหลากหลาย ประมาณ Drag and drop สินค้าได้จากคอมพ์ผู้ขาย O_o&#8221; พอเว็บไม่เกิดก็ต้องโทษบริษัททำเว็บว่าทำไม่ได้สมบูรณ์ตามที่คิดไว้ มันจะเกิดเว็บแบบนั้นได้ง่ายๆอย่างไรล่ะครับเพราะถ้ามันเกิดแน่บริษัททำเว็บซักแห่งก็ต้องทำไปเองแล้วล่ะ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<div id="attachment_6231" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/08/ebay.jpg" alt="ลูกค้าบางคนอยากได้เว็บแบบ ebay ในราคาหลักหมื่น ! via @joomlacorner " title="ลูกค้าบางคนอยากได้เว็บแบบ ebay ในราคาหลักหมื่น ! via @joomlacorner " class="size-full wp-image-6231" height="348" width="600"><p class="wp-caption-text">ลูกค้าบางคนอยากได้เว็บแบบ ebay ในราคาหลักหมื่น ต้องสวยกว่าด้วยนะ ! via @joomlacorner </p></div>
<p>ส่วนใหญ่เจ้าของโครงการทุกคนจะคิดถึง ปลายทางที่เว็บมีคนเข้ามาเยอะแล้วซะเป็นส่วนใหญ่ครับ หลายคนคิดระบบบริหาร ads ตั้งแต่แรกแถมยังซับซ้อนและเน้นอัตโนมัติ วิธีคิดหลายอย่างมาจากเว็บที่ดังมานานแล้วและเป็นเว็บ portal หลายเว็บที่บางเว็บเราเองก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตโมเดลธุรกิจไปได้หรือไม่ ลูกค้าหลายคนอยากทำ Social network แต่ไม่เคยเล่น facebook หรือ twitter เลยก็มีครับ<br />
ลองคิดถึงตลาดจตุจักร หลายคนคงเห็นว่าเจ้าของพื้นที่เป็นเสือนอนกินเพราะมีคนมาเช่าตลอดเวลา แต่อาจไม่รู้ว่ากว่าจะมีคนมาเยอะและเกิดสิ่งแวดล้อมทางการค้าแบบนั้นได้ มันมีการพัฒนามาอย่างยาวนาน มันไม่ง่ายแน่นอนที่เราจะไปสร้างตลาดจตุจักรอันที่ 2 ขึ้นได้ เคยมีคนพูดกับผมว่า <strong>ถ้าเราจะทำอะไรให้ดีกว่าสิ่งที่มีอยู่แล้วในตลาด เราอาจจะต้องใช้งบประมาณมากกว่านั้นถึง 3 เท่า !</strong> ในขณะที่หลายๆคนอยากทำเว็บให้ดีกว่า kapook,sanook, tarad ( หรือแม้แต่ facebook ! ) โดยไม่เคยทราบเลยว่า เว็บไซต์เหล่านี้ใช้คน Operate กี่สิบกี่ร้อยคน</p>
<h2> คิดมุมกลับ ลองสร้าง Demand ก่อน</h2>
<p>ลองดูเว็บนี้ครับ<br />
<a href="http://www.munkonggadget.com/" rel="nofollow">http://www.munkonggadget.com/</a></p>
<div id="attachment_6232" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/08/munkong.jpg" alt="เว็บขายหูฟังนายมั่นคง มีข้อมูลน่าอ่านเยอะ ส่วน catalog ใช้ของ tarad" title="เว็บขายหูฟังนายมั่นคง มีข้อมูลน่าอ่านเยอะ ส่วน catalog ใช้ของ tarad" class="size-full wp-image-6232" height="260" width="600"><p class="wp-caption-text">เว็บขายหูฟังนายมั่นคง มีข้อมูลน่าอ่านเยอะ ส่วน catalog ใช้ของ tarad</p></div>
<p>เว็บขายหูฟังของนายมั่นคงจะเห็นว่าเป็นเว็บที่ไม่ได้มีระบบซับซ้อนมากมาย นายมั่นคงโพสรูปไปเรื่อยๆและตอบคำถามผู้เข้าชมอย่างตั้งใจ รวมทั้งยัง<a href="http://www.munkonggadget.com/article.php?lang=th&amp;headername=%BA%B7%A4%C7%D2%C1&amp;headername=%BA%B7%A4%C7%D2%C1" rel="nofollow">รีวิวของด้วยความสนุกสนานน่าอ่าน</a> ปรากฏว่ามีคนติดตามเข้ามาดูเว็บนี้<a href="http://truehits.net/stat.php?login=munkonggadget" rel="nofollow">มากกว่า 6000 UIP ต่อวัน</a> (อ้างอิง tweet จาก @pawoot ) และยังมีแฟนคลับไปร่วมกิจกรรมต่างๆอย่างประกวด&#8221;มิสมั่นคง&#8221; อะไรประมาณนั้นด้วย O_o&#8221; ส่วนยอดขายนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ ติดลมบนเพราะลูกค้ามีความสุขที่ได้ซื้อของจากคนที่มี CRM เป็นธรรมชาติระดับนี้อยู่แล้ว</p>
<h2> ลองหากลุ่มผู้ซื้อผู้ขายจริงมาก่อน</h2>
<p>ดังนั้นผมจึงคิดว่า การสร้างตลาดหรือ Community ขึ้นมานั้น เราควรให้ความสำคัญกับ Drive ด้วยเช่นกัน ระหว่างที่พัฒนาระบบก็ไม่ควรนิ่งดูดาย<strong> ควรจะนำเงินลงทุนบางส่วนลองเซ็ทผู้ซื้อผู้ขายขึ้นมาจริงๆ ให้เกิดออเดอร์จริงๆ หรือสร้างกลุ่มการคุยกันจริงๆใน Social tools นั้นๆขึ้นมาแทนที่จะทุ่มไปกับการสร้างระบบทั้งหมด</strong> เมื่อเกิดแรงผลักดันแล้ว มีคนได้ผลประโยชน์จริงๆแล้ว ไม่ว่าระบบจะแย่ขนาดไหน ผู้ขายผู้ซื้อก็ต้องดิ้นรนปรับตัวให้เข้ากับระบบจนได้ครับ เว็บบอร์ดที่ขายของได้เป็นแสนเป็นล้านก็มีตัวอย่างมาตั้งนานแล้วเช่นกัน ถ้าคุณเป็นบริษัท trading และทำเว็บอยู่ ลองให้เค้าเข้ามาซื้อที่เว็บและได้ส่วนลดมหึมาก่อนเพื่อกระตุ้นให้เกิดฐานลูกค้าจริงๆก็ได้ ถ้าคุณทำตัวเป็นตลาดหรือสื่อกลาง ลองลงภาคสนามชวนผู้ขายและผู้ซื้อเข้ามากลุ่มหนึ่งจากนั้นตีพิมพ์เรื่องราวการซื้อขาย และ testimonial ลงในบล็อกก็น่าจะดี ( อันนี้ขอบคุณ iDea จาก <a href="http://www.imenn.com">@imenn</a> )</p>
<p>ลองดูประเด็นใกล้ตัวอย่าง facebook ก็ได้ครับ facebook นั้นก็เกิดขึ้นพร้อมๆกับ Social tools ต่างๆทั่วโลกโดยมีจุดประสงค์มาจากความต้องการทำโปรเจ็คเว็บหนังสือรุ่นของ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Mark_Zuckerberg" rel="nofollow">มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ค</a>และเพื่อนๆ แต่ facebook นั้นได้เปรียบตรงที่มีกลุ่มคนที่เป็นเพื่อนๆ Harvard ของนายมาร์คในตอนเริ่มต้นในระบบทำให้ใครๆก็อยากจะ Connect กับคนกลุ่มนี้จึงเกิดการกระจายเพื่อนสู่มหาลัยชื่อดังต่างๆอย่างรวดเร็ว มีส่วนทำให้ facebook ผงาดขึ้นเป็นผู้นำเพราะได้นำสังคมระดับสูงมาลิงก์นั่นเอง</p>
<p>ประเด็นการสร้างวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการทำเว็บในไทยก็มีหลายเว็บเช่นกันครับ เช่น one2car.com นั้นก็มีการเซ็ทระบบการทำงานร่วมกับเต๊นท์รถที่ดีและเป็นระบบ มีวิธีการถ่ายรูปและการบริหารการจัดรถที่ดีและพัฒนาต่อเนื่อง digital2home.com มีเนื้อหาการรีวิวกล้องที่ดีและน่าอ่าน มีระบบในการเปรียบเทียบกล้อง ในขณะที่เว็บขายกล้องหลายแห่งมีหน้าร้านที่ดี เว็บ fail.in.th ก่อนจะดังได้เจ้าของเว็บก็ต้องลองโพสรูปฮาๆด้วยตัวเองระยะหนึ่งก่อนที่คนอื่นจะเข้ามา สินค้าที่ niche มาก มักขายดีในเว็บบอร์ดเฉพาะทางมากกว่าเว็บ Classified รวมๆ ฯลฯ</p>
<p><em>ไก่กับไข่ เกิดพร้อมๆกันนั่นแหละครับ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/demand-marketing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธุรกิจทำเว็บ,ออกาไนเซอร์,งานดีไซน์,งานบริการ ฯลฯ กับโครงสร้างตลาดที่บิดเบี้ยว</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/business-fail-price/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/business-fail-price/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jul 2010 16:59:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Business Tips]]></category>
		<category><![CDATA[open]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจทำเว็บ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=4279</guid>
		<description><![CDATA[บริษัทหรือ freelance ที่ไม่รู้โมเดลธุรกิจ เหล่านี้ก็จะเข้าไปเสนองาน และถล่มต้นทุนด้วยราคาถูกแสนถูก จากนั้นก็เจ็บและเจ๊งกลับไป บริษัทใหม่และเด็กจบใหม่ที่ยังไม่เคยเจ็บก็เข้ามาเรื่อยๆเป็นลูปวนอย่างงี้ไปตลอด ราคาตลาดก็เข้าสู่ภาวะวิกฤติ เพราะแน่นอนว่าลูกค้าจะจดจำแต่ BenchMark ราคาถูกที่สุดไว้ก่อนครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: left; margin-bottom: 10px;">
			<a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fbusiness-fail-price%2F"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fbusiness-fail-price%2F&amp;source=ipattt&amp;style=normal" height="61" width="50" /><br />
			</a>
		</div>
<h2>คำถามที่ธุรกิจบริการ Made To Order ประเภท Below the line เคยเจอ</h2>
<p>เคยมั้ยครับ เวลาบอกราคาลูกค้าเสร็จลูกค้าบอกว่า</p>
<p><em>&#8221; เฮ้ย เว็บบ้าอะไรราคาเป็นแสน ผมเคยให้น้องคนนึงทำ 20,000 &#8221;</p>
<p>&#8221; คุณน้องคะ ทำโลโก้+CI เนี่ยเป็นหมื่นเลยหรอคะ ก็แค่มีเส้นๆไม่กี่เส้นเอง เล็กด้วย&#8221;</p>
<p>&#8221; จัดอีเว้นท์แค่นี้คิดเป็นแสนเลยหรอคะ ลูกชายพี่เค้าก็อยู่บริษัทเอเจนซี่นะ เห็นว่ามี Supplier รายนึงรับไม่กี่หมื่นเอง&#8221;</p>
<p>&#8221; ดีไซน์ Package ยาสีฟันแค่เนี้ย คิดแพงจังเลย ยาสีฟันพี่ราคาไม่กี่บาท คนโน้นเคยมาเสนอราคาแค่ 5,000 เอง &#8220;</em></p>
<div id="attachment_4280" class="wp-caption alignnone" style="width: 403px"><a href="Hidden Cost of IT"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/01/hidden-cost-of-it.jpg" alt="Hidden Cost of IT" title="hidden-cost-of-it" width="393" height="405" class="size-full wp-image-4280" /></a><p class="wp-caption-text">Hidden Cost of IT ภาพจาก CISCO</p></div>
<h2>โครงสร้างราคาที่ถูกต้องที่ทำให้บริษัทหนึ่งๆอยู่ได้นั้น ความจริงไม่ถูกจนเกินไป</h2>
<p>โดยปกติถ้าคิดราคา Project ตาม man day ของคนๆหนึ่งในระบบบริษัท ถ้าจะให้เท่าทุนตามมาตรฐานโลกล่ะก็ ต้องคูณประมาณ 2 เท่าของเงินเดือนครับ และถ้าอยากไห้ได้กำไร ( เพื่อไปชดใช้ค่าลิขสิทธิ์ Adobe บ้าง​ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  ) ก็ควรจะคูณ 3 เท่าของเงินเดือน (เช่น คนเงินเดือน 20000 ทำเว็บทั้งเดือนคนเดียวควรคิดราคาเว็บ 60,000 ถึงจะได้กำไรสำหรับบริษัท) ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า Cost บริษัทผมเคยพูดไปหลายครั้งพอสมควรดังนั้นราคาที่ออกมาจึงอยู่ในระดับหนึ่งที่ควรจะมีมาตรฐานของมันอยู่ ไม่สามารถต่ำกว่านั้นได้  ยกเว้นมีโซลูชั่นพิเศษที่ไม่ต้องใช้คนผลิต เช่นเว็บที่ราคา 30,000 บาทถ้าสามารถออกจากบริษัทได้โดยไม่ใช่ระบบ Template ความจริงไม่น่าแม้แต่จะมีเวลาไปนั่งประชุมกันได้เลยนะครับและก็ควรจะทำไม่เกินครึ่งเดือนเป็นต้น</p>
<blockquote><p>
บริษัทกับ freelance มีข้อแตกต่างกันอยู่ที่ บริษัทนั้นไม่สามารถหนีงานได้ครับเพราะมี ทุนจดทะเบียนบริษัทค้ำคออยู่ โดยปกติตามหลักทั่วไปมูลค่าโครงการต้องมากกว่าทุนจดทะเบียนบริษัท เช่นบริษัทที่มีทุนจะทะเบียน 500,000 จะไม่สามารถรับงานที่มีมูลค่า 1,000,000 ได้เพราะถ้างานเจ๊งจะไม่สามารถรับผิดชอบได้ เพราะฉนั้นบริษัทจึงควรคิดราคาแพงกว่า Freelance เพราะมีต้นทุนความเสี่ยงของความรับผิดชอบตรงนี้อยู่ด้วย+ Cost การจัดการต่างๆรวมทั้่งด้านภาษีครับ</p></blockquote>
<p>หลายๆคนก็บอกว่า เรื่องราคามันก็เป็นเรื่องของ Supply-Demand ไม่ใช่หรือ ? ถ้าธุรกิจผลิตโปรดักซ์ที่คนไม่ได้ต้องการมาก มันก็ควรจะราคาต่ำ แต่บังเอิญคนไทยยิ่งกว่านั้นครับเพราะราคาที่ต่ำผิดปกติไม่ได้มาจาก Demand &#8211; Supply ซะด้วยซ้ำแต่มาจากการข<strong>าดความรู้ทางต้นทุนที่ถูกต้อง</strong> เช่นถ้าเราเป็นรถตู้คันเดียวในจังหวัด คนต้องการเช่าเยอะมาก เราคงตั้งราคาค่าเช่าวันละหมื่นได้สบาย แต่พอมีรถตู้อีกเจ้าเข้ามาตัดราคาเหลือ 5,000 ( ความจริงจะตัดราคาที่ 8,000 ก่อนก็ได้ ) เราก็พร้อมจะตัดเหลือ 2000 ทันที&#8230;</p>
<p>ทีนี้ที่การแข่งขันมันเคี่ยวและราคาตลาดมันต่ำมากเพราะว่า บริษัทที่เป็นธุรกิจบริการเหล่านี้ (รวมถึง Freelance) สามารถเปิดกันได้ง่ายมากครับ คือมี Barrier to Entry ต่ำมากนั่นเอง บางทีเพื่อนคนนึงจะแต่งงานขอให้เราช่วย เราก็เห็นว่าเปิดบริษัทมันเท่ดีเลยเปิดบริษัท Organizer เลยซะงั้น แต่ทว่าคนไทยนั้นเปิดบริษัทมาส่วนใหญ่ไม่ได้พิจารณาโมเดล Business ตัวเอง ยิ่งเป็นบริษัทธุรกิจบริการที่ใช้แรงคนไม่ได้ขายโปรดักซ์เป็นชิ้นเป็นอันและมีต้นทุนชัดเจนยิ่งไปกันใหญ่ครับ ดังนั้นส่วนใหญ่เมื่อเปิดมาแล้วจึงไม่รู้เลยว่าตนเองขาดทุนอยู่หรือไม่ ยิ่งคนที่ฐานะดีพ่อแม่สนับสนุนยิ่งลากกันยาวครับเพราะสามารถแบกภาระขาดทุนและรอความหวังได้นาน ดังนั้นคนที่เข้ามาใหม่จึงคิดราคาถูกเข้าว่า ขอให้ได้งานไว้ก่อน เสร็จแล้วสักพักถ้าเริ่มรู้ตัวติดหนี้กันมากมายแล้วไม่เจ๊งไปซะก่อนจึงจะค่อยๆเริ่มปรับตัวคิดแพงขึ้น</p>
<p><a href="http://www.imenn.com">คุณเม่น</a>เคยเล่าว่าบริษัทหรือ freelance ที่ไม่รู้โมเดลธุรกิจ เหล่านี้ก็จะเข้าไปเสนองาน และถล่มต้นทุนด้วยราคาถูกแสนถูก จากนั้นก็เจ็บและเจ๊งกลับไป บริษัทใหม่และเด็กจบใหม่ที่ยังไม่เคยเจ็บก็เข้ามาเรื่อยๆเป็นลูปวนอย่างงี้ไปตลอด ราคาตลาดก็เข้าสู่ภาวะวิกฤติ เพราะแน่นอนว่าลูกค้าจะจดจำแต่ BenchMark ราคาถูกที่สุดไว้ก่อนครับ คนที่เป็น Agency เองเวลามาจ้างหลายคนเป็นพนักงานประจำก็ไม่ได้รู้ Model Business เพราะใครจะมาคำนึงว่า Supplier เราคิดราคาถูกขนาดนี้อยู่ได้หรือเปล่า ส่วนผมเนื่องจากทำธุรกิจมาระยะหนึ่ง ถ้ามีคนคิดราคาถูกจะสงสัยทันทีว่าโมเดลธุรกิจเป็นอย่างไร และถ้าเห็นว่าอยู่ได้สบายและยังราคาถูกก็หมายถึง Model นั้นค่อนข้างจะน่าทึ่งทีเดียวครับ แต่ถ้าเห็นว่าถูกผิดปกติโมเดลอธิบายไม่ได้ก็จะรู้แล้วว่าคนๆนี้ &#8220;ไม่ใช่ตัวจริง&#8221;</p>
<blockquote><p> เด็กจบใหม่หลายคนรับงานเว็บในราคา 20,000 บาท แต่ทำกันนานนับครึ่งปี ถ้าหารจำนวนวันจะได้ 111 บาท เค้าไม่รู้ตัวเลยนะครับว่าค่าตัวของเค้าถูกว่าค่าแรงขั้นต่ำของกรรมกรเสียอีก แถมกรรมกรคงไม่ต้องออกค่าคอมพิวเตอร์ ค่าไฟ ค่าแอร์ และค่ารถไปคุยกับลูกค้าครั้งแล้วครั้งเล่า&#8230; </p></blockquote>
<p>แต่สำหรับบริษัทธุรกิจกิจบริการนี้มีตัวเลขที่ทุกคนอาจนึกกันไม่ถึงนะครับว่า<em> บริษัทในไทย 100 บริษัทที่เปิดขึ้นมา เมื่อผ่านไปห้าปี จะมีเพียง 5 บริษัทที่มีความสามารถในการ &#8220;ทำกำไรได้ต่อเนื่องและเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ &#8221; </em>และในห้าบริษัทนี้มีเพียง<em>บริษัทเดียวเท่านั้นที่เข้าขั้น รวย !</em> ( ข้อมูลคร่าวๆ <a href="http://cms.sme.go.th/cms/c/portal/layout?p_l_id=47.30" rel="nofollow" >อ้างอิง สสว.</a>) ดังนั้นถ้าบริษัทคุณรอดเข้าปีที่ 6 ได้ล่ะก็จงภูมิใจครับว่าเราก็เป็น 5 ใน 100 ผู้รอดชีวิตเชียวนะ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' />  ส่วนตัวป่วนตลาดไม่น่ามีใครอยู่ได้เกิน 3 ปี นอกจากจะจนลงๆแล้วสรรพากรยังเพ่งเล็งอีกด้วยว่าเปิดบริษัทประสาอะไรไม่มีกำไร ตามด้วยต้นทุนด้านการตรวจสอบจากสรรพากรเป็นกระบุง ? </p>
<p>แต่แน่นอนว่าทั้งหมดนี้สามารถดีลได้อย่างถูกต้องถ้าเรามีความรู้รอบตัวในการเจรจาที่ดี โดยเราต้องสามารถอธิบายถึงปัจจัยของความราคาถูกกับแพงได้ดี ( ควรศึกษา <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Activity-based_costing" rel="nofollow">activity based costing</a> วิชาบัญชีพื้นฐานสำหรับ MBA เอาแค่คร่าวๆรู้คอนเซ็ปก็พอครับ ) และสิ่งที่จะให้ลูกค้าจ่ายเราได้แพงขึ้นมีเพียงสิ่งเดียวคือการสร้าง Brand และจุดเด่นของเรา รวมถึงความเข้าใจลูกค้ากับความเข้าใจตลาดด้วยครับ</p>
<p><strong><em>ถ้าเห็นว่าบล็อกนี้เป็นประโยชน์ รบกวนช่วยกดโหวตที่รูปด้านล่างด้วยนะครับ 1 วันต่อหนึ่ง ครั้้งก็ได้จ้า !</em> <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </strong></p>
<p><a href="http://www.thailandblogawards.com/viewblog.php?u=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com" rel="nofollow"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/07/voteblog.jpg" alt="vote ipattt blog 1" title="vote ipattt blog 1" width="400" height="125" class="alignnone size-full wp-image-6174" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/business-fail-price/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>30</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Customization และ Template : ปัญหาทัศนคติด้าน Manday ของไทย</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/customization-template/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/customization-template/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Jul 2010 16:59:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธุรกิจทำเว็บ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=2536</guid>
		<description><![CDATA[คนไทยนั้นยังไม่มีวิธีคิดด้าน Man day ในการทำโปรเจ็คต่างๆ ทำให้การทำงานต้องคิดราคาเป็นโปรเจ็คเหมารวม ในบ้างครั้งโปรเจ็คอาจถูกคิดถูกไปหรือแพงเกินไปก็ได้ วิธีคิดทางธุรกิจเรื่องต้นทุนแรงงานต่อการทำโปรเจ็คควรมีสองแบบเท่านั้นนั่นคือ แบบ Manday สำหรับงานแบบ Customization  และแบบ Template]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: left; margin-bottom: 10px;">
			<a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fcustomization-template%2F"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fcustomization-template%2F&amp;source=ipattt&amp;style=normal" height="61" width="50" /><br />
			</a>
		</div>
<div id="attachment_2540" class="wp-caption alignnone" style="width: 260px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/09/manday.jpg"><img class="size-full wp-image-2540" title="manday" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/09/manday.jpg" alt="คุณคิดว่างานเช็ดกระจกตามบ้านและงานเช็ดกระจกตามตึกควรได้ค่าแรง manday เท่ากันหรือไม่ แน่นอนในต่างประเทศไม่เท่าแต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ให้เท่ากัน !" width="250" height="250" /></a><p class="wp-caption-text">คุณคิดว่างานเช็ดกระจกตามบ้านและงานเช็ดกระจกตามตึกควรได้ค่าแรง manday เท่ากันหรือไม่ แน่นอนในต่างประเทศไม่เท่าแต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ให้เท่ากัน !</p></div>
<h2>วิธีคิดทางธุรกิจเรื่องต้นทุนแรงงานต่อโปรเจ็ค</h2>
<p>วิธีคิดทางธุรกิจเรื่องต้นทุนแรงงานต่อการทำโปรเจ็คที่จะประสบความสำเร็จได้พิจารณาง่ายๆควรมีสองแบบเท่านั้นนั่นคือ แบบ Manday สำหรับงานแบบ Customization  และแบบ Template สำหรับงานราคาถูก</p>
<p>งาน Customize เป็นงานที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อลูกค้ารายใดรายหนึ่ง ต้องใช้แรงงานเวลาและองค์ความรู้ในการทำดังนั้นจะมีราคาสูงถ้าเทียบกับงานที่ซื้อสำเร็จรูป ซึ่ง Template นั้นทำไว้พร้อมสำหรับขายลูกค้าหลายรายมันจึงมีราคาถูกได้ครับ</p>
<p>คนไทยนั้นยังไม่มีวิธีคิดด้าน Man day ในการทำโปรเจ็คต่างๆ ทำให้การทำงานต้องคิดราคาเป็นโปรเจ็คเหมารวมและทำให้ไม่เกิดความโปร่งใสเท่าที่ควร ในบ้างครั้งโปรเจ็คอาจถูกคิดถูกไปหรือแพงเกินไปก็ได้</p>
<h2>Customization และ Template กับการสร้างบ้าน</h2>
<p>ถ้าเปรียบเทียบ Man Day กับการสร้างบ้าน การที่คุณไม่รู้ว่าคุณต้องการบ้านแบบไหนกันแน่และอยากสร้างไปต่อเติมไป การจ้างช่างไว้และจ่ายรายวันเพื่อให้ทำบ้านของคุณไปเรื่อยๆ ย่อมดีกว่าการให้ข้างเหมาทำบ้านแบบ A ทั้งที่คุณก็ไม่รู้ว่าบ้านแบบ A มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ถ้าคุณโชคดีสามารถสร้างบ้านได้เสร็จในเวลาแค่อาทิตย์เดียวและเป็นแบบทีต้องการแน่นอนว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก แต่ถ้าสร้างแล้วต้องรื้อใหม่ก็จะต้องเสียค่าแรงเพิ่มเท่าตัว ในกรณีนี้คุณก็ควรจ้างคนเป็นที่ปรึกษาเพื่อมาบอกคุณในเวลาครึ่งวันว่า แท้จริงแล้วบ้านแบบไหนเหมาะกับคุณกันแน่ แล้วคุณก็ใช้เวลาในการสร้างบ้านที่ถูกต้องให้เสร็จในห้าวันแทน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม บ้านก็มีแบบสำเร็จรูป ( Template ) ที่คุณเพียงเดินเข้าไปก็จะรู้ว่าดีไม่ดีก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน องค์ความรู้ในการสร้างบ้านก็สั่งสมมานานและทุกคนก็รู้ว่าเมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไปคุณก็ไม่ควรที่จะพบห้องครัวหรือห้องน้ำในทันที บันไดขึ้นชั้นบนบ้านก็ไม่จำเป็นต้องมีหลายจุด ห้องนอนก็ไม่ควรอยู่ทางทิศตะวันตกเพราะจะร้อนตอนเย็น ฝ้าเพดานจะเก็บกักอากาศร้อนไว้ด้านบน บ้านเมืองร้อนก็ไม่ต้องทำเตาผิง ฯลฯ ถ้าคุณอยากได้บ้านที่เก๋ไม่ซ้ำแบบใครอย่างน้อยก็ต้องอยู่ในกรอบบางอย่างที่รู้กันเช่นโถส้วมก็ไม่ควรตั้งในห้องนอนและระเบียงก็ต้องออกแบบให้ระบายน้ำได้ เป็นต้น</p>
<p>สิ่งที่ง่ายกว่าการสร้างบ้านก็คือเสื้อผ้านั่นเอง เรามี template เสื้อผ้าสำเร็จรูปมานานแล้ว ซึ่งทำให้เราไม่จำเป็นต้องซื้อผ้าไปตัดเสื้อให้ราคาแพงหูฉี่เหมือนสมัยก่อนกันนั่นเอง คุณก็รู้ว่าราคาการตัดเสื้อผ้ารวมค่าวัตถุดิบอาจมีราคาหลายสิบเท่าของเสื้อผ้าสำเร็จรูป</p>
<h2>แนวคิดการแก้ปัญหาการทำเว็บ/ทำโครงการแบบ Customization ด้วยTemplate </h2>
<p>สำหรับการทำโครงการก่อสร้างทั่วไปอาจเห็นภาพบ้าง พอเป็นเรื่องระบบและการสร้างเว็บ เว็บนั้นจับต้องได้ยากกว่าสำหรับคนที่ต้องการทำเว็บรายใหม่ๆ ลูกค้าทุกคนเข้ามาด้วยโจทย์เดียวกันคืออยากเป็นเว็บตัวเองสวยโดดเด่นเตะตาเก๋ไก๋ไม่ซ้ำแบบใคร บางคนอยากได้เมนูกลมๆอยู่ตรงกลางเว็บคล้ายเว็บ Agency โฆษณา แต่พอถึงขั้นตอนในการคิดราคาด้าน Man Day กลับกลายเป็นคนอยากทำเว็บก็ไม่ค่อยวางใจทั้งโปรแกรมเมอร์ และส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญแม้แต่น้อยกับการใช้จ่ายเพื่อ Man Day ของที่ปรึกษาที่จะมาให้ Super Vision ด้วยซ้ำ (แน่นอนว่า Manday ไม่ถูก) หลายคนไม่มีความรู้เรื่องเว็บจึงอยากได้ตัวเลขกลมๆของราคาการทำเว็บ ผลก็คือเกิดปัญหาเพราะคนทำเว็บคิดราคาสโคปหนึ่ง อาจจะเป็นสโคป Best Case ถ้าเป็นนักทำเว็บมือใหม่ หรือ Worse Case ถ้าเป็นนักทำเว็บประเภทบาดแผลเหวอะหวะเต็มตัว ส่วนลูกค้าแน่นอนว่าคิดเป็นแต่สโคป Best Case</p>
<blockquote><p><a href="http://www.imenn.com">คุณเม่น</a>เคยเปรียบเทียบเว็บราชการเป็นบ้าน เมื่อคิดราคาแบบแพงสุดกู่แล้วคุณก็จะได้บ้านที่มีบันไดขึ้นไปข้างบนบ้านเป็นสิบอัน บันไดบางอันขึ้นไปชนกำแพง ห้องนอนอาจจะมีนับสิบห้องและบางห้องไม่มีหลังคา แน่นอนว่าเปิดประตูหน้าบ้านมาคุณจะพบกับ &#8220;ทุกอย่าง&#8221; ทั้งห้องครัวห้องน้ำโถส้วมกล่องจดหมายกระดานข่าวถังขยะบันไดสองสามชุดเตาผิงตู้เก็บของห้องรับแขกและเตียงนอนอยู่พร้อมหน้าทั้งหมดและไม่รู้ว่าจะเดินทางไหนต่อ &#8230; ( เอ้า ฮาา )</p></blockquote>
<p>ดังนั้นการวางแผนการทำงานด้วยการให้ลูกค้าใช้เว็บสำเร็จรูปก่อนจึงอาจเป็นทางแก้ให้ลุกค้าเป็นภาพและข้อจำกัดของเว็บราคาถูกเช่นเดียวกับบ้านสำเร็จรูปได้เช่นกัน เมื่อลูกค้า Educate ตัวเองว่าของถูกจะต้อง Fix Feature ได้เท่านั้นเท่านี้ แล้วจึงค่อยเสนอราคาที่แพงเพื่อให้เค้า Customize ตามใจได้บ้างครับ บางครั้งลูกค้าจะเอ่ยปากถามเราเลยว่าจะเพิ่มเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้เหมะกับธุรกิจของเค้าจะต้องจ่ายเงินเท่าไหร่บ้าง เราก็สามารถอธิบายได้ง่าย ถ้าไม่ยอมก็ให้ใช้ของสำเร็จรูปที่มีอยู่แล้วไปครับ หรือถ้าอยากได้ของสำเร็จรูประดับสุดยอดก็แนะนำ Oracle ให้ก็ได้ครับ</p>
<blockquote><p>
สำหรับของสำเร็จรูปนั้นถ้าเป็น Template ก็อาจมีราคาถูกได้ แต่ถ้าเป็นระบบที่สร้างขึ้นมาด้วยการสะสมองค์ความรู้อย่าง SAP นั้นแพงแน่ๆ ดังนั้น&#8221;ของสำเร็จรูป&#8221;อาจไม่ได้ถูกเสมอไปขึ้นอยู่กับต้นทุนในการทำของนั้นๆด้วยเช่นกัน </p></blockquote>
<h2>ปัญหาการคิดราคายืดหยุ่นแบบ Manday และการใช้ template สำหรับองค์กรใหญ่</h2>
<p>อย่างไรก็ตามการทำเว็บหรือทำงานโปรเจ็คให้กับองค์กรขนาดใหญ่และรัฐบาลนั้นไม่มีการยอมรับในเรื่อง Manday และ ไม่มีการยอมรับการใช้ของสำเร็จรูป ( Template ) สำหรับประเทศไทย ตัวอย่างเช่นคุณไม่น่าจะสามารถคิดราคาค่าทำเว็บแบบ Manday ให้กับองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่ทั่วไปได้ด้วยสาเหตุจาก</p>
<p style="padding-left: 30px;">1. การคำนวนและพยากรณ์ค่าใช้จ่ายล่วงหน้านั้นสามารถทำได้อย่างลำบาก ฝ่ายจัดซื้อและบัญชีไม่สามารถพยากรณ์ในสิ่งนี้ได้ และอาจไม่เกิดผลงานการต่อราคาเพื่อลดราคา Vender เพราะผู้ที่ทำให้งานนานนั้นเป็นหน่วยงานในบริษัทนั้นๆเอง</p>
<p style="padding-left: 30px;">2. ความไม่มั่นใจใน Vender ว่าจะเป็นตัวแปรต่อการทำให้งานยืดเยื้อ</p>
<p style="padding-left: 30px;">3. ความไม่มั่นใจในตัวลูกค้าเอง ว่าจะเป็นตัวแปรต่อการทำให้งานยืดเยื้อ</p>
<p style="padding-left: 30px;">4. ถ้าเป็นงานองค์กรใหญ่หรือรัฐบาลจะทำให้เกิดสัดส่วนที่ไม่แน่นอนต่อค่า Commission ต่างๆที่มีผู้เกี่ยวข้องเยอะแยะมากมาย</p>
<p style="padding-left: 30px;">5. กลัวปัญหาการทิ้งงานเมื่อเกิดปัญหากลางคันเพราะตัวเองได้จ่ายไปหลายส่วนแล้ว</p>
<p style="padding-left: 30px;">6. การจะให้ตัดสินใจใช้เว็บ Template ที่มีมาแล้วจะถูกเพ่งเล็งเรื่อง Lock Spec ชัดเจนและเป็นอันตราย เช่นระบบสมัครงานก็ต้องทำใหม่ทั้งหมด จะมาใช้ของ JobDB ไม่สามารถทำได้</p>
<p>และข้ออื่นๆลองช่วยกันคิดก็ได้ครับ องค์กรที่ยอมรับเรื่องนี้อาจมีบ้างแต่น้อยมากๆส่วนใหญ่เป็นการดีลกับ Freelance</p>
<p>สำหรับ Mind Set ของคนไทยก็ยังมีประเด็นเรื่องการไม่ยอมรับ Man Day อยู่ดังนั้นเราจึงไม่สามารถดีลในลักษณะบริษัทกับบริษัทแบบ Manday ได้ง่ายนัก ซึ่งทำให้เกิด<a href="http://www.ipattt.com/2009/joomladay-open-source/">ปัญหาต่อบริษัทที่พัฒนา Opensource เช่นกัน</a> นอกจากนี้คนไทยนั้นถ้ารู้ว่าคนๆหนึ่งที่เป็น Consult มี Manday มาตรฐานอยู่ที่วันละหนึ่งหมื่นบาทเพื่อให้เข้ามาให้คำปรึกษา พนงบริษัททั่วไปที่มีเงินเดือนหมื่นบาทย่อมไม่พอใจแน่ๆ พวกเค้าคงไม่ได้คิดถึงต้นทุนของบริษัท Consult และต้นทุนการสั่งสมองค์ความรู้ที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะมาถ่ายทอดได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง</p>
<p>สำหรับคุณเม่นนั้นได้ทำงานในลักษณะแบบ Man day มาหลายบริษัทและบริษัทที่สามารถรับเรื่องดังกล่าวได้ก็จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีทีเดียวเพราะมีแรงผลักดันทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่งานที่ได้ทำมักเป็นการทำงานให้องค์กรขนาดไม่ใหญ่มาก สำหรับ Manday คุณเม่นนั้นมีตั้งแต่ 0 &#8211; 30,000 บาท ดัง<a href="http://www.ipattt.com/2009/win-win-website/">โพสเรื่อง win-win project</a></p>
<blockquote>
<p>ภาคผนวก</p>
<p>- บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนใหม่เอี่ยมรายหนึ่งย่านระยองชำระค่า Consult ให้คำปรึกษาด้านการบำรุงรักษากับรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ในไทยเป็นจำนวนปีละ 12 ล้านบาทหรือเดือนละล้าน โดยที่ พนง รัฐวิสาหกิจรายนั้นอาจจะเข้าไปให้คำปรึกษาที่ไซต์ก็ได้ หรือจะผ่านทางโทรศัพท์ก็ได้ โดยเฉลี่ยแล้วหนึ่งปีอาจเข้าไปที่ไซต์รวม Manday วิศวกรทุกคนแล้วเพียง 60 man day เท่านั้น</p>
<p>- บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง GE มี Rate card ค่าคอนเซ้าท์ด้านเทคนิค Manday ละประมาณหนึ่งแสนบาท ซึ่งการคอนเซ้าท์ทำหน้าที่เพียงให้ Fact แต่การตัดสินใน ลูกค้าต้องตัดสินใจเอง นอกจากนี้ยังมีการจ้างลักษณะเป็น Project Site ซึ่งสามารถตัดสินใจพร้อมประกันความเสี่ยง ราคาต่อ Manday จะแพงกว่านี้หลายเท่า</p>
<p>- เท่าที่ผมได้สัมผัสมา การคิดราคาทำเว็บของ Freelance และบริษัททำเว็บสมัยใหม่ของไทยบางครั้งคิดต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำเสียอีก ! ( มีน้องคนหนึ่งคิดราคาเว็บไซต์ 1 หมื่นบาททำเต็มที่ประมาณสี่เดือน )</p>
<p>- เว็บไซต์องค์กรเอกชนทั่วไปมักมีราคา 5 &#8211; 8 หมื่นบาท บริษัททำเว็บขาดทุนกันแทบจะร้อยเปอร์เซ็น ตามหลักการด้าน Manday แล้วเว็บราคาห้าหมื่นบาททำเกินหนึ่งเดือนนั้นขาดทุนแน่นอนครับ ! ( ตัวอย่างการคำนวน Manday Designer 2000 บาท ห้าวัน = 10000, manday Programmer 3000 บาท ห้าวัน = 15,000 ทั้งหมดคูณค่าโสหุ้ยบริษัท,sale,admin = 2 เท่าตามหลักบัญชี จะได้ 50,000 เท่าทุนพอดี นี่ยังไม่รวม Manday AE และ  Super Vision )</p>
<p>- เว็บไซต์ <a rel="nofollow" href="http://www.visioninform.com/">visioninform</a> ที่ไทเกอร์ไอเดียทำนั้นมีราคา 30,000 บาทแต่ได้กำไรงดงามเพราะกำหนดให้ลูกค้าใช้เว็บ Template และใส่ข้อมูลเอง ตามข้อมูลในโพสด้านล่างครับ</p>
<p>สำหรับผู้ที่สนใจแนะนำให้ดู<a href="http://www.ipattt.com/2009/super-vision/">โพสเรื่อง Super Vision ในธุรกิจทำเว็บ ประกอบ</a></p></blockquote>
<p>โพสที่น่าสนใจและเกี่ยวข้อง<br />
<a href="http://www.ipattt.com/2010/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5-price/">เว็บราชการ/ งานรัฐบาล ทำไมถึงแพง ?</a><br />
<a href="http://www.ipattt.com/2009/quotation/">การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน Quotation/เปรียบเว็บกับบ้าน</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/customization-template/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Super Vision ในธุรกิจทำเว็บ : ต้นทุนที่สูงที่สุดและอธิบายได้ยากที่สุด</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/super-vision/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/super-vision/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Jul 2010 14:44:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธุรกิจทำเว็บ]]></category>
		<category><![CDATA[ไทเกอร์ไอเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[TiGERiDEA]]></category>
		<category><![CDATA[VaiVaiSoft]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=1492</guid>
		<description><![CDATA[Super Vision นั้นเริ่มจากการพิจารณา Business Model ลูกค้าและ Requirement เริ่มต้นของลูกค้าอย่างถ่องแท้ และโน้มน้าวรวมทั้ง Educate ลูกค้าเพื่อให้เกิด Requirement ของเว็บไซต์ที่แท้จริง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: left; margin-bottom: 10px;">
			<a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fsuper-vision%2F"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fsuper-vision%2F&amp;source=ipattt&amp;style=normal" height="61" width="50" /><br />
			</a>
		</div>
<p>จากโพส <a href="http://www.ipattt.com/2009/quotation/">การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน Quotation/เปรียบเว็บกับบ้าน</a> จะเห็นได้ว่ามี<strong>ต้นทุน</strong>อันแรกเลยที่ค่อนข้างสูงชื่อ <strong>Super Vision</strong> อยู่ ต้นทุนนี้เหมือนจะเป็นต้นทุนแฝง แต่จริงๆเป็นต้นทุนหลักเลยใน<strong>ธุรกิจทำเว็บ</strong>ครับ  เพราะมักเป็น Man-day ของผู้บริหารซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุด</p>
<p>ลองพิจารณาเปรียบเทียบถ้าไทเกอร์ไอเดียทำเว็บ System ขนาดใหญ่ที่ทำให้บริษัทเอกชนที่ out source มาอีกที อาจมีการคิดราคา 1 ล้านบาทโดยแบ่งเป็น Implementation Cost  70% และ Super Vision cost 30% เพราะบริษัทเอกชน ( เช่น Orcsoft ) มีการ Analyse และแบ่งงานมาให้ก่อนหน้านี้แล้ว เปรียบเสมือนใช้ Super Vision มาให้บ้างแล้วนั่นเอง แต่อีกกรณีหนึ่งคือเว็บ Informative ของรัฐบาลที่มีราคา 1 ล้านบาทและไทเกอร์ไอเดียรับงานโดยตรง เราอาจจะแบ่งเป็น Implementation Cost  10% และ Super Vision cost 90% เลยทีเดียวครับ ถ้าพูดง่ายๆก็คือ ทำเว็บมันง่ายมากใช้ programmer มือใหม่ก็สามารถทำได้แต่ก่อนจะเกิดเว็บและจบเว็บได้มันยากมากเพราะต้องประชุมไปเป็นปีๆนั่นเอง</p>
<h1>Super Vision ในการพิจารณา Business Model ของลูกค้า และปรับใช้กับเว็บ</h1>
<p><strong>Super Vision</strong> นั้นเริ่มจากการพิจารณา Business Model ลูกค้าและ Requirement เริ่มต้นของลูกค้าอย่างถ่องแท้ และโน้มน้าวรวมทั้ง Educate ลูกค้าเพื่อให้เกิด Requirement ของเว็บไซต์ที่แท้จริง ซึ่งนอกจากการดีลงานครั้งแรกแล้ว Super Vision ยังต้องถูกใช้อยู่เรื่อยๆเมื่อลูกค้ามี Requirement ใหม่ๆ จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการทาง Art Direction ที่เว็บไซต์ต่อไปครับ กระบวนการนี้ผมบอกได้ว่าคนเป็น Sale นั้นทำได้ยาก ต้องเป็นระดับผู้บริหารถึงจะทำได้ดี เพราะปกติเซล์ลจะเน้นการขายแต่ผู้บริหารจะเน้น win-win Situation มากกว่า ประกอบกับตามปกตินั้นมุมมองทางธุรกิจของ Sale นั้นมักไม่เทียบเท่าผู้บริหาร ( ยกเว้นโปรดักซ์เช่นเว็บสำเร็จรูปหรือ เว็บขายของสำเร็จรูปที่มีขอบเขตชัดเจนจะสามารถใช้เซลล์ขายได้ดี )</p>
<p><strong>ตัวอย่างคือ</strong>ถ้าลูกค้าโทรมาถามว่า อยากทำเว็บไซต์ เค้าเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แบบ OEM ( ส่งโรงงานรถยนต์ ไม่ได้ทำขายทั่วไป ) อยากปรับปรุงเว็บให้สวยเริดทันสมัย มีระบบการสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ท มีเว็บบอร์ด และอยากทำ SEO ด้วยโดยให้ติดคีย์เวิร์ดประเภทเหล็ก ชิ้นส่วน และอยากได้ back-end พิเศษไว้บริหารงานของพนักงานหลังบ้าน นอกจากนั้นยังอยากทำระบบรับสมัครงานแบบบริหารได้ง่าย</p>
<p>ถ้าเป็นคุณจะคิดราคาเท่าไหร่ครับ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_confused.gif' alt=':?' class='wp-smiley' />  90,000 หรือ 150,000 หรือ 300,000 ถ้าดูจาก Manday แล้วน่าจะคิด 150,000 หรือไม่เพราะน่าจะใช้ Manday คนสองคนทำงานเป็นเดือน</p>
<p>แต่ทางที่ถูกจริงๆเราควรจะบอกลูกค้าว่า คุณเป็นธุรกิจแบบ B2B ( Business to Business )  ไม่ควรทำเว็บราคาสูงขนาดนี้ เพราะคุณมีลูกค้าในประเทศเพียงหลักสิบเท่านั้นเอง ( ซึ่งคุณก็รู้ scenario ของธุรกิจดีอยู่แล้วว่าต้องเข้าหาอย่างไร ) ส่วนระบบสั่งซื้อของลูกค้าเราก็ต้องถามว่าเค้ามีคนโอเปอเรชั่นหรือไม่หรือเค้าสั่งซื้อด้วยวิธีใดมาก่อน ลูกค้าคุ้นเคยแล้วหรือไม่ มีแบบฟอร์มหรือไม่  ส่วนการสั่งซื้อก็ควรใช้ Contact form ไม่ควรให้ซับซ้อนไปกว่านั้น และเว็บบอร์ด ( ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เหมาะกับองค์กรเลย ) เราก็ต้องบอกว่าเว็บบอร์ดจะมี spam มา ถ้าไม่มีคนดูแลก็ไม่ควรจะใช้เลย ไม่งั้นคุณก็จะโดน Viagra โจมตีได้ ^^ ,เรื่อง SEO เราไม่ควรทำขนาดนั้นเพราะถึงลูกค้าจะเจอก็มาซื้อไม่ได้อยู่ดี อย่างไรจะติดตั้งระบบ Blog แล้วถ้ามีบทความจะให้พนักงานของคุณเขียนก็ได้ซึงจะช่วยเรื่อง SEO ได้แน่นอนโดยไม่ต้องเสีย Manday เรามาก, ส่วน back end บริหารงานเราก็บอกว่าเราจะแนะนำของฟรีให้นะ ( หรือจ่ายนิดหน่อยก็ได้ ) เพียงแต่มันอาจจะไม่ได้ Build in อยู่ในเว็บเท่านั้นเอง ( เช่น <a href="http://taskfreak.com/">taskfreak</a> ) และเราจะให้คำแนะนำเรื่องการใช้ gmail ในการบริหารงานให้ได้ สุดท้ายคือระบบสมัครงานใช้เป็นโพสงานเอาก็พอ หรือจะไปพ่วง API กับ JobDB ไปเลยก็น่าจะได้ฟังก์ชั่นที่ดีกว่า</p>
<p>และราคาเราก็ให้เลือกสองเรทก็คือ 30,000 มี Template เดียว อบรมให้พนักงานลูกค้าใส่ข้อมูลเอง หรือจะเป็น 300,000 เราทำตาม Requirement ข้างบนให้ได้หมดแต่ไม่คุ้มคุณนะ ลูกค้าที่พอเข้าใจดีมักเลือกที่ราคา 30,000 ครับ ตัวอย่างเคสนี้ของ TiGERiDEA คือเว็บของบริษัท Vision Inform ลองคลิกที่รูปไปดูได้ครับ ช่วงนี้ลูกค้ากำลังแก้ข้อมูลทำให้เว็บดูเล็กๆ</p>
<div id="attachment_1514" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.visioninform.com/"><img class="size-medium wp-image-1514" title="super-vision" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/07/super-vision-600x343.png" alt="เว็บ Vision Inform ราคา 30,000 บาท ลูกค้าใส่ข้อมูลเองด้วย wordpress" width="600" height="343" /></a><p class="wp-caption-text">เว็บ Vision Inform ราคา 30,000 บาท ลูกค้าใส่ข้อมูลเองด้วย wordpress</p></div>
<p>ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า เอ ทำไมเราไม่ทำตามที่ลูกค้าอยากได้ไปเลยล่ะ เราจะได้เงินเยอะๆ อันนี้จากประสบการณ์บอกได้เลยครับว่าเว็บจะเสร็จลงได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ขึ้นกับ Drive ที่แท้จริงของลูกค้าที่ขึ้นกับ Value ของเว็บไซต์ต่อธุรกิจของเค้า และ Win-Win ระหว่างลูกค้ากับเราเป็นสำคัญครับ ถ้าเราคิดแพงและลูกค้ายอมให้เราทำงานนี้ ปัญหาจะตามมาหลังทำงานไปได้สักพักเพราะลูกค้าจะเริ่มฟุ้งไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่และเกิดการขอแก้ไปเรื่อยๆเพราะรู้สึกเองว่า&#8221;เว็บมันแพงถ้าทำได้แค่นี้จะไม่คุ้มที่จ่ายไป&#8221; บางทีการเว็บลากยาวไปเป็นปีใช้คนจำนวนมากจนแม้แต่เว็บราคา 300,000 เราก็ยังขาดทุนแน่นอนครับ ผิดกับที่เราเสนอแบบราคา 30,000 ไปครั้งแรกแล้วทำอาทิตย์เดียวจบเลย ลูกค้าจ่ายน้อยเราทำงานน้อย win-win แน่นอน</p>
<p>แต่ถ้าเราวิเคราะห์ Drive ของธุรกิจแล้วมีผลกับเว็บมากแน่นอนเช่นเว็บขายของออนไลน์ B2C ( ขายของสู่ end user ) หรือเว็บ Resort ขนาดเล็ก การทำเว็บจะมี value กับธุรกิจของเค้าอย่างมากแน่ ๆ เพราะฉนั้นเราก็สามารถที่จะคิดราคาสูงขึ้นได้ และลูกค้าจะถูกบีบให้จบด้วยตัวของเค้าเองเพราะว่าถ้าเว็บไม่เสร็จซักที ธุรกิจของเค้านั้นจะเสียหายเป็นมูลค่ามากกว่าบริษัทที่ทำเว็บไซต์หลายเท่าครับ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การพิจารณา Model Business ทั้งหมดนี้ไม่สามารถใช้ได้กับการทำเว็บราชการ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  ที่ 90% ล้วนไม่มีความสมเหตุสมผล ไม่มีจุดหมายที่แท้จริง และที่สำคัญ ไม่มี Drive เลยแม้แต่นิดเดียว ! ( เอกชนจะพิจารณาที่ฟังก์ชั่นการบริการและจุดประสงค์ของเว็บมากกว่า Spec ของเว็บไซต์ ในขณะที่รัฐบาลจะพิจารณาที่ Spec ของเว็บแต่ไม่คำนึงถึงอย่างอื่นเลย )</p>
<h1>Super Vision ในการเจรจาและประชุมร่วมกันต่างๆ และ Project Management</h1>
<p>ในการทำเว็บแต่ละครั้ง เราต้องใช้เวลาไปกับการประชุมเจรจาปิดจบงานแต่ละช่วง เวลาในการรวบรวมข้อมูลต่างๆมากมาย บางทีต้องพูดคุยกับผู้ใต้บังคับบัญชาของลูกค้าเพื่อให้เค้าปฎิบัติในสิ่งที่เหมาะสมกับการ support ข้อมูลต่างๆ รวมทั้งแนะนำการปรับโครงสร้างองค์กรของลูกค้าเช่นเว็บขายรถยนต์มือสองจะต้องมี Flow การทำงานของช่างภาพในการใส่ข้อมูลในเว็บที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเป็นงานด้านเว็บรัฐบาลบางครั้งเราต้องประชุมกับรัฐมนตรีหลายสิบคนที่เลขาของทุกคนมีเครื่องอัดเสียงทั้งหมดทำให้มีความรับผิดชอบในการนำเสนอสูงมาก <a href="http://www.ipattt.com/2009/4-recovery-present/">( ลองดูโพส เว็บรัฐบาล ประชุมใหญ่มาก )</a> จากนั้นกลับมาวางแผนการทำงานและกำลังพลเพื่อให้ได้ man-day ที่ match  กับ timeline ของการพัฒนาเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังรวมถึงการเจรจาและบริหาร man-day ในเวลาที่ cash flow ไม่ค่อยดีเพราะได้เงินช้าอีกด้วยครับ :p ( อันนี้เหนื่อยยยมาก ถ้าลูกค้าไหนจ่ายเงินช้าเราต้องบวกเยอะหน่อย )</p>
<div id="attachment_155" class="wp-caption alignnone" style="width: 510px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/03/photo-40.jpg"><img class="size-full wp-image-155" title="photo-40" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/03/photo-40.jpg" alt="ประชุมใหญ่และมีความรับผิดชอบขนาดนี้น่าจะมีเบี้ยประชุมซักครั้งละ 20,000" width="500" height="375" /></a><p class="wp-caption-text">ประชุมใหญ่และมีความรับผิดชอบขนาดนี้น่าจะมีเบี้ยประชุมซักครั้งละ 20,000</p></div>
<p>นอกจากนี้ลูกค้ามักเริ่มต้นอยากทำเว็บโดยมีความไม่รู้ในเรื่องต่างๆอยู่ด้วย ความไม่รู้เป็นบ่อเกิดสำคัญแห่งการทำงานสูญเปล่าในธุรกิจทำเว็บ ในกรณีนี้ AE ควรที่จะวางแผนการ Educate ลูกค้าไว้ด้วยเช่นกันเป็นลำดับขั้นไปเพราะการอธิบายด้วยปากเปล่ามักไม่ได้ผลครับต้องให้ลูกค้าเห็นเองจากเว็บหรือจาก Reference ต่างๆ อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ยุคสมัยของ CMS นั้นได้ช่วยเหลือธุรกิจทำเว็บในด้านนี้อยู่มากทีเดียวเพราะลูกค้าสามารถเห็นผลได้ทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือรูปภาพต่างๆ รวมทั้งระบบ Revision ก็สามารถดึงงานเก่าขึ้นมาเปรียบเทียบได้ด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตามการเจรจานี้เป็นทักษะเฉพาะตัวของ AE ครับ แต่เท่าที่ทราบก็คือถ้าเรารู้ลึกเกี่ยวกับสถานะของลูกค้าเท่าไหร่ ผลการเจรจามักจะออกมาเป็นที่พอใจหรือโน้มน้าวได้มากกว่าการเจรจาโดยไม่รู้จักลูกค้าเลยแน่นอน นอกจากนั้นถ้าเรามีความรู้อะไรควรให้ลูกค้าที่เป็นผู้บริหารได้ทราบทั้งหมดเพราะความรู้ของเราที่ให้กับลูกค้าทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้นนั่นเอง <a href="http://www.ipattt.com/2009/ผู้ประกอบการ/">ลองอ่านข้อ 7 ในโพส คุณอยากเป็นผู้ประกอบการใช่ไหม</a></p>
<hr/>
<p>สำหรับ Agency ชื่อดังทั้งหลายที่ส่งต่องานมาให้เรา ( ทั้งงานเว็บและครีเอทีฟ ) บางครั้งเหล่า production จะชอบบ่นกันว่าทำไมเค้าถึงเอาเปอร์เซ็นเยอะ แม้กระทั่งบางครั้งงานที่ส่งลูกค้ามีมูลค่านั้นเป็นหลายเท่าของงานที่เค้าส่งต่อมาให้เรา ในกรณีนี้ต้องพิจารณาด้วยครับว่าเค้าเอาเปอร์เซ็นในการดีลงานกรณีไหน โดยจะมีความแตกต่างกันอยู่ดังต่อไปนี้</p>
<p>1. โยนให้เราทำงานเลย ส่งในนามของเราด้วย เค้าไม่ช่วยคิด อย่างนี้คือส่งต่องานให้และตัดหัวคิวเป็นค่า Sale อย่างเดียว เรามา Manage งานเอง อย่างนี้เค้าไม่ควรตัดหัวคิวมากเกินไป</p>
<p>2. โยนให้เราทำงานเลย ในนามของ Agency เอง เค้าไม่ช่วยคิดแต่ช่วย prove อย่างนี้จะมีค่าความเสี่ยงของแบรนด์เค้าด้วย อย่างไรก็ตามให้ระมัดระวังการดีลว่าเราร่วมคุยกับลูกค้าด้วยหรือไม่ ในกรณีแก้เยอะจะรับผิดชอบฝ่ายไหนอย่างไร จะคิดเหมารวมแก้ทั้งหมดหรือไม่หรือคิดเป็นครั้งๆตาม Man-day</p>
<p>3. เค้าใช้ Super Vision และให้เราทำงานตามสั่งและ prove ด้วย อย่างนี้จะมีทั้งค่า Super Vision+Brand+หัวคิว ให้ระมัดระวังการดีลเช่นเดียวกับข้อสอง แต่เราซึ่งเป็น Production จะได้เงินน้อยแน่นอนเค้าต้องเตรียมให้หมด อย่างไรก็ตามการตามงานก็ต้องให้ชัดเจนทั้งสองฝ่าย ทำงานเหมือนเป็นทีมเดียวกันถึงจะเสร็จเร็ว</p>
<p><strong><em>ถ้าเห็นว่าบล็อกนี้เป็นประโยชน์ รบกวนช่วยกดโหวตที่รูปด้านล่างด้วยนะครับ 1 วันต่อหนึ่ง ครั้้งก็ได้จ้า !</em> <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </strong></p>
<p><a href="http://www.thailandblogawards.com/viewblog.php?u=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com" rel="nofollow"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/07/voteblog.jpg" alt="vote ipattt blog 1" title="vote ipattt blog 1" width="400" height="125" class="alignnone size-full wp-image-6174" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/super-vision/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เว็บราชการ/ งานรัฐบาล ทำไมถึงแพง ?</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5-price/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5-price/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Jul 2010 08:08:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Business plactice]]></category>
		<category><![CDATA[open]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจทำเว็บ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม-การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บรัฐบาล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=691</guid>
		<description><![CDATA[การทำงานราชการนั้นมีบางกรณีที่มีความเสี่ยงที่สูงมากๆ ซึ่งมูลค่าตรงนั้นในบางครั้งสามารถทำให้คุณต้องล้มละลายหรือติดคุกได้เลยทีเดียวนะครับ ทำไมน่ะหรือ ลองอ่านดูครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: left; margin-bottom: 10px;">
			<a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2F%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3-%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2590%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a5-price%2F"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2F%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3-%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2590%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a5-price%2F&amp;source=ipattt&amp;style=normal" height="61" width="50" /><br />
			</a>
		</div>
<p>ลองดูความจริงดังต่อไปนี้กันก่อนครับ</p>
<p><a href="http://view.gprocurement.go.th/01_procure/01_show_detail.php?id=198540">กรมสรรพากรซื้อคอมพิวเตอร์ PC 1500 เครื่องรวม 64,200,000 บาท (ราคาเครื่องละ  42,800 บาท)</a></p>
<p><a href="http://view.gprocurement.go.th/01_procure/view_online_notice.php?id=247905&amp;display_status=A">เว็บ ททท.ที่ประมูลเสร็จไปแล้วนั้นราคาวงเงิน 40 ล้านบาท</a></p>
<p><a href="http://view.gprocurement.go.th/01_procure/01_show_detail.php?id=181859">ระบบเก็บข้อมูลราชการราคามาตรฐานนั้นสิบล้านบาท</a></p>
<p><strong>เฉพาะฐานข้อมูลของเว็บต้นกล้าอาชีพราคามากกว่า 14.7 ล้านบาท</strong></p>
<p><strong>ระบบ Single sign on ที่ Run บนเว็บไซต์ราชการจะมีราคาไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท</strong></p>
<p>และอีกมากมาย ถ้าคุณต้องการดูเกี่ยวกับการประกาศจัดซื้อจัดจ้าง สามารถดูได้ที่<a href="http://view.gprocurement.go.th/01_procure/index_2.php">เว็บไซต์จัดซื้อจัดจ้างของรัฐ</a> จะเห็นว่าในแต่ละวันมีโครงการจัดซื้อจัดจ้างเป็นร้อยโครงการ แต่ละโครงการก็เป็นเงินเฉลี่ย 5 ล้านบาท โดยเฉพาะเว็บไซต์นั้นราคามาตรฐานที่ประกาศด้วยวิธีทางอิเล็คโทรนิคส์เริ่มต้นที่ 5 ล้านบาทเช่นกัน <a href="http://view.gprocurement.go.th/03_discard/index.php">นอกจากนี้ยังมีรายชื่อผู้ทิ้งงานราชการ</a> ( blacklists ) อยู่เป็นจำนวนมากด้วยแสดงให้เห็นว่าการทำงานราชการนั้นมีความเสี่ยงอยู่อย่างแน่นอน <em>สำหรับใครที่บ่นว่า ทำงานนู้นงานนี้แพงจังใช้ภาษีประชาชนผมแนะนำให้คนๆนั้นส่งเรื่องเข้าประมูลงานเลยครับ มีงานราคาหลายล้านรอคุณอยู่ทุกวัน อย่าเพิ่งโทษตัวเองว่าไม่มีเส้นมีสายเลยไม่อยากสนใจนะ<br />
</em> <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p>เนื่องจากกระทู้นี้เป็นกระทู้ที่แสดงให้เห็นอีกมุมมองของการทำงานโปรเจ็ครัฐบาลดังนั้นผมจะขอแสดงกรณีใน<strong>แง่ลบเป็นส่วนใหญ่</strong> ว่าทำไมการทำงานในโปรเจ็ครัฐบาลถึงแพงนั้นมีมุมมองด้านต้นทุนอยู่หลายกรณีครับ และขอรบกวนผู้ที่มีประสบการณ์ช่วยชี้แนะเพิ่มเติมด้วยนะครับ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
<div id="attachment_694" class="wp-caption alignnone" style="width: 130px"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/05/government.png" alt="เมื่อไหร่ทำงานแล้วมีตรานี้ เมื่อนั้นควรอ่านบล็อกนี้นะครับ" title="government" class="size-full wp-image-694" height="120" width="120"><p class="wp-caption-text">เมื่อไหร่ทำงานแล้วมีตรานี้ เมื่อนั้นควรอ่านบล็อกนี้นะครับ</p></div>
<h1>ด้านการ pitch งาน</h1>
<p>กว่าจะได้ทำงานรัฐบาลนั้นมีขั้นตอนการลงทุนสูญเปล่าหลายอย่าง เช่นการสร้าง  proposal ที่เหมาะสมซึ่งต้องใช้ผู้บริหารในการเขียนงาน  บางทีหลายวัน ,การทำตัว Demo หรือดีไซน์พื้นฐานประกอบ Proposal  ให้ทีมงานยอมรับ การทำเรื่องประมูลตามกฏหมาย ,การซื้ออากรแสตมป์และการซื้อซองและประกันซองซึ่งมีมูลค่าเป็นเปอเซ็นต์ตามโครงการ(ถ้าประมูลไม่ได้ ก็ไม่ได้เงินคืนด้วย)  การดำเนินการต่างๆเหล่านี้บางทีกินเวลาหลายเดือนและถ้าคิดด้าน Manday ผู้บริหารอย่างเดียวก็เป็นแสนบาทแล้วครับ บวกค่าประกันซองและค่าอากรแสตมป์ ซึ่งจะต้องไปซื้อสแตมป์ที่กรมสรรพากรในมูลค่า 1บาทต่อ 1,000 ของมูลค่าโครงการ (โครงการราคา 1,000 บาทใช้แสตมป์ราคา หนึ่งบาท  แสตมป์มีมูลค่าสูงสุดดวงละ 20 บาท ถ้าโครงการ สองร้อยล้านบาทต้องติดแสตมป์หมื่นดวง !) หลังจากนั้นก็ต้องใช้ manday  ไปกับการพบปะเจ้าหน้าที่ และไปฟังการชี้การประมูลกับผู้รับจ้างรายอื่นๆด้วย และสุดท้ายก็คือต้องส่งเงินประกันโครงการ 10% ของมูลค่าโครงการให้รัฐด้วย (ถ้าโครงการ สองร้อยล้านต้องออกเงินประกันโครงการก่อนทำงานให้รัฐก่อน 20 ล้านบาทเลย )</p>
<div id="attachment_700" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/05/stamp-600x450.jpg" alt="อากรสแตมป์จำนวนมากที่น้อง admin ต้องติดแนบสัญญาสำหรับโปรเจ็คราคาสามล้านบาท ถ้าใช้น้ำลายก็คงเกลี้ยงปากพอดี" title="stamp" class="size-medium wp-image-700" height="450" width="600"><p class="wp-caption-text">อากรแสตมป์จำนวนมากที่น้อง admin ต้องติดแนบสัญญาสำหรับโปรเจ็คราคาสามล้านบาท ถ้าใช้น้ำลายก็คงเกลี้ยงปากพอดี</p></div>
<h1>ด้าน Asset บริษัท</h1>
<p>บริษัทที่จะรับงานรัฐบาลได้ ต้องมีการสะสมบารมี หรือ port ของบริษัทไว้ระดับหนึ่งและมีอายุในการตั้งที่ผ่านมาหลายปี มีความเชี่ยวชาญบางด้านที่แตกต่างจากบริษัทอื่นๆที่จะใช้เป็นประเด็นในการเปรียบเทียบเหตผลว่าทำไมจึงเลือกบริษัทนี้เข้ามาทำงานถ้ามองในมุมความเชื่อมั่นของผู้จ้างก็คือรัฐบาล(หรือแม้แต่คุณเป็นผู้จ้าง) ก็ต้องมั่นใจว่าบริษัทนั้นๆเคยทำงานด้านนี้มาแล้ว และต้องมั่นใจว่าจะมีการ Support ในภายหลัง ดังนั้นสเป็คที่ออกมาถ้ามองในมุมคนธรรมดานั้นจะเหมือนกับล็อคสเป็คเป็นอย่างมากเลยครับ  ตัวอย่างเช่นผมเคยประมูลเว็บไซต์หนึ่งของกองทัพเรือซึ่งมีมูลค่าห้าล้านบาทและไม่ได้ทำ  พบว่าสเปคของผมค่อนข้างเสียเปรียบอย่างมาก ลองดูสเป็คสิครับ แล้วลองทายว่าสเป็คจัดซื้อนี้น่าจะเป็นสเป็คของผู้ทำเว็บรายใด <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_confused.gif' alt=':?' class='wp-smiley' /> </p>
<div id="attachment_693" class="wp-caption alignnone" style="width: 553px"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/05/spec-e0b980e0b8a7e0b987e0b89ae0b8a3e0b8b2e0b88ae0b881e0b8b2e0b8a3.png" alt="ลองดู Spec ของบริษัทที่มีสิทธิจะได้ทำเว็บนี้ดู ว่าคุณมีสิทธิหรือไม่ ใครน่าจะมีสิทธิ ?" title="spec-website" class="size-full wp-image-693" height="528" width="543"><p class="wp-caption-text">ลองดู Spec ของบริษัทที่มีสิทธิจะได้ทำเว็บนี้ดู ว่าคุณมีสิทธิหรือไม่ ? หรือใครน่าจะมีสิทธิ ?</p></div>
<p>อีกประการหนึ่งคือ<strong>ทุนจดทะเบียนของบริษัท</strong> ทุนจดทะเบียนนั้นเป็นตัวบอกคร่าวๆถึงขอบเขตการรับผิดชอบของบริษัทเมื่อบริษัททำงานบางอย่างแล้วเกิดความเสียหาย นั้นในทางปฎิบัติต้องไม่ต่ำกว่ามูลค่าโครงการท่ีเราทำอยู่ เช่นโครงการมูลค่า ห้าล้านบาท ทุนจดทะเบียนบริษัทของคุณก็ไม่ควรต่ำกว่าห้าล้านบาทเช่นกันเพราะถ้าคุณทำเสียหายจะได้ชดใช้ได้อย่างน้อยในวงเงินของโครงการ  และการเพิ่มทุนจดทะเบียนก็มีขั้นตอนและกฏเกณฑ์ของมันเหมือนกันและในกรณีถ้าเพิ่มแล้วอยากจะลดทุนจดทะเบียนจะทำได้ยากกว่าอีกเพราะจะมีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานมาตรวจสอบว่าทำไมอยู่ๆคุณถึงลดทุน มีโปรเจ็คอะไรค้างอยู่หรือเปล่า และสถานะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นทุนจดทะเบียนบริษัทก็จะมีต้นทุนของมันอยู่เช่นกัน (อย่างน้อยก็เงินประกันทุนจดทะเบียนที่แช่ในแบ๊งค์โดยไม่ได้ทำอะไร)</p>
<h1>ด้านความเสี่ยง</h1>
<p>ความเสี่ยงจากการทำงานราชการนั้น มีบางกรณีที่มีความเสี่ยงที่สูงมากๆ ซึ่งมูลค่าตรงนั้นในบางครั้งสามารถทำให้คุณต้องล้มละลายหรือติดคุกได้เลยทีเดียวนะครับ ทำไมน่ะหรือ</p>
<p><strong>เพราะว่าคนที่สั่งให้เราทำนั้นไม่ใช่เจ้าของเงินนั่นเอง</strong></p>
<p>การทำงานด้านเอกชนนั้น คนที่เป็นเจ้าของเงินเป็นผู้ที่สั่งให้เราทำ เพราะฉนั้นเค้าจะต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดจริงๆที่จะยอมเสียเงินทำงานให้เสร็จ และยิ่งงานเสร็จช้า ต้นทุนของค่าเสียโอกาสจากบริษัทเหล่านั้นจะมีค่ามากกว่าเงินที่เค้าไม่ได้จ่ายให้แก่บริษัททำระบบครับ  เช่นสมมติว่า  Dtac จ้างบริษัท ไทเกอร์ไอเดีย ทำงานเว็บ service ตัวหนึ่งให้อย่างเร่งด่วน ถ้าบริษัทไทเกอร์ไอเดียทำงานช้าไปหนึ่งเดือน บริษัทไทเกอร์จะขาดทุนไป หนึ่งแสนบาท แต่บริษัท Dtac อาจสูญเสียรายได้จากบริการนี้ไปถึง หนึ่งล้านบาท นั่นทำให้ Dtac ต้องเร่งและอาจประนีประนอมให้งานเสร็จโดยเร็ว (หรือไม่ก็ไปจ้างบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนห้าสิบล้านมาทำแทนเพื่อให้รับผิดชอบค่าปรับจากการจบงานช้าได้ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ไม่คิดราคาถูกแน่ๆ) แต่ในกรณีที่เอกชนไม่รีบร้อนในการทำงาน คุณก็มีสิทธิเดือดร้อนเรื่องนี้ไม่แพ้กันครับ</p>
<p>แต่สำหรับรัฐบาลที่ทางผมประสบอยู่โปรเจ็คหนึ่งในขณะนี้ก็คือ ในครั้งแรกนายใหญ่มีวิสัยทัศน์ที่ดีทำให้ลูกน้องขยันขันแข็งเป็นอย่างมากและมีทิศทางที่ต้องการให้งานจบ เราก็ทำงานไปได้ด้วยดี แต่หลังจากนั้นสภาพการเมืองเปลี่ยนทำให้เค้าสญเสีย focus ในโปรเจ็คนี้ ลูกน้องก็เลยพลอยเสีย focus ไปด้วย และลืม objective ในการทำงานทั้งโปรเจ็คทั้งหมดไปเสียแล้วจึงเกิดการแก้ไขไปมาและการเดินทางอันไร้จุดหมายที่ไม่รู้จักจบสิ้นมาเป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว เหมือนทุกคนทำตามหน้าที่ โดยประคองไม่ให้โปรเจ็คจบ !</p>
<h2>ความเสี่ยงที่เกิดจากการมีคณะกรรมการ Approve งานที่เปลี่ยนไปทุกวัน</h2>
<p>ลองเปรียบเทียบกับการทำงานเอกชนที่มีเจ้านายใหญ่หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการที่ใหญ่ที่สุด ย่อมสามารถเป็นคนฟันธงได้ ยิ่งงานใหญ่คนเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน คน Approve ก็จะยิ่งเยอะขึ้นครับ โปรเจ็ครัฐบาลบางโปรเจ็คมีการ assign คนเข้ามาดูเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องการผู้แชร์ความรับผิดชอบ ดังนั้นทุกคนที่เข้ามาก็จะทำหน้าที่ของตัวเองเป็นลำดับขั้นครับนั่นก็คือ การแสดงอำนาจของตนในสายงานก่อน แล้วจึงค่อยหาที่ติงานเพื่อที่จะได้ให้คนอื่นรู้ว่า&#8221;ผมทำหน้าที่แล้วนะ&#8221;โดยไม่มีใครสนใจ Objective ของงานเท่าที่ควร( ผมยกตัวอย่างง่ายๆเช่น บางคนอยากให้เรา Config ระบบ mail ภายในให้ใกล้เคียง gmail ทั้งที่ gmail นั้นพัฒนามาหลายพันล้านบาทแล้ว ครับ  และที่สำคัญคือคนๆนั้นก็ไม่ค่อยได้ใช้เมล์ด้วย ) และปัญหา &#8220;คน approve งาน &#8221; ไม่ถูกกันนั้นมีโดยปกติครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-155" title="photo-40" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/03/photo-40.jpg" alt="photo-40" height="375" width="500"></p>
<p>ประชุมใหญ่ขนาดข้างบนนี้ ^ คิดหรอว่าทุกคนจะบอกว่า &#8220;โปรเจ็คนี้โอเคแล้ว ผ่านได้&#8221;</p>
<h2>ปัญหาความเสี่ยงจากความไม่รู้ความต้องการตัวเองและความไม่รู้เทคนิคของทีมงานรัฐบาล</h2>
<p>อันนี้เป็นปัญหาคลาสสิคอยู่แล้ว บางครั้งการคิดโปรเจ็คขึ้นมาโดยไม่รู้ความต้องการตัวเองว่าอยากได้อะไรกันแน่ ปกติใน phase การทำงานของการสรุป requirement และ deliverable นั้นก็เป็นตัวช่วยให้ทีมงานค้นความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าออกมาได้บ้าง แต่ถ้าลูกค้ายังไม่ชัดเจนก็มีความสุ่มเสี่ยงที่ phase นี้จะเยิ่นเย้อออกไปอีกนานมาก ผมเองเคยมีประสบการณ์ที่ลูกค้าไม่รู้ความต้องการตัวเองแล้วยังไม่มีใครอ่าน proposal ที่อุตส่าห์ทำมาอย่างละเอียดอีกด้วย ส่วนเรื่องลูกค้าไม่รู้ด้านเทคนิค ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นลูกค้าที่สั่งให้ทำเว็บหลายคนนั้นไม่รู้จักคำว่า Browser ! และไม่เคยท่องเว็บเลย แน่นอนว่า Requirement ฟุ้งสำหรับคนแบบนี้ครับ ซึ่งโดยส่วนมากเป็นคนใหญ่ๆโตๆที่พอมีอายุแล้ว</p>
<h2>ความเสี่ยงจากการที่คนทำงานรัฐบาลหลายฝ่ายไม่สนับสนุน/ไม่ยอมรับความเสี่ยง</h2>
<p>อันนี้เกิดกับบริษัทของรุ่นพี่วิศวฯจุฬาเองครับชื่อ <a href="http://www.mfec.co.th">บ.MFEC มหาชน จำกัด </a>  โดยบริษัทนี้ไปรับโปรเจ็ค SSO (Single sign on) ของเว็บไซท์กรมสรรพากร ระบบนี้พูดง่ายๆคือเป็นระบบที่ user   login ครั้งเดียวและสามารถเข้าไปใช้งาน Module ต่างๆของกรมสรรพากรได้ ฟังดูก็ง่ายๆแค่ระบบ login แต่มันก็ราคาหลายสิบล้านบาทครับ ในแต่ละโมดูลของสรรพากรนั้นมีคณะ ดร.ในแต่ละทีมต่างๆของราชการดูแลอยู่ ดร.แต่ละคนก็มีความเชื่อมั่นของตนเองและไม่ยอมปรับเปลี่ยนสเป็คบางอย่างให้สอดคล้องกับโมดูลอื่นๆ พอทีมงานราชการถูกกดดันมากๆก็เกิดภาวะการเมืองขึ้นและทำให้ไม่มีใครทำงานสนับสนุน พอพ้นหนึ่งปีบริษัท MFEC ก็โดนปรับรายวันอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาอีกสามปี คณะวิศวกรที่เป็นเจ้าหน้าที่ของ MFEC นั้นทนความกดดันและ input ลบอันหน้าเบื่อไม่ไหวก็ลาออกและมีคนเข้าใหม่วนเวียนกันถึงห้าชุด MFEC ขาดทุนจากโปรเจ็คนี้หลายล้านบาททั้งจากค่าปรับและ Manday ของวิศวกรเงินเดือนเฉลี่ยสี่หมื่นบาทที่ต้องจ่ายเป็นเวลาสี่ปี&#8230;ส่วนเคสที่เกิดกับผมก็มีเช่นกัน เช่นเวลาเราจะต้องไปลงโปรแกรมหรือยุ่งกับ Server ของหน่วยงาน IT หน่วยงาน IT มักจะดำเนินการให้เราได้ช้าเสมอหรือแม้แต่หาเรื่องไม่ดำเนินงานครับเพราะเค้าเป็นหน่วยงาน Support ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลิตภัณฑ์ บางทีเราขออะไรก็ยากโดยมักจะให้เหตผลด้าน Security</p>
<p>อีกประการก็คือ ข้าราชการส่วนใหญ่นั้นเงินเดือนน้อยครับ ถ้าช้าราชการเงินเดือน 10,000 บาทแต่ต้องมาทำงานที่มีความรับผิดชอบระดับที่ทำให้ติดคุกได้ง่ายๆในอนาคต มันมีบางอย่างในช่วงของการตัดสินใจที่ไม่คุ้มความเสี่ยงของเค้าเช่นกัน ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจ หรือต้องมีอะไรบางอย่างทดแทน,รับประกันจึงจะตัดสินใจได้</p>
<h2>ความเสี่ยงด้านการเมือง</h2>
<p>อันนี้ก็เห็นได้ง่ายจากโพส <a href="http://www.ipattt.com/2009/04/08/money/">&#8220;ทำเว็บรัฐบาล&#8221;</a>ทุกๆตอนที่ผ่านมาของผมครับ ก็คือถ้าคุณทำงานให้สำนักนายกฯ แล้วเกิดมีเหตการณ์ยุบสภา หรือรัฐมนตรีที่สั่งให้คุณทำงานลาออกไปหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้านหรือทำเนียบโดนยึดแล้วฝ่ายบัญชีเข้าไปเดินเรื่องเงินไม่ได้ฯลฯ  แน่นอนว่าต้องกระทบกับการรับเงินของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นอกจากนั้นความเสี่ยงนี้ยังรวมถึง conflict ระหว่าง function กับ position คนทำงาน ด้วยซึ่งมีสองแบบครับ คือหนึ่ง ถ้าระบบสามารถทำงานแทนคนๆนึงได้อย่างสมบูรณ์คนๆนั้นก็ควรจะต้องเปลี่ยน Job Description น่ะสิ และสอง ถ้าระบบทำให้อะไรๆโปร่งใส วัดผลได้ง่ายขึ้นผู้ที่<strong>&#8220;ไม่มีความต้องการการโปร่งใส&#8221;</strong>ก็จะไม่ยอมร่วมมือในการทำงานให้เสร็จแน่นอนครับ</p>
<p>อีกประเด็นคือการเมืองภายในขององค์กร สมมติว่าฝ่ายที่สั่งคุณทำโปรเจ็ค ไม่ถูกกับฝ่ายที่ตรวจรับ แน่นอนว่าหายนะแน่ๆเหมือนกันครับ (ถ้าเป็นเว็บ ฝ่ายที่ตรวจรับมักมีฝ่าย IT ด้วย) ผมกำลังเกิดปัญหาตอนนี้เลย</p>
<h2>ความเสี่ยงจากการทำสัญญาเสร็จช้าและการรับเงินช้า</h2>
<p>มีโปรเจ็คของผมโปรเจ็คหนึ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้เป็นของธนาคารรัฐบาล  ราคาสามล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการหกเดือนโดนเร่งทุกวัน ขณะนี้ทำงานมาสี่เดือนกว่าแล้ว ออกแบบไปทั้งหมด 13 Revision แล้ว -_-&#8221; แต่ทว่าสัญญายังไม่ออกครับ ! เพราะสัญญานั้นต้องวนกันเซ็นหลายฝ่าย ทั้งฝ่าย IT ฝ่าย Product เจ้าของเว็บ ฝ่ายสัญญา ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายจัดซื้อ บางฝ่ายกว่าจะเซ็นได้ใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน  และถ้ามีปรับแก้แม้แต่จุดเดียวก็ต้องวนลูปใหม่อีกหนึ่งรอบ แน่นอนว่าพอสัญญาไม่ออก ผมก็ยังไม่ได้เป็นผู้รับจ้างในเชิงกฎหมาย และเงินงวดไหนๆก็อย่าหวังว่าจะได้เลย บางทีเงินงวดแรก(จากทั้งหมดสี่งวด)น่าจะออกหลังโปรเจ็คเสร็จไปแล้วด้วยครับ ว่าแต่ สัญญาจะเสร็จทันโปรเจ็คจบหรือเปล่านะ?  และถ้าผมจะทำเรื่องขอเสร็จช้าเพื่อที่จะไม่ให้ถูกปรับ เรื่องจะทำเสร็จทันผมโดนปรับหรือเปล่านะ ? พวกนี้ถ้าคุณทำบริษัทก็เป็นต้นทุนทั้งนั้น ลองนึกสภาพคุณทำงานมาแล้ว6เดือนโดยยังไม่ได้รับเงินเดือนดูก็ได้ครับว่าจะเกิดต้นทุนอะไรขึ้นบ้าง</p>
<h2>ความเสี่ยงด้านการขี่ช้างจับตั๊กแตน</h2>
<p>อันนี้ไม่แน่ใจว่าเกิดจากความ&#8221;ไม่รู้&#8221;หรือ&#8221;เต็มใจไม่รู้&#8221; รัฐบาลมักมองโปรเจ็คที่ความสมบูรณ์แบบ Requirement หรูหรามากกว่าโปรเจ็คที่ plactical และใช้งานได้เร็วครับ อย่างเช่นเว็บช่วยชาตินั้นบางทีในอนาคตจะต้องมีฐานข้อมูลของประชาชนทุกคนว่าได้รับการสนับสนุนจากโครงการกระตุ้นเศรษกิจต่างๆไปกี่เปอร์เซ็นแล้วซึ่งจะทำให้โครงการใหญ่ขึ้นมากและใช้เวลาในการดำเนินการนาน(บางทีนานกว่าอายุรัฐบาลซะอีก) ส่วนตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือ Spec ของ Server  ครับ Server ของเว็บรัฐบาลนั้นแทบทั้งหมดเป็น Server ระดับเทพพพพที่แพงงงงงมากกก และใหม่แบบแกะกล่องหนึ่งตัวต่อหนึ่งเว็บ (ถ้าหนึ่งตัวมีหลายเว็บจะมีปัญหาเรื่องการอ้างความรับผิดชอบตามมา) แต่ server พวกนั้นก็จะอยู่ในส่วนของ IT ที่มี Facilities ไม่เท่าผู้ให้บริการ server ภายนอก อยู่ดี server ระดับเทพเหล่านี้แต่ละตัว Run เว็บที่มีผู้เข้าชมเพียงหลักพันคนต่อวันเท่านั้น แต่อย่าถามถึงราคา Server กับ Environment ของเว็บสรรพากรนะ ! และอีกประการหนึ่งคือ ไม่ว่า Nectec ที่เป็นหน่วยงานราชการจะจัดแคมเปญสนับสนุน Opensource เพียงไร แต่ Server รัฐบาลแทบทั้งหมดก็ยังใช้ Windows อยู่ดี (ขอให้ลง Linux ยังไม่ให้เลยครับ ทำให้เกิด Cost ด้าน Config เพิ่มขึ้นมาก)</p>
<h1>ข้อควรรู้ในการจบงานแต่ละเฟส</h1>
<p>ในแต่ละเฟสของการทำงานเมื่อทำงานเสร็จ จะมีคณะเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้เป็นผู้ร่างสัญญาและ RFP (Request for proposal)เป็นผู้ตรวจสอบงาน บางครั้งอาจจ้างบริษัทข้างนอก Third party เป็นผู้ตรวจสอบงานให้ด้วย ดังนั้นกุญแจจะอยู่ที่เราเตรียมเอกสารสำหรับรับรองงานโดยจะต้องแต่ละหัวข้อของการ Approve จะต้องมีการ Complied กับ RFP และ/หรือ TOR ให้เรียบร้อยแล้วด้วยเป็นข้อต่อข้อเลยและเอกสารดังกล่าวต้องได้รับการยอมรับจากลูกค้าแล้ว ในบางครั้งจะมีการ UAT จากพนักงานของลูกค้าที่เป็นระดับปฎิบัติการ(User Acceptance Testing) ก็ต้องมีการทำเอกสาร UAT ที่ Complied แล้วเตรียมไว้ให้เช่นกันครับ โดยปกติแล้วเราควรจะรู้ว่าใครจะเป็นผู้ Approve งานบ้างตั้งแต่ต้นโปรเจ็คเลยโดยการสอบถามก็ได้ครับ และต้องระวังคำว่า &#8220;อะไรประมาณเนี้ยครับ/ค่ะ&#8221; ให้ดี เพราะมีคำนี้ตรงไหน ภายหลังจะมีปัญหาตรงนั้นครับ</p>
<h1>มุมมองด้าน Corruption</h1>
<p>คอรัปชั่น<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Corruption"> ในแง่มุมของ Wikipedia</a> นั้นมีหลายอย่าง แต่สำหรับการทำงานเพื่อสังคม การคอรัปชั่นคือสำหรับผมง่ายๆก็คือ &#8220;การเอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มน้อย แต่ทำให้สังคมหรือคนกลุ่มที่ใหญ่กว่าต้องเสียผลประโยชน์หรือได้รับผลประโยชน์ไม่เพียงพอกับที่กำหนดไว้ในครั้งแรก&#8221;<br />
แน่นอนว่า Corruption เป็นสิ่งที่ผิดทั้งด้านสังคมและกฎหมายรวมทั้งทีมงานของเราพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอดเพราะรู้สึกว่าการทำงานราชการโดยไม่คอรัปชั่นมันเท่กว่า (คุณเม่นบอกว่าถ้าเราทำงานที่มีใต้โต๊ะนั้นจะทำให้พบแต่คนแย่ๆเพราะรับ input ที่ไม่ดี) แต่ผมอยากจะทิ้งประเด็นไว้ให้ถกกันในทางปฎิบัติกับวงการทำงานในราชการไทย (ความจริงผมเองก็เจ็บตัวจากการทำงานแบบขาวสะอาดมาบ้างเหมือนกัน)</p>
<p>1. สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความยืดหยุ่นต่อคอรัปชั่นในรูปแบบต่างๆอยู่มาก เรามีคำว่า &#8220;ส่งส่วย&#8221; ตั้งแต่โบราณ เรานิยมซื้อของฝากให้กับคนที่มีความเกี่ยวข้องกันทางสังคมมาช้านาน เรามีโสเภณี เรามีซีดีเถื่อน เรามีเขตปกครองพิเศษพัทยา ลองอ่าน<a href="http://webboard.mthai.com/5/2005-12-14/176968.html">ปัญหาการคอรัปชั่นของสังคมไทย</a>โดย ปีดิเทพ อยู่ยืนยง จะเห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหาคอรัปชั่นให้ได้ ต้องแก้ปัญหาที่ลิสต์มาถึง 176 ข้อให้ได้ก่อน หรือผู้สนใจจะดู<a href="http://www.google.com/search?q=%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99+%22http+www+midnightuniv+org+%22+site:http://www.midnightuniv.org&amp;hl=en&amp;lr=&amp;rlz=1B3GGGL_enTH301TH301&amp;start=0&amp;sa=N&amp;cts=1242370406398">บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับคอรัปชั่นที่ผมเซิร์ทไว้ให้ของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน</a> ลองค้นคว้าและคุยกันได้ครับ</p>
<p>2.ถ้าคอรัปชั่นในวงราชการและสังคมเป็นสิ่งที่ทำให้คนทำงานมากขึ้นจริงๆ การมีคอรัปชั่นเยอะภายได้ความกดดันจากการตรวจสอบน่าจะเป็น Indicator ชี้วัดความเจริญทางวัตถุของประเทศมากกว่าจริงหรือไม่ ? สมการง่ายๆคือ ไม่คอรัปชั่น &gt; ไม่ทำงาน &gt; ไม่เจริญ VS คอรัปชั่น &gt; ทำงาน &gt; เจริญ ตัวอย่างคือ จะมีข้าราชการที่เงินเดือน 10,000 บาทกี่คนจะกล้าฟันธงว่าโปรเจ็คราคาแพงอันนี้(ที่ตนเองก็ไม่ค่อยรู้เทคนิค) มันใด้ตาม requirement และสมควรจบใน phase ต่างๆได้แล้วหรือควรมีแนวทางการทำงานอย่างไรต่อไป มีอะไรทดแทนความเสี่ยงจากการตัดสินใจของเขาหรือไม่ ? ถ้ามีประเด็นก็คุยกันได้ครับ</p>
<p>3.จากข้อความที่ว่าของผมที่ว่าการคอรัปชั่นคือ &#8220;การเอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มน้อย แต่ทำให้สังคมหรือคนกลุ่มที่ใหญ่กว่าต้องเสียผลประโยชน์หรือได้รับผลประโยชน์ไม่เพียงพอกับที่กำหนดไว้ในครั้งแรก&#8221; คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้</p>
<p><strong>ถ้าไม่เห็นด้วย</strong>ผมอยากเห็นมุมมองอื่นๆในการสรุปให้เข้าประเด็นการทำงานกับราชการด้วยครับ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p><strong>แต่ถ้าเห็นด้วย</strong> ลองดูความจริงบางประการที่ว่ามูลค่าภาพรวมของโครงการเมื่อหักลบกับการคอรัปชั่นนั้น ไม่จำเป็นที่ว่าโครงการที่ไม่มีการคอรัปชั่นจะมีมูลค่า (Value) ต่ำกว่าโครงการที่มีการคอรัปชั่นเสมอไป  บางครั้งทำให้สามารถทำงานถูกได้ดีกว่าเสร็จเร็วและคุณภาพดีกว่าก็เป็นได้ เพราะว่า คนอาจจะตั้งใจทำงานมากขึ้น คนมีความเป็นทีมมากขึ้นเพราะได้รับผลประโยชน์ มีทิศทางการทำงานให้เสร็จและมุ่งไปทาง Objective มากกว่า ตัวอย่างคือ</p>
<p>โครงการทำเว็บที่<em>ไม่มีใต้โต๊ะ</em>อาจลากยาวไปสองสามปี รัฐบาลเสียเวลาคนดูแลไปหนึ่งล้านบาท เพราะยืดเยื้อ และโปรเจ็คนั้นราคาสิบล้านบาท แต่โครงการลักษณะเดียวกันแต่<em>มีใต้โต๊ะ</em>ทำเสร็จในหกเดือน รัฐบาลเสียเวลาคนดูแลไปเพียง สองแสนบาท และโปรเจ็คอาจมีราคาเหลือเพียง หนึ่งล้านบาท ผมเชื่อว่ามีเคสนี้เกิดขึ้นบ้างแน่ๆครับ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p>4. ถ้าเราเปลี่ยนจากการคำว่า Corruption  เป็น Commission โดยมีกฎหมายกำหนดอัตราส่วนชัดเจนต่อโครงการ น่าจะส่งผลอย่างไรต่อประเทศไทย ลองเสวนาได้นะครับ สำหรับผมว่าดีกว่านะ ชัดเจนว่าได้ก็เลยทำงาน</p>
<p>5.แง่มุมของ Corruption ที่รับไม่ได้นั้นมีมากมายและถูกขยายออกมาจนใหญ่มาก คณะทีมงานรัฐบาลที่ผมทำงานด้วยใช้เวลาหลายส่วนกับขั้นตอนการทำงานหลายอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าการทำงานแต่ละขั้นโปร่งใสปราศจากการคอรัปชั่น และบางครั้ง manday จากการทำงานผ่านขั้นตอนหลายๆอย่างเหล่านั้นกินต้นทุนไปมากกว่าการคอรัปชั่นเสียอีก</p>
<p>6.Security อันสุดยอดลงทุนไปนับไม่ถ้วนของระบบ bank ต่างๆเป็นความจริงที่ว่าไม่สามารถทำให้ปลอดภัยได้ 100% อยู่ดีเพราะผู้ที่ถือกุญแจระบบนั้นก็เป็นคนธรรมดาที่มีสิทธิคอรัปชันได้นั่นเอง (ตอนนี้โปรเจ็คแบ๊งค์ที่ทำอยู่ ต้นทุนหนึ่งในสามน่าจะมาจากเรื่อง Security ทีเดียวครับ)</p>
<p>7. อาจจะมีผู้ที่แย้งว่าคนที่ทำงานด้วยอุดมการณ์ไง ทำงานได้ดีและไม่มีคอรัปชั่น แต่เสียดายที่เท่าที่ผมทำงานมายังไม่เห็นคนมีอุดมการณ์ 100% เพื่อชาติครับ ส่วนใหญ่จะมอดลงภายในหนึ่งปีหลังทำงานการเมืองทั้งสิ้น เพราะคำว่า&#8221;ชาติ&#8221;ที่เค้าเห็นเบื้องหลังการเมืองนั้นมันซับซ้อนกว่าที่เค้าคิดในครั้งแรกอยู่มากมายเหลือเกิน ยกตัวอย่างคือเอาแค่คนในรัฐบาลเห็น&#8221;พวกเสื้อแดง&#8221; นั้นเป็นชาติเดียวกับเราหรือไม่ ?!?</p>
<hr />
<h2>ตลกร้ายก่อนจบ</h2>
<p><em>เรื่องที่หนึ่ง </em></p>
<p>บริษัท iDo iDea ที่ผมเป็นกรรมการอยู่เคย Design ตัวมนุษย์ Super XXX  ให้รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่รายหนึ่ง เพื่อใช้เป็นตัวแทนภายในแสดงถึงบุคลิกภาพใหม่ของคนในรัฐวิสาหกิจนั้น จากนั้นจึงมีการประชุมภายในกับคณะทำงานพร้อมด้วยผู้ใหญ่หลายฝ่ายห้าครั้งเกี่ยวกับ Animation และ Presentation ของ Super XXX ตัวนี้ ที่ประชุมซึ่งมีจำนวนผู้เข้าประชุมเฉลี่ย สิบห้าคน ใช้เวลาประชุมถึง สามในห้าครั้ง (ในระยะเวลาสองเดือน)เพื่อสรุปขนาดของ<strong> &#8220;เป้ากางเกง&#8221; </strong>ของตัว Super XXX ตัวนี้ บางคนบอกว่ามันเล็กไป เห็นชัดไป ใหญ่ไป บางคนบอกว่าถ้าไม่เห็นเป้าก็เป็นตุ๊ดน่ะสิ ไม่แมน ฯลฯ ไม่มีใครพูดถึงเนื้อหาของตัว Presentation หรือ จุดประสงค์ของการทำงานนี้เลย&#8230;</p>
<div id="attachment_711" class="wp-caption alignnone" style="width: 514px"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/05/super-pat.jpg" alt="มนุษย์ SUPER-XXX หลังจากปรับแก้ขนาดของเป้าและสีเนื้อผ้าเป็น Revision ที่ 7" title="super-pat" class="size-full wp-image-711" height="630" width="504"><p class="wp-caption-text">มนุษย์ SUPER-XXX หลังจากปรับแก้ขนาดของเป้าและสีเนื้อผ้าเป็น Revision ที่ 7</p></div>
<hr />
<em>เรื่องที่สอง</em><a href="http://www.imenn.com">คุณเม่น</a>ร่วมปรึกษากับผมว่าจะรับงานดีไซน์เว็บราชการแห่งหนึ่งของรัฐบาลเนี่ย คิดเงินเท่าไหร่ดี</p>
<p>“ถ้าดีไซน์เสร็จ ได้ตังค์เลย ก็ 15,000 ก็ได้นะ”<br />
” คือว่า อยากให้เข้าเป็น Account TiGER ว่ารับงานนี้ด้วยน่ะ ให้ TiGER เป็นคนเสนอและรับงานเองเลย เท่าไหร่ ?&#8221;<br />
“‘อืม..งั้น 700,000 ละกัน”<br />
“…”</p>
<p>&#8220;&#8230; ถูกไปหรอ ? &#8230;&#8221;</p>
<p><strong><em>ถ้าเห็นว่าบล็อกนี้เป็นประโยชน์ รบกวนช่วยกดโหวตที่รูปด้านล่างด้วยนะครับ 1 วันต่อหนึ่ง ครั้้งก็ได้จ้า !</em> <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </strong></p>
<p><a href="http://www.thailandblogawards.com/viewblog.php?u=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com" rel="nofollow"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/07/voteblog.jpg" alt="vote ipattt blog 1" title="vote ipattt blog 1" width="400" height="125" class="alignnone size-full wp-image-6174"></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5-price/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>33</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>freelance และเทคนิคการทวงเงิน</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/freelance-money/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/freelance-money/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Jul 2010 09:16:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[open]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจทำเว็บ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=936</guid>
		<description><![CDATA[อยากจะแชร์ความคิดเห็นจากประสบการณ์ว่าด้วยเรื่องการทวงเงินของ <strong>freelance</strong> นะครับ และอาจจะมีประโยชน์ในแง่บริษัทบ้างเช่นกัน อย่างไรก็ตามขอความเห็นและประสบการณ์จากท่านอื่นๆด้วยนะครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: left; margin-bottom: 10px;">
			<a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Ffreelance-money%2F"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Ffreelance-money%2F&amp;source=ipattt&amp;style=normal" height="61" width="50" /><br />
			</a>
		</div>
<p>พูดเรื่องระดับรัฐบาลมาหลายครั้ง คราวนี้ขอเปิดประเด็นแคบลงมาหน่อย เป็นเรื่อง <strong>freelance</strong></p>
<p>จากการทำงานแบบเป็น <strong>freelance</strong> จนถึงการทำงานแบบบริษัท ผมเองได้ติดต่อลูกค้ามากมายและเป็นทั้งผู้ทวงและผู้ถูกทวงเงิน(ที่ผิดใจกันไปก็มี) ทั้งการ<strong>ทำเว็บ</strong> หรือทำ<strong>อนิเมชั่น</strong> หรืองาน creative จึงอยากจะแชร์ความคิดเห็นจากประสบการณ์ว่าด้วยเรื่องการทวงเงินของ freelance นะครับ และอาจจะมีประโยชน์ในแง่บริษัทบ้างเช่นกัน</p>
<h1>1.รู้ positioning freelance ตัวเองในตลาด</h1>
<p>ก่อนที่จะเจรจากับลูกค้าเราควรรู้ position ของตัวเองก่อนครับว่าเราเก่งแค่ไหนในด้านที่ลูกค้าต้องการ มีคนเก่งแบบเราอยู่เยอะหรือไม่ ถ้าเราเป็นมือระดับเทพก็ขอให้คุยเคลียร์กับลูกค้าให้ชัดเจนในช่วงแรกได้เลยครับลูกค้าไม่น่าจะรู้สึกจุกจิกมาก ในกรณีคนจ้างเราเป็นบริษัทปกติจ้างตรงมักไม่ค่อยมีความรู้ทางความสามารถของกลุ่ม<strong>freelance</strong> ในตลาด แต่ถ้าเอเจนซี่โฆษณาใหญ่ๆเค้าจะมีข้อมูลอยู่  โดยปกติเอเจนซี่รายใหญ่ๆจะให้ความสำคัญกับ account ของ <strong>freelance</strong> และมีการจัดลำดับความสามารถ/ความเร็ว/ความคุยรู้เรื่องอยู่แล้ว อย่างบริษัท iDo iDea ของผมกับคุณเม่น ถึงแม้จะไม่ใหญ่ก็จะให้เป็นคะแนนจัดลำดับ <strong>freelance </strong>ไว้เลยครับเป็นแบบเต็ม 5 พร้อมหมายเหตุ เช่น</p>
<p>คุณ ก. ความเก่ง แก้ปัญหา=4 ความเร็ว=4.5 คุยง่าย =3 +ราคา กลางๆ ร้อนเงิน รับงานไม่อั้น<br />
คุณ ข. ความเก่ง แก้ปัญหา=5 ความเร็ว =2 คุยง่าย =3 + ราคากลางๆ บ้านรวย  ติส เอาแน่นอนไม่ได้แต่งานดีมาก<br />
คุณ ค ความเก่ง แก้ปัญหา = ? ความเร็ว =? คุยง่าย =4 ราคาถูกมาก ยังเรียนอยู่  portพอใช้แต่ ไม่รู้เก่งหรือเปล่า (คนใหม่)<br />
คุณ ง ความเก่ง แก้ปัญหา = 2 ความเร็ว =3 คุยง่าย = 2 ราคากลางๆ ( เอาไว้งานล้นค่อยเรียก )</p>
<p>สิ่งสำคัญในการทำงานก็คือ งานเราต้องดีจริงๆและคิดเลยไปถึงตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ครับ (เรียกว่ามี Super Vision นั่นเอง)  ประสบการณ์มักเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้งานโดน ผมยกตัวอย่างงานพรีเซ้นท์ของบริษัทแทบทุกที่ชื่นชอบการทำ <strong>Animate รูปประเทศไทย</strong>มีลูกศรพุ่งออกไปในประเทศต่างๆทั่วโลก <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  หรือราชการชอบ icon ที่แสดงถึงกลุ่มประชาชนแบบต่างๆ รกๆ โผล่ขึ้นมาเต็มแผนที่เป็นต้น</p>
<h1>2.รู้ position คนจ้าง</h1>
<p>คนจ้างเป็นใคร มีเครดิตแค่ไหน เป็นบริษัทธรรมดาหรือเป็นเอเจนซี่ เราควรจะรู้นะครับ ถ้าบริษัทเล็กและเพิ่งเปิดใหม่ๆมาจ้างเรา บางครั้งการ control ลูกค้าของเค้าจะยังไม่ดีแต่เค้าอาจจะยังไม่มีปัญหาการเงินมากเพราะมีทุนเหลืออยู่ ฝ่ายจัดซื้อยังไม่มีประสบการณ์ในการดึงเช็ง เราก็อาจจะได้เงินเร็วครับแต่ก็ต้องระวังถ้าเค้าทำงานใหญ่ของลูกค้าของเค้าพลาด เราก็จะมีความเสียงสูงด้วยเช่นกัน ถ้าบริษัทเล็กที่เปิดซัก 2-4 ปี หลายๆที่จะมีปัญหาเรื่อง cash flow บ้าง เพราะฉนั้นต้องระวังและเจรจาอย่างมีหลักฐานทุกครั้ง (ยังแนะนำให้ใช้ email ทกครั้ง เช่นเมื่อเค้าส่ง reference มาให้ก็ตอบ email ว่า &#8220;ขอบคุณครับได้รับแล้ว ตามกำหนดจะทำไม่เกินเดือนตุลาคม แล้วผมจะสอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายตามที่คุยไว้ว่าจ่ายภายในอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาอีกครั้งนะครับ&#8221;) ส่วนบริษัทที่เปิดมานานมากแล้วจะมีปัญหาฝ่ายจัดซื้อดึงเงินหรือทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเป็นส่วนใหญ่ครับ สำหรับบริษัทเอเจนซี่บางครั้งมีเทอมการจ่ายเงินยาวนานเช่น Ogilvy นั้นเทอม 3 เดือนทีเดียว ส่วนการทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ(ที่ไม่ใช่ agency) มักจะไม่นิยมจ้าง<strong>freelance</strong> เพราะบริษัทเหล่านั้นต้องการความรับผิดชอบในงานจึงนิยมจ้างบริษัทด้วยกันมากกว่าครับ แต่เนื่องจากภาวะเศรษกิจตกต่ำทำให้บางครั้งงานเล็กๆ บริษัทอย่าง Unilever กับ GM ก็เริ่มจ้าง freelance บ้างแล้วเหมือนกัน ให้ระวังเรื่อง<strong>มาตรฐานการให้บริการ เช่นการเรียกให้เข้ามาแก้งานด่วน </strong>ให้ดีและต้องย้ำว่าคุณเป็น<strong> freelance</strong> นะ ไม่ใช่ บริษัทลีโอเบอร์เน็ท (ที่ได้รับ agency fee เดือนละหลายล้าน) นะเฟร้ยยย !!</p>
<p><em>ความเร่งรีบของลูกค้า : </em> ในบางครั้งงานหลายๆงานจะด่วนและมีปริมาณมาก ทำให้บริษัทต้องจ้าง <strong>freelance</strong> เร่งด่วนและไม่มีเวลาหาเพิ่มมาก ในกรณี agency รายเล็กๆ เช่นบริษัท iDo iDea ของผมเองนั้นไม่มีเวลาที่จะหาและประเมิน <strong>freelance</strong> รายใหม่ๆเพื่อใช้ทำงานได้ทัน ในกรณีนี้คุณสามารถทำตัวหยิ่งและเพิ่มขอบเขตการเจรจาได้ครับ เช่นเวลารับเงินขอรับก่อน 70% ตอนส่งงานครั้งแรก และเมื่อลูกค้าของเค้าโอเคแล้วค่อยรับอีก 30% เป็นต้น</p>
<p><em>รู้ Flow การรับงานของ agency </em>:  ปกติถ้าคนจ้างเป็น Agency ก็จะมี flow การรับงานที่คล้ายๆกันครับ ถ้าเราเข้าใจ flow ของบริษัทเหล่านี้ก็จะไม่งงและใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาได้ ประมาณว่า &#8220;ชั้นรู้ดีนะว่าเธอได้เงินงวดแรกแล้ว&#8221;    สำหรับ flow โดยทั่วไปของบริษัท agency ต่อลูกค้าของพวกเค้า คือ</p>
<ul>
<li><strong>ก. ออก Quotation </strong>(ใบเสนอราคาในขั้นตอน pitch งาน) โดยถ้าออกให้บริษัทลูกค้าที่เป็นเอกชนอาจมีรายละเอียดขอเก็บเงินก่อน ขั้นนี้บางทีเอเจนซี่อาจมีการโทรมาหาเรา เช่นบอกว่าให้ช่วยเขียน storyboard ให้หน่อยนะ ลูกค้าจะได้ตัดสินใจ คุณก็อาจจะรีบเขียนให้โดยที่ไม่รู้เลยว่าเอเจนซี่จะได้รับงานนี้หรือเปล่า แถมบางทียังมี revise อีกแหนะ ?!? ดังนั้นต้องคุยให้ชัดเจนว่าคุณไม่มีความเสี่ยงตรงนี้อยู่ในกรณีเอเจนซี่ไม่ได้งาน</li>
<li><strong>ข.ลูกค้าส่ง P.O</strong> ( purchasing order) กลับมาให้เอเจนซี่ ก็คือลูกค้าอนุมัติให้ทำงานได้และอาจมีการเรียกเก็บเงินมัดจำก่อน โดยวาง invoice 30-50% ในขั้นนี้ตามรายละเอียดใน Quotation ดังนั้นถ้าเอาเจนซี่รายนั้นบอกคุณตอนทำงานเสร็จว่า ลูกค้าของเค้ายังไม่จ่ายเงินซะทีขอจ่ายคุณเลทหน่อยนะ คุณก็อ้างตรงนี้ได้ครับว่าเห็นรับงวดแรกมาแล้วนี่นา</li>
<li><strong>ค.งาน revise แก้ไข </strong>อันนี้ควรมีบันทึกว่าแก้ไขไปกี่ครั้งเพราะอะไร คุณอาจระบุว่าขอแก้ไม่เกินสอง-สามครั้งก่อน หลังจากนั้นจะชาร์ทเพิ่มนิดหน่อยเพราะ&#8221;ผมไม่ไหวเหมือนกัน&#8221;ก็ควรเกริ่นไปก่อนตั้งแต่แรก หรือตั้งแต่เริ่มแก้ครั้งที่หนึ่งครับ ปกติ AE ( Account Executive หรือคนประสานงานลูกค้าระหว่างการทำงาน ) ของเอเจนซี่ใหญ่ๆจะมีความเก่งพอสมควรและน่าจะทำให้งานจบได้ แต่ถ้าบริษัทเล็กๆและเพิ่งเกิด AE อาจไม่เก่งพอในการเจรจา และทำให้เอเจนซี่จบงานยาก และส่งผลมาถึง <strong>freelance </strong>ที่รับงานต้องแก้เยอะด้วย</li>
<li><strong>ง.งานเสร็จ</strong> ได้รับการอนุมัติจบ เอเจนซี่จะวาง<strong> invoice </strong>หรือ ใบแจ้งหนี้ ให้แก่ ลูกค้าของเค้าและรอรับเงินตามเครดิตเทอม (บางที่จะมีใบรับมอบงานก่อนด้วย) ในขั้นนี้เป็นขั้นที่เอเจนซี่ยังไม่ได้รับเงินจริงๆ และมักจะถูกใช้เป็นข้ออ้างขอยืดเวลาจ่ายเงินเรา ดังนั้นลองพิจารณาสถานะเราว่าเราควรรับความเสี่ยงในการรับเงินช้าตรงนี้หรือไม่  ถ้าไม่ต้องการ ข้อสำคัญคือเราต้องพูดไว้ก่อนจะถึงเวลาทุกครั้งครับ</li>
<li><strong>จ.รับเงิน</strong> ออกใบเสร็จรับเงิน(receipt) ในกรณีที่เป็นเช็คที่ลูกค้าให้เอเจนซี่เป็นธนาคารเดียวกันเอเจนซี่จะได้รับเงินภายในวันนั้นครับ แต่ถ้าเป็นเช็คต่างธนาคารจะใช้เวลาเคลียริ่ง 1-2 วัน เช่นถ้าเค้ารับเช็ควันพฤหัส ก็อาจจะเคลียร์วันศุกร์และจันทร์ กว่าจะได้ก็วันอังคารแต่ยังไง ข้ออ้างว่า &#8220;เช็คยังไม่เคลียริ่ง&#8221;ก็จะใช้ได้ไม่เกินสามวันทำการครับ อย่าให้บัญชีเค้าใช้เรื่องนี้ดึงเช็งนานนะ</li>
</ul>
<p><em>รู้ position คนมีอำนาจตัดสินใจ</em> : คนที่ติดต่อเรามีความสำคัญในบริษัทนั้นๆอย่างไร มีอำนาจในการตัดสินใจจ่ายเงินเราหรือไม่อันนี้เราก็ควรรู้ครับ สำหรับ เอเจนซี่ใหญ่ๆนั้นจะมีตำแหน่ง Traffic ซึ่งเป็นคนติดต่อประสานงานด้านการผลิตอยู่ ( flow คือ Sale ขายงาน ส่งต่อให้ AE, AE รับบริฟลูกค้า ตีโจทย์ ส่งต่อให้ Traffic, Traffic เป็นคน manage ด้าน resource โดยควบคุมให้งานออกมาตรงเวลาซึ่ง traffic จะเป็นผู้ประสานงานทั้งกับ production ภายในและfreelance) ถ้าเราติดต่อกับ traffic การออดอ้อนกับ traffic ว่า&#8221;ชั้นทำงานให้ไม่ไหวแล้วนะ จ่ายตังค์ชั้นซักที&#8221; traffic ก็จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองจะมีปัญหากับการทำงานในอนาคตกับ freelance คนนี้ เลยต้องไปตามเรื่องเงินกับฝ่ายบัญชีหรือหัวหน้างานให้เราอีกที ถ้า traffic เป็นคนมีอิทธิพลข้างในก็สามารถที่จะตามให้ได้ครับ แต่ถ้าเค้าไม่มีอิทธิพลคุณก็ต้องโทรไปตามบัญชีหรือหัวหน้าของเค้าโดยใช้ข้อความของ traffic ที่ยืนยันว่างานคุณเสร็จแล้วเป็นตัวเร่งคนเหล่านั้นอีกที แต่สำหรับในบริษัทเล็กหรือบริษัททั่วไปบางครั้ง AE หรือ เจ้าของบริษัทเป็นคนติดต่อคุณเองก็ขอให้รู้ว่าอำนาจจ่ายเงินนั้นอยู่ที่ไหนก็เพียงพอครับ</p>
<p><em>ระบบ cashflow ของบริษัท :</em>บริษัทที่ cashflow ติดลบ หรือสภาพคล่องไม่ดี มีสิทธิทำให้บริษัทนั้นๆเจ๊งได้ทันที เพราะ ฉนั้นการบริหาร cashflow ในสภาวะวิกฤติคือให้ priority กับรายจ่ายที่จำเป็นก่อนครับ รายจ่ายที่จำเป็นอันดับหนึ่งก็จะเป็นพวกที่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมาย(เช่นจ่ายภาษี) กับเงินเดือนพนักงานประจำในบริษัทนั้นๆ แล้วตามด้วยรายจ่ายอื่นๆรวมทั้ง freelance บางทีอาจจะอยู่หลังสุดก็เป็นได้ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />   ถ้าคุณทวงตังค์ในช่วงวิกฤติของเค้าก็มักจะได้เงินยากครับ เช่นทวงตังค์ในช่วงเงินเดือนพนักงานกำลังจะออก หรือทวงตังค์ในช่วงที่บริษัทต้องจ่ายภาษีพอดี ดังนั้นต้องทำให้เค้าเห็นความสำคัญของ account เราด้วยวิธีการต่างๆนานาและมี timing ทวงเงินที่ดี</p>
<div id="attachment_950" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><img class="size-medium wp-image-950" title="freelance" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2009/05/freelance-600x420.png" alt="ตารางการควบคุม freelance หลายสิบคนสำหรับโปรเจ็ค True Animation ถ้าเราไม่เด่นจริง คนจ้างจะจำเราไม่ได้" width="600" height="420" /><p class="wp-caption-text">ตารางการควบคุม freelance หลายสิบคนสำหรับโปรเจ็ค True Animation ถ้าเราไม่เด่นจริง คนจ้างจะจำเราไม่ได้</p></div>
<h1>3. คุยเรื่องการจ่ายเงินแต่แรก</h1>
<p>พอมีลุกค้าโทรมาเราว่า &#8220;พีี่มีงานให้น้องทำ เห็นว่าน้องเก่ง flash ใช่มั้ยครับ รับงานประมาณนี้นะ reference นี้นะราคาประมาณ xxx โอเคหรือเปล่าครับ &#8221; พอเราตกปากรับคำเสร็จเอางานมาทำแล้วมักจะลืมคุยว่าจะเค้าจะจ่ายเงินเมื่อไหร่ อันนี้ผิดหลักนะครับ อย่างน้อยให้เค้ารับคำว่า &#8220;จะจ่ายทันทีหลังงานเสร็จ (เพราะเค้าขอราคาถูก) หรือว่า จ่ายทันทีเมื่อลูกค้าจ่ายซึ่งเราต้องหาวิธีรู้ว่าลูกค้าเค้าจ่ายหรือยัง หรือจ่ายหลังงานเสร็จแต่ตามวันวางบิลของบริษัท หรือไม่งั้นก็ต้องขอเบอร์ผู้รับผิดชอบด้านการเงินและโทรไปเช็คหลังจากคุยงานด้วยกับซักสองสามวันครับ หลังจากนั้นต้องคอนเฟิร์มตาม email ที่ลูกค้าให้มาด้วยอีกครั้งหนึ่งและแนบ email ผู้รับผิดชอบด้านการเงินไปด้วยครับ การคอนเฟิร์มด้วย email นั้นสามารถใช้เป็นหลักฐานได้และเมื่อทวงเงินก็เอาเมล์อันนั้นแหละ reply กลับไป เค้าจะได้เห็นว่าเลทมากี่อาทิตย์แล้วครับ</p>
<h1>4.ประเด็นด้านจิตวิทยา</h1>
<p>อันนี้อยากให้แชร์กันครับ ว่าเจออะไรกันมาบ้าง อ่านขำๆไม่ซีเรียสนะ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ก.ลูกค้าเวลา deal งานกับเรามักจะ<strong>ให้ความหวังถึงดีลในอนาคต</strong>เป็นปกติครับ เช่น งานนี้รับถูกหน่อย พี่มีงานให้ทำอีกเยอะนะ กำลังจะได้โปรเจ็คนู้นโปรเจ็คนี้ ฯลฯ สำหรับความเห็นของผมในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ การทำงานแบบ win-win ณ ปัจจุบันของทั้งสองฝ่ายนั้นดีที่สุดครับ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  เราทำงานให้ดีเต็มที่ และได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมก็เพียงพอต่อการรับประกันในอนาคตของเราแล้ว ดังนั้นอย่าไปทำงานขาดทุนและหวังว่าจะได้รับงานที่ดีกว่าในอนาคต ! ผมโดนมาแล้ว เจ็บด้วย ! เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในโพส &#8220;กรณีศึกษา:รวมงานที่เจ๊งของไทเกอร์ไอเดีย&#8221; ต่อไป</p>
<p>ข.ถ้าโปรเจ็คใหญ่ และมี <strong>freelance</strong> หลายคน เราอาจ<strong>พยายามรู้จัก freelance คนอื่นไว้ด้วย </strong>(หรือพยายาม ทำเป็นรู้จักก็ได้) เช่นการกระจายงานบางครั้งเอเจนซี่จะส่งเมล์ถึง freelance หลายคน หรือการโอนถ่ายงานที่ freelance บางคนทำไม่ทันไปให้ freelance อีกคนก็เป็นจังหวะที่เราจะรู้ได้ หรือคลัง animate กลางที่ต้องส่งให้ freelance หลายคนไปประกอบก็เช่นกัน การรู้จัก freelance ยิ่งหลายคนจะยิ่งทำให้คนจ้างเกรงใจว่าถ้าเค้า &#8220;หมา&#8221; กะเรา คนอื่นที่เค้าจ้างก็จะรู้ด้วยครับ</p>
<p>ค.<strong>รู้จักคนใกล้ตัวคนที่จ้างเรา</strong> ผมมีตัวอย่าง <strong>freelance</strong> คนนึงที่เก่งระดับเทพมากๆชื่อ น้อง ป. (คนนี้เก่งจริงๆครับมี supervision ที่ดีด้วย ถ้าใครสนใจ ผมแนะนำได้นะ) เค้ามีวิธีการตามเงินโดยคุยกับคนรอบข้างของเราทั้งหมดถ้าจ่ายเงินช้า ทั้งน้อง admin, น้อง programmer , freelance คนอื่นที่เป็นเพื่อนๆเค้าและทำงานให้เราอยู่ด้วย โดยคุยว่าไม่เข้าใจว่าทำไมเราจ่ายช้า (ซึ่งจริงๆบริษัทก็มีเหตผลที่จ่ายช้าอยู่) พอถึงจุดสุดท้ายเราก็ไม่อยากให้คนรอบข้าง(เช่นคุณเม่น)ปวดหัว  ก็ต้องเจรจากับเค้าให้ได้ครับ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ลองดูตัวอย่างบทสนทนา ที่คุณเม่นส่งมาให้ผมเรื่องน้องคนนี้ทวงตังค์ผมผ่านคุณเม่น (ที่ทำ flash ในหน้า &#8220;ประชาชนได้อะไร&#8221;ของโปรเจ็คช่วยชาติ.com) จะเห็นว่าจิตวิทยาของน้องเค้าใช้ได้เลย พอคุณเม่นส่งเรื่องมาถึงผมไม่ได้เงินก็ยังไปกดบัตรเครดิตให้น้อง ป. สดๆกันเลยทีเดียว <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>น้องป. /หลอกให้ทำงานนี่นา</em></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>Menn! /เห็นว่ามีลูกค้าเลื่อนเช็ค ตามฟอร์ม</em></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>น้องป. / ไรเนี่ย</em></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>Menn! / พี่ต้องจ่ายค่าบัตรเครดิต 5,500 ให้น้อง ป. ได้สุดๆ 500 เอาก่อนเป่าอืม แต่เงินค่าสอนที่เชียงใหม่ น่าจะออกพรุ่งนี้เดี๋ยวพร่งนี้พี่ให้ก่อนอีก 3,000 ละกันนะโอเป่า</em></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>น้องป. / 5555</em></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>Menn! /เอาจริงนะเนี่ย</em></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>น้องป. /555 แล้วมัยมันเป็นงี้อะคับ ผมงงนะเนี่ย</em></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>Menn!/ก็มีลูกค้าเลื่อนจ่ายเช็ค เรื่องธรรมดา</em></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>น้องป. / เอ แล้วเป็นบริษัทได้ยังงัยถ้าไม่มีสำรองจ่ายอะคับ งง หุหุ</em></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>Menn! / นั่นดิ ช่วงนี้ก็กระทบเป็นช่วงๆ น่ะ พี่เลยพยายามหมุนของพี่ให้ก่อนงัย โอป่ะล่ะค้าบ<br />
หรือว่าจะรอพี่พัชทีเดียวเลย</em></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em>น้องป. /ทีเดียวก็ได้ครับพี่ เดือดร้อนก็ต้องด้วยกันแหละคับ แต่ผมแค่ งง</em></p>
<p>ง. <strong>ดูว่าคนที่จ้างเรานิสัยอย่างไร </strong>ถ้านิสัยใจดีขี้เห็นใจก็ง่ายเลยครับ เราควรพูดจาดีๆ อ่อนน้อมเข้าหา และสามารถอ้างเรื่องพ่อตายยายป่วยได้สารพัดเพื่อให้เค้าจำเราได้และให้ priority การรับเงินแก่เรา ถ้าเค้าเป็นคนที่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับการจ่ายเงินเช่น purchasing ของบริษัทใหญ่ๆทั่วไป เราก็ต้องเล่นกับเจ้านายเค้าว่ามันจะกระทบการทำงานต่อไป ถ้าเค้าเป็นคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นผู้นำสูง มีความมั่นใจในตัวเอง(เช่นผู้บริหารบริษัทขนาดเล็กถึงกลางทั้งหลาย) พวกนี้เราต้องพูดเรื่องเงินกับเค้าต่อหน้าคนอื่นครับ เช่นหลังประชุมระหว่างที่เดินออกมาพร้อมๆกับพนักงานและลุกค้าคนอื่นๆคุณก็พูดว่า ผมจะวางบิล/ทำเรื่องรับเงินได้เลยหรือเปล่าครับ เค้ามักจะรักษาหน้าหรือโชว์พาวด์ด้วยการบอกว่า ได้เลย ! <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
<p>จ.<strong>เราควรหาโอกาสแสดงว่าตัวเองสำคัญ</strong> เป็นที่รู้จักในวงการ แต่ต้องไม่ตั้งใจโอ้อวดนะครับ เช่นอาจจะพูดถึง เว็บบอร์ด ที่เป็นแหล่งรวม freelance ที่เราเป็นสมาชิกอยู่ หรือไม่ก็พูดว่า blog ตัวเองนั้น pagerank 3 แล้วนะ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  เพราะฉนันเค้าจะรู้ตัวเองดีว่าถ้า &#8220;หมา&#8221;กับคุณอะไรจะเกิดขึ้นกับเค้า</p>
<p>ฉ.<strong>ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก</strong> ถ้า เอเจนซี่มี freelance อยู่หลายสิบคน คุณคงนึกออกว่าคนที่ทวงบ่อยเท่านั้นที่เค้าจะจำได้และให้ความสำคัญกับคุณ อย่าไปหยิ่งและนึกว่าพอถึงเวลาเค้าจะประเคนเงินมาให้นะครับ หมั่นโทรเตือนเมื่อใกล้ถึงเวลา โทรเมื่อถึงเวลา และโทรยิกเมื่อเกินเวลาเสมอครับ ! อย่าลืมว่า เทคโนโลยีการจ่ายเงินให้ supplier นั้นไม่มีใครยอมให้มันพัฒนาอยู่แล้ว</p>
<hr />
<strong> ข้อน่ารู้ : ทำไมต้องหัก 3% </strong></p>
<p>อันนี้เป็นคำถามกับ <strong>freelance</strong> เสมอๆครับว่าทำไมบริษัทบอกว่าให้รับเงินหมื่นนึง พอถึงเวลากลับให้ 9700 นั่นเป็นเพราะบริษัทเองต้องจ่าย 300 บาทให้กับ สรรพากรด้วยนั่นเองครับ ปกติธุรกิจประเภท&#8221;ปั้นน้ำเป็นตัว&#8221; (สรรพากรมี perception กับธุรกิจบริการแบบนี้) จะไม่มีรายจ่ายด้าน material ทำให้ต้องจ่ายภาษีสูงมากกกกก บางทีรายได้หนึ่งล้านต้องจ่ายภาษีมากกว่าสามแสนทีเดียว เพราะฉนั้นบริษัทจึงจำเป็นจะต้องมีค่าใช้จ่ายครับ ด้วยค่าใช้จ่ายนี่ก็คือค่าจ้างที่ให้แก่ freelance นั่นเอง ดังนั้นก็เลยต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเกิดขึ้น ถ้าคุณอยากได้เงินเต็มๆก็ควรเจรจาหรือเพิ่มค่าตัวตั้งแต่แรก ในบางกรณีที่คุณได้เงินเต็มๆโดยไม่ต้องหักภาษีอาจจะเป็นเพราะบริษัทนั้นยังเป็น &#8220;มือใหม่&#8221; อยู่หรือโครงการที่บริษัทรับไม่ได้แจ้งรายได้ถูกต้องตามกฏหมายนั่นเอง ไม่อย่างนั้นบริษัทต้องแจ้งค่าใช้จ่ายเพิ่มแล้วตัดภาษีให้คุณพอดีซึ่งทำให้บริษัทต้องรับภาระภาษีซ้ำซ้อนขึ้นอีก อ้อ ในใบหัก ณ ที่จ่ายคุณสามารถเคลมภาษีคืนรายปีได้นะครับ แต่เสียเวลาหน่อย</p>
<p>หัวข้อที่น่าอ่านเพิ่มเติม<br />
<a href="http://www.ipattt.com/2010/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5-price/">เว็บราชการทำไมถึงแพง</a><br />
<a href="http://www.ipattt.com/2009/money/">ทำเว็บรัฐบาล ตอนที่ 6 แดงทั้งแผ่นดินแล้วผมจะได้เงินมั้ย</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/freelance-money/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>27</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำแนะนำสำหรับรัฐบาลเมื่อต้องทำเว็บ</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/government-web/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/government-web/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2010 17:32:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธุรกิจทำเว็บ]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บรัฐบาล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=6040</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อปีก่อน  เนคเทคอคาเดมีเชิญ @imenn ไปบรรยายเรื่อง แนวทางการพัฒนาเว็บรัฐบาลในอนาคต ให้กับกลุ่มผู้บริหาร ผมเอาสไลด์คำแนะนำสำหรับรัฐบาลเมื่อต้องทำเว็บ มาแปะให้ท่านที่สนใจด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: left; margin-bottom: 10px;">
			<a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fgovernment-web%2F"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fgovernment-web%2F&amp;source=ipattt&amp;style=normal" height="61" width="50" /><br />
			</a>
		</div>
<p>เมื่อปีก่อน  เนคเทคอคาเดมีเชิญ <a href="http://www.imenn.com/2009/09/what-gov-web-should-be-keynote/">@imenn</a> ไปบรรยายเรื่อง แนวทางการพัฒนาเว็บรัฐบาลในอนาคต ให้กับกลุ่มผู้บริหารสูง ส่วนกลาง รุ่นที่ 2 และผู้บริหารระดับกลาง และผู้ปฏิบัติืงาน ส่วนกลาง รุ่นที่ 2 ใน โครงการเสริมสร้าง ศักยภาพการบริหารและการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐครับ ผมเอาสไลด์มาแปะให้ท่านที่สนใจด้วย</p>
<p><embed style="width: 610px; height: 440px;" type="application/x-shockwave-flash" src="http://static.issuu.com/webembed/viewers/style1/v1/IssuuViewer.swf?mode=embed&amp;viewMode=presentation&amp;layout=http%3A%2F%2Fskin.issuu.com%2Fv%2Fdark%2Flayout.xml&amp;showFlipBtn=true&amp;documentId=090912150443-742f91cfe210478292ba99c592644ec8&amp;docName=what-gov-web-should-be&amp;username=iMenn&amp;loadingInfoText=What%20Governmant%20Website%20should%20be%3F&amp;et=1252769907607&amp;er=0" flashvars="mode=embed&amp;viewMode=presentation&amp;layout=http%3A%2F%2Fskin.issuu.com%2Fv%2Fdark%2Flayout.xml&amp;showFlipBtn=true&amp;documentId=090912150443-742f91cfe210478292ba99c592644ec8&amp;docName=what-gov-web-should-be&amp;username=iMenn&amp;loadingInfoText=What%20Governmant%20Website%20should%20be%3F&amp;et=1252769907607&amp;er=0" menu="false" allowfullscreen="true" width="100" height="100"></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/government-web/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการทำเว็บ pridi-phoonsuk</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/pridi-website/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/pridi-website/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 May 2010 17:57:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[VaiVaiSoft]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจทำเว็บ]]></category>
		<category><![CDATA[ไทเกอร์ไอเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[TiGERiDEA]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=5593</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ชมบล็อกหลายคนคงเคยดูที่เว็บ TiGERiDEA  แล้วพบลิงก์ของเว็บ ปรีดี – พูนศุข ผมเองเงื้อง่าจะเขียนหลายทีแล้วแต่คิดว่าคน​ "ทำกับมือ" อย่างคุณจ๋งอธิบายได้ดีเป็นสไตล์เฉพาะตัวมากกว่าครับ และออกเป็นเชิง implement จริงๆไม่ใช่เชิงเทคนิค ดังนั้นขอเชิญคลิกที่รูปด้านล่างเข้าสู่บล็อกของคุณจ๋ง @warong ครับ :)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: left; margin-bottom: 10px;">
			<a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fpridi-website%2F"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fpridi-website%2F&amp;source=ipattt&amp;style=normal" height="61" width="50" /><br />
			</a>
		</div>
<p>ผู้ชมบล็อกหลายคนคงเคยดูที่เว็บ <a href="http://www.tigeridea.com">TiGERiDEA</a> แล้วพบลิงก์ของ<a href="http://www.pridi-phoonsuk.org/">เว็บ<strong> ปรีดี – พูนศุข</strong></a> ผมเองเงื้อง่าจะเขียนหลายทีแล้วแต่คิดว่าคน​ &#8220;ทำกับมือ&#8221; อย่างคุณจ๋งอธิบายได้ดีเป็นสไตล์เฉพาะตัวมากกว่าครับ และออกเป็นเชิง implement จริงๆไม่ใช่เชิงเทคนิค ดังนั้นขอเชิญคลิกที่รูปด้านล่างเข้าสู่บล็อกของคุณจ๋ง @warong ครับ <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<div id="attachment_5594" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.jongblog.com/pridi-phoonsuk-and-web-design/"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/05/pridi-phoonsuk-600x319.jpg" alt="เว็บไซต์ pridi-phoonsuk คลิกที่รูปเข้าสู่วิธีการทำในบล็อกของ @warong" title="เว็บไซต์ pridi-phoonsuk คลิกที่รูปเข้าสู่วิธีการทำในบล็อกของ @warong" width="600" height="319" class="size-medium wp-image-5594" /></a><p class="wp-caption-text">เว็บไซต์ pridi-phoonsuk คลิกที่รูปเข้าสู่วิธีการทำในบล็อกของ @warong</p></div>
<p>หัวข้อที่น่าสนใจ<br />
<a href="http://www.ipattt.com/2009/technique/">เทคนิคการทำเว็บ ช่วยชาติ</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/pridi-website/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดีไซน์ที่ดี ต้องออกมาจากเผด็จการ : Art Director</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/art-director-designer/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/art-director-designer/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Apr 2010 20:17:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Business Tips]]></category>
		<category><![CDATA[open]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจทำเว็บ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=5554</guid>
		<description><![CDATA[Stephen Bayley กล่าวไว้ว่า ถ้ารถถูกออกแบบโดย Twitter มันก็ไม่น่าเรียกว่าได้รับการออกแบบมาจริงๆ นักออกแบบที่เก่งมากในระดับ Art Director นั้นจะต้องนำเอกลักษณ์ที่อยู่ในจินตนาการมาใส่ในสิ่งที่ตนออกแบบให้ได้มากที่สุด โดยจะต้องมีเหตผลพอที่ทำให้ทุกคนที่มีส่วนในการผลิตนั้นคล้อยตามกันไปได้ เหมือนกับการสร้างหนังหนึ่งเรื่องที่คนทำเป็นร้อยแต่ผู้กำกับมีได้คนเดียวเท่านั้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: left; margin-bottom: 10px;">
			<a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fart-director-designer%2F"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fart-director-designer%2F&amp;source=ipattt&amp;style=normal" height="61" width="50" /><br />
			</a>
		</div>
<div id="attachment_5555" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bad-design-600x450.jpg" alt="ถ้านี่คือรสนิยมของลูกค้าของคุณ คุณก็ยังยอมให้เค้าช่วยออกความเห็นหรือ ?" title="ถ้านี่คือรสนิยมของลูกค้าของคุณ คุณก็ยังยอมให้เค้าช่วยออกความเห็นหรือ ?" class="size-medium wp-image-5555" height="450" width="600"><p class="wp-caption-text">ถ้านี่คือรสนิยมของลูกค้าของคุณ คุณก็ยังยอมให้เค้าช่วยออกความเห็นหรือ ?</p></div>
<p>อ่านบทความของ <strong><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Stephen_Bayley" rel="nofollow">Stephen Bayley</a> </strong>ในหนังสือ Car (เรียบเรียงโดย Pansawat Paitoonpong) ได้กล่าวว่า <em>ถ้ารถถูกออกแบบโดย Twitter มันก็ไม่น่าเรียกว่าได้รับการออกแบบมาจริงๆ </em> ผมเห็นด้วยพอสมควรนะ ข้อความด้านล่างมีอ้างอิงจากบทความนี้ด้วยครับ</p>
<h2>ดีไซน์ที่ดี กับทีมดีไซน์</h2>
<p>การออกแบบงานชิ้นใหญ่ๆอย่างเช่นรถยนต์,ตึกหรือแม้กระทั่งเว็บไซต์นั้นก็เหมือนกันกับดนตรี ภาพยนตร์ และสิ่งอื่นๆ ที่เป็นเอกลักษณ์แห่งวิถีชีวิตสมัยใหม่ซึ่งเกิดจากการกลั่นกรองทางความคิดและทำงานร่วมกันในลักษณะทีมเพื่อการผลิต บางครั้งจะต้องมีทีมในการออกแบบที่ใหญ่ และต้องรวบรวมความคิดหลากหลายพร้อมข้อจำกัดต่างๆเพื่อมาออกแบบ เว็บไซต์ที่ดูแล้วใช้ยาก บางทีก็เกิดจากฝ่ายต่างๆชี้นิ้วสั่งว่าตนเองต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องเด่นเสมอกันหมด โดยต้องประกบด้วย CI ( Corporate Identity ) เว็บก็เลยออกมาไม่สวย หรือลักษณะที่ขัดตาบางอย่างของรถนั้นอาจไม่เกิดจากนักออกแบบแต่เกิดจากทีมวิศวกรที่ชี้นิ้วสั่งงานก็ได้ครับ เช่นนักออกแบบอยากได้กระจกบานใหญ่มากๆ วิศวกรก็บอกว่าต้นทุนจะสูงมากและปรับลดขนาดลง</p>
<div id="attachment_5556" class="wp-caption alignnone" style="width: 560px"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/LamboBus.jpg" alt="ถ้าให้ทุกคนรวมหัวออกแบบรถบัสคนละส่วนโดยตั้งโจทย์ว่า ให้สปอร์ตเหมือน Lambo คงเป็นงี้" title="ถ้าให้ทุกคนรวมหัวออกแบบรถบัสคนละส่วนโดยตั้งโจทย์ว่า ให้สปอร์ตเหมือน Lambo คงเป็นงี้" class="size-full wp-image-5556" height="434" width="550"><p class="wp-caption-text">ถ้าให้ทุกคนรวมหัวออกแบบรถบัสคนละส่วนโดยตั้งโจทย์ว่า ให้สปอร์ตเหมือน Lambo คงเป็นงี้</p></div>
<h2>ความสามารถของ Art Director</h2>
<p>ในความจริง นักออกแบบที่เก่งมากในระดับ Art Director นั้นจะต้อง<em>นำเอกลักษณ์ที่อยู่ในจินตนาการมาใส่ในสิ่งที่ตนออกแบบให้ได้มากที่สุด โดยจะต้องมีเหตผลพอที่ทำให้ทุกคนที่มีส่วนในการผลิตนั้นคล้อยตามกันไปได้</em> ดังนั้นถ้าเกิดมีรูปแบบดีไซน์หรือแรงบันดาลใจที่โดนใจจริงๆในครั้งแรก มันก็จะถูกทำออกมาจนได้ครับ เหมือนกับการสร้างหนังหนึ่งเรื่องที่คนทำเป็นร้อยแต่ผู้กำกับมีได้คนเดียวเท่านั้น</p>
<p>น้องๆ Designer หลายคนที่เคยทำงานที่ไทเกอร์ (ครั้งเมื่อบริษัทยังใหญ่โต) บางครั้งไม่เข้าใจว่าพี่ที่เป็น Art Director ทำไมถึงได้เงินเดือนเยอะทั้งที่ skill ในการใช้โปรแกรม Adobe ไม่ได้ต่างจากพวกเค้าเลย ความจริงแล้วมันต่างตรง Director สามารถโน้มน้าวลูกค้าและจบงานได้ด้วยตนเองโดยคงคุณภาพงานออกแบบไว้ได้นี่เองครับ</p>
<h2>การดีไซน์เป็นแนวคิดปัจเจก</h2>
<p>ความคิดสร้างสรรค์ในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากการเอาคนกลุ่มหนึ่งมานั่งถกกัน มันเป็นสิ่งที่อธิบายได้ยากและทำนายได้ยาก และไม่สามารถจัดการอย่างเป็นระบบได้ทั้งหมด <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Charles_and_Ray_Eames" rel="nofollow">Charles Eames</a> พูดไว้ว่า &#8220;เราไม่แคร์หรอกว่าจะมีข้อจำกัดบ้างแต่เราคงไม่ยอมถ้าจะต้องปรับดีไซน์เพื่อเอาใจใคร&#8221; นี่เป็นวิธีคิดแบบปัจเจกชน ดังนั้นกระแสยุคใหม่ที่ทำความคิดของลูกค้ามาใช้ในการออกแบบนั้นไม่น่าจะใช่สิ่งเรียกได้ว่าเป็นการออกแบบขนานแท้</p>
<h2> เลือกคนดีไซน์ แต่อย่าบังคับคนดีไซน์</h2>
<p>ดังนั้นทางออกสำหรับลูกค้าล่ะ ? ลูกค้า ( รวมถึง Agency ด้วย) ควรจะรู้จักนักออกแบบดีพอ นักออกแบบหลายคนก็มีประสบการณ์ในการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคมาพอสมควร บางคนถนัดออกแบบลายเส้น บางคนเก่งขาวดำ บางคนออกแบบเชิงวิศวกรรม บางคนติสต์หลุดโลกผลงานเตะตาแต่ใช้ยาก งานแต่ละงานของนักออกแบบนั้นสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละคน<strong> เราควรเลือกใช้ให้ถูกคนนั่นเองครับ </strong>  <em>งานออกแบบชั้นดีก็สมควรที่จะถูกออกแบบโดยคนที่มีใจให้กับการออกแบบนั้นๆ ไม่ใช่เอาความเห็นใครมายำใส่ก็ได้นะ </em></p>
<p>ลิงก์ที่น่าสนใจ <a href="http://www.ipattt.com/2009/disaster-designer/">การ์ตูนล้อเว็บดีไซเน่อร์ ฮามากครับ </a></p>
<div id="attachment_5557" class="wp-caption alignnone" style="width: 427px"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/telenor.png" alt="ภาพแถม การออกแบบบางครั้งให้ผลที่คาดไม่ถึง" title="ภาพแถม การออกแบบบางครั้งให้ผลที่คาดไม่ถึง" class="size-full wp-image-5557" height="283" width="417"><p class="wp-caption-text">ภาพแถม การออกแบบบางครั้งให้ผลที่คาดไม่ถึง</p></div>
<div id="attachment_5676" class="wp-caption alignnone" style="width: 126px"><a href="https://twitter.com/ipattt" rel="nofollow"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/05/follow.jpeg" alt="follow @ipattt" title="follow @ipattt" width="116" height="116" class="size-full wp-image-5676" /></a><p class="wp-caption-text">follow @ipattt</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/art-director-designer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอนการออกแบบ #Blognone ใหม่</title>
		<link>http://www.ipattt.com/2010/blognone-design/</link>
		<comments>http://www.ipattt.com/2010/blognone-design/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 31 Mar 2010 18:08:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธุรกิจทำเว็บ]]></category>
		<category><![CDATA[ไทเกอร์ไอเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[TiGERiDEA]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.ipattt.com/?p=5326</guid>
		<description><![CDATA[คุณ MK และ คุณ ลิ่ว ได้เกริ่นกับ คุณเม่น มานานแล้วเกี่ยวกับโปรเจ็คการดีไซน์ Blognone ใหม่ครับ และเมื่อทรัพยากรพร้อมจึงได้เริ่มทำงานกัน โปรเจ็คนี้นับว่าเป็นโปรเจ็คคาบเกี่ยวทั้งระหว่างช่วงก่อนคุณเม่นแต่งงานและหลังแต่งงานเรียบร้อยแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: left; margin-bottom: 10px;">
			<a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fblognone-design%2F"><br />
				<img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.ipattt.com%2F2010%2Fblognone-design%2F&amp;source=ipattt&amp;style=normal" height="61" width="50" /><br />
			</a>
		</div>
<p><a href="http://www.isriya.com/">คุณ MK</a> และ <a href="http://lewcpe.com/blog/">คุณ ลิ่ว</a> ได้เกริ่นกับ <a href="http://www.imenn.com">คุณเม่น </a>มานานแล้วเกี่ยวกับโปรเจ็คการดีไซน์ <a href="http://www.blognone.com/">Blognone </a>ใหม่ครับ และเมื่อทรัพยากรพร้อมจึงได้เริ่มทำงานกัน โปรเจ็คนี้นับว่าเป็นโปรเจ็คคาบเกี่ยวทั้งระหว่างช่วงก่อนคุณเม่นแต่งงานและหลังแต่งงานเรียบร้อยแล้ว <img src='http://www.ipattt.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  สำหรับการดีไซน์ใหม่นั้นมีการศึกษาและพูดคุยกันพอสมควรก่อน จากนั้นคุณเม่นจึงลงรายละเอียดตามนี้ครับ</p>
<h2>การดีไซน์ Blognone</h2>
<h3>1. คุณเม่นพยายามใช้รูปให้น้อยที่สุด</h3>
<p>ที่เห็นน่าจะมีแค่รูปที่เป็น เมนู โดยใช้ฟ้อนท์ที่เห็น และใช้ซ้ำตอนเป็น Side Header ต่างๆ, รูป Gradient BG ของ Header, โลโก้, ลูกศร, bullet นอกนั้นจะใช้ CSS3  ทั้ง text-shadow, border-radius, box-shadow ซึ่ง Browser ส่วนใหญ่รองรับหมดแล้ว และหากไม่รองรับ ก็ยังอ่านรู้เรื่อง แค่ไม่เนียนกิ๊ก</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้ CSS3 เพื่อสร้างกราฟฟิคเหล่านี้ทำให้ภาพรวมดูสวยงามโดยไม่ต้องสร้างออกมา คือไม่ต้องใช้รูปจริง เช่นพวกขอบโค้งต่างๆ หรือเงาของปุ่มในส่วนของ Navigation ,รูปประจำข่าว และอื่นๆ ทำให้รูปที่ดูเหมือนจะใหญ่ในเว็บนี้จริงๆมีขนาดทั้งหมดไม่เกิน 60k ทำให้โหลดเร็วขึ้น โดยคุณเม่นออกแบบในสิ่งที่ &#8220;ควรจะเป็น&#8221; และ Match กับ Drupal พอดี</p>
<h3>2. หน้าแรกคือ &#8220;blog&#8221;</h3>
<p>(ไม่อยากใช้คำว่า News เพราะเว็บชื่อ blognone) จะเห็นว่าตัวอย่างแรกลอก Arstechnica มา ครั้งแรกทีมก็คิดว่าจะทำเป็นเว็บเต็มรูปแบบแต่ไปๆมาก็คงรูปแบบ Blog เหมือนเดิม เพราะเห็นด้วยกับ <a href="http://www.usably.net/?p=534">http://www.usably.net/?p=534</a></p>
<h3>3. มีการปรับโทนสีให้วัยรุ่นขึ้นอีกนิด</h3>
<h3>4. เสนอ CI ใหม่ คือสีแบบนี้ กับฟ้อนท์ TitilliumMaps26L ซึ่งฟรี</h3>
<h3>5.ใช้เรื่อง Pixel Perfect ในการดีไซน์</h3>
<p>ซึ่งเป็นสไตล์ของคุณเม่นและไทเกอร์ไอเดียอยู่แล้ว</p>
<div id="attachment_5370" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><img src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/pixel-prefect.png" alt="การดีไซน์เก็บกิ๊กในระดับ pixel-prefect สไตล์ TiGERiDEA" title="การดีไซน์เก็บกิ๊กในระดับ pixel-prefect สไตล์ TiGERiDEA" width="600" height="600" class="size-full wp-image-5370" /><p class="wp-caption-text">การดีไซน์เก็บกิ๊กในระดับ pixel-prefect สไตล์ TiGERiDEA</p></div>
<h3>6.มีการออกแบบด้วยแนวคิดของ Drupal</h3>
<p>ซึ่ง Drupal จะพ่นค่าเป็นกลุ่มของตัวแปร หรือออกมาทั้งบล็อก จึงต้องมองกราฟฟิคทั้งหลายอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกันไม่สามารถแยกอิสระได้ (ในขณะที่ WP พ่นมาเป็นตัวเป็นชิ้น ทำได้ง่ายและอิสระกว่า)</p>
<h2>Blognone ดีไซน์แรก</h2>
<div id="attachment_5328" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/blognone-web-r0.jpg"><img class="size-medium wp-image-5328 " title="Blognone R0" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/blognone-web-r0-600x639.jpg" alt="Blognone R0" width="600" height="639" /></a><p class="wp-caption-text">Blognone R0</p></div>
<p>ดีไซน์แรกด้านบน คุณลิ่วเตือนว่าคุณเม่นยังไม่ได้ใส่ banner ขนาด Leatherboard ด้านบน หลังจากพิจารณาแล้วก็เลย Confirm ใส่ Leatherboard ขนาด 728 x 90 pixel</p>
<h2>Blognone Revision1</h2>
<div id="attachment_5327" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r1a.jpg"><img class="size-medium wp-image-5327 " title="Blognone R1A" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r1a-600x693.jpg" alt="Blognone R1A" width="600" height="693" /></a><p class="wp-caption-text">Blognone R1A ยังไม่ได้ Login</p></div>
<div id="attachment_5329" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r1b.jpg"><img class="size-medium wp-image-5329 " title="Blognone R1B" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r1b-600x693.jpg" alt="Blognone R1B" width="600" height="693" /></a><p class="wp-caption-text">Blognone R1B เมื่อ Login แล้วจะพบชื่อ user มุมบน</p></div>
<p>พอปรับให้มี ad ก็ต้องปรับเลื่อนเมนูลงมา จะเห็นว่าต้องพิจารณาเรื่องชื่อ Writer  username ของ Writer/Contributor ที่ยาวที่สุดใน blognone (bow_der_kleine ) เพราะมันอาจทำให้พื้นที่ชื่อผู้เขียนข่าวดูไม่สวยได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คุณ MK พบว่าส่วนของ user menu เนื้อที่ค่อนข้างจำกัด เพราะเมนูของ Drupal ค่อนข้างเยอะและให้ไอเดียตัวอย่างเช่นใช้ javascript ทำเป็น dropdown</p>
<p>และมีอีกโจทย์ คือ content ชิ้นที่เป็น features (sticky ในปัจจุบัน) <strong>จะทำอย่างไรให้แยกจาก content ปกติ</strong> ( เช่นอย่างของ ars นั้นแยกด้วยสี )</p>
<h2>Blognone Revision2</h2>
<div id="attachment_5330" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r2a.jpg"><img class="size-medium wp-image-5330 " title="Blognone R2A" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r2a-600x693.jpg" alt="Blognone R2A" width="600" height="693" /></a><p class="wp-caption-text">Blognone R2A</p></div>
<div id="attachment_5331" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r2b.jpg"><img class="size-medium wp-image-5331 " title="Blognone R2B" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r2b-600x693.jpg" alt="Blognone R2B" width="600" height="693" /></a><p class="wp-caption-text">Blognone R2B</p></div>
<p>คุณเม่นออกความเห็นว่าถ้าทำ javascript น่าจะไม่เหมาะกับชาว Geek เลยลองทำกล่องมา มันอาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนลงโฆษณาเล็กน้อย เพราะตำแหน่งโฆษณาจะเปลี่ยน แต่ถ้ารับได้ วิธีนี้สะดวกกว่า (ลองดูรูป Blognone R2B ด้านบน )</p>
<p>ส่วนเรื่อง featured item คุณเม่นทำมาให้ 2 สี สีชมพูและสีฟ้า เผื่อสีฟ้าเอาไปใช้กับ advertorial   (ถ้าไม่ชอบ badge แบบแถบข้างก็ตัดออกได้)</p>
<p>คุณเม่นมีคำถามเพิ่มว่าด้านข้างจะมีกล่องอะไรบ้าง จะได้เตรียม text ให้ถูก และยังคิดไปถึง icon เพราะถ้าเยอะกลัวมันน่าเบื่อซะก่อน</p>
<p>ส่วนชื่อ Writer ที่มี icon ต้องดูว่าจะ overflow:hidden ทำให้ text ขาดไปนิดหน่อย หรือจะเลือกขึ้นบรรทัดใหม่</p>
<h2>Blognone Revision3</h2>
<div id="attachment_5333" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/blognone-r3.jpg"><img class="size-medium wp-image-5333 " title="Blognone R3" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/blognone-r3-600x792.jpg" alt="Blognone R3" width="600" height="792" /></a><p class="wp-caption-text">Blognone R3</p></div>
<p>จากนั้นจากการทำประชาพิจารณ์ใน Blognone ก็ได้คอมเม้นท์อีกมากมายลองดูที่ <a href=" http://www.blognone.com/node/15598 "> http://www.blognone.com/node/15598 </a> คุณ MK ได้ช่วยสรุปให้</p>
<p>- logo เอาของใหม่ที่คุณเม่นทำมา<br />
- กติกาในช่องคอมเมนต์ แบบข้างดีแล้ว<br />
- เรื่องภาพในหน้าแรกก็ตามที่คุณเม่นออกแบบ เดี๋ยวเรื่องระบบจัดการภาพ ค่อยไปว่ากันอีกทีตอนลงมือทำ</p>
<h3>และคอมเม้นท์ของคุณ MK เอง</h3>
<p>- รายละเอียดของผู้เขียน (ชื่อ+badge) อยู่ไม่ตรงที่กันในทั้งสองหน้า<br />
- เช่นเดียวกับจำนวนครั้งในการอ่าน หน้าแรกกับหน้าในอยู่คนละที่<br />
- read more น่าจะอยู่ด้านขวาสุดนะครับ ตามลูกศร (ดูของ TechCrunch ประกอบ)<br />
- title ของข่าวยังไม่ค่อยเด่นเท่าไร เมื่อเทียบกับหน้าเว็บทั้งหน้า (ในหน้าใน จะยิ่งเห็นชัด)<br />
-  title ของ block ใน sidebar ก็เด่นน้อยไปนิดนึงครับ<br />
- ใน navbar: feature กับ special report คงจะรวมกันครับ แล้วอาจจะเพิ่ม block ของ feature เข้ามาใน sidebar ของหน้าแรกด้วย<br />
โดยข้อสุดท้ายคุณ MK รวมเองก็ได้</p>
<h3>เรื่องหน้า Comment</h3>
<p>เป็นแบบของ Blognone อันปัจจุบัน มี thread comment ซึ่งเดิมมีปัญหาว่า จะตอบกันจนตกขอบ คุณ MK กะว่าทำระบบใหม่ทีเดียว อาจจะให้มี thread ย่อยได้แค่ 3 ชั้นมากกว่านั้นมันจะไล่กันลงไปตลอด</p>
<p>องค์ประกอบอื่นๆ สำหรับกล่อง comment<br />
- ลิงก์เลขเบอร์คอมเมนต์ (permalink) สำหรับอ้างอิงเดิมคุณ MKใช้ฟอร์แมต #123456 แต่คิดว่าอาจเหลือ # ตัวเดียวพอ จะได้ประหยัดที่<br />
- badge<br />
- ปุ่มสำหรับ reply comment<br />
- สีของคอมเมนต์ แสดงเก่า-ใหม่</p>
<h2>Blognone Revision5</h2>
<div id="attachment_5351" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r5.jpg"><img class="size-medium wp-image-5351 " title="Blognone R5" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r5-600x658.jpg" alt="Blognone R5" width="600" height="658" /></a><p class="wp-caption-text">Blognone R5</p></div>
<p>คุณเม่นทำการดัดแปลงจากความคิดหลายๆคน มีการตัดสินใจเรื่อง Navigation Bar โดยปรับให้คล้ายแบบเดิม แต่ลดบางเมนู (ที่ไปอยู่ใน about ได้) และเพิ่มเมนู Featured ที่คิดว่าน่าจะรวบรวม post ที่เคยขึ้น featured ไว้เพราะคุณเม่นเองเคยจะหาของที่เคยอยู่ featured แล้วหาไม่เจอเช่นกระทู้ประชาพิจารณ์เป็นต้น</p>
<div id="attachment_5352" class="wp-caption alignnone" style="width: 469px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r5-single.jpg"><img class="size-medium wp-image-5352 " title="Blognone R5 เมื่อคลิกเข้าดูข่าว" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r5-single-459x800.jpg" alt="Blognone R5 เมื่อคลิกเข้าดูข่าว" width="459" height="800" /></a><p class="wp-caption-text">Blognone R5 เมื่อคลิกเข้าดูข่าว</p></div>
<p>เพิ่มเติมหน้า Comment  เผื่อ Moderator จะใส่ vote เข้ามา และส่วน login ด้านขวา ถ้าเมนูส่วนตัวเยอะก็ให้มันตกๆ ลงไปหลายบรรทัด<br />
(บรรทัดละ 2 ลิงก์) ได้ สุดท้ายตรงคำเตือนในคอมเม้นท์ ผมว่าอยู่ข้างล่างแล้วไม่ได้อ่าน เลยบีบๆ มาอยู่ด้านขวาทำให้ที่คอมเม้นท์น้อยลง</p>
<h2>Blognone Revision6</h2>
<div id="attachment_5347" class="wp-caption alignnone" style="width: 610px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r6.jpg"><img class="size-medium wp-image-5347 " title="Blognone R6" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r6-600x658.jpg" alt="Blognone R6" width="600" height="658" /></a><p class="wp-caption-text">Blognone R6</p></div>
<p>และแล้วก็มาถึง Revision ท้ายครับ ตัวนี้มีการปรับให้หัวข้อข่าวเด่นขึ้นทุกข่าว และหัวข้อใน Sidebar ปรับสีใหม่ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเยอะเลยทีเดียว</p>
<div id="attachment_5348" class="wp-caption alignnone" style="width: 438px"><a href="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r6-single.jpg"><img class="size-medium wp-image-5348 " title="Blognone R6 เมื่อคลิกเข้ามาที่เนื้อข่าว" src="http://www.ipattt.com/wp-content/uploads/2010/04/bn-web-r6-single-428x800.jpg" alt="Blognone R6 เมื่อคลิกเข้ามาที่เนื้อข่าว" width="428" height="800" /></a><p class="wp-caption-text">Blognone R6 เมื่อคลิกเข้ามาที่เนื้อข่าว</p></div>
<p>เมื่อคลิกเข้ามาที่ข่าวจะมีลักษณะดังรูปครับ และมีรูปแบบของ Comments ด้านล่างเรียนลำดับด้วยเช่นกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ipattt.com/2010/blognone-design/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/


Served from: www.ipattt.com @ 2010-09-06 12:02:52 -->