10 เทคนิคการทำให้เว็บมี Usability ที่ดี กับผลวิจัยที่น่าทึ่ง!

อ่านเจอบทความจาก 10 Usability Tips Based on Research Studies สรุปได้ดังนี้ครับ

1. อย่าสับสนกับ “กฏสามคลิก”

เว็บที่ถูกคลิก ยิ่งมาก ยิ่งแสดงว่าผู้ดูสนใจมาก และมีแนวโน้มที่ผู้ดูเว็บจะทำตามจุดประสงค์ที่เว็บนั้นออกแบบมา ตัวอย่างง่ายๆเช่นเวลาเราจะซื้อของ เราจะคลิกเปรียบเทียบและดูข้อมูลหน้านั้นหน้านี้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการทำเว็บให้น่าคลิกเพื่อค้นข้อมูลได้ง่าย และเมื่อคนคลิกเยอะจะประสบความสำเร็จสูงกว่าครับ ความเห็นผมเองคือการคลิกจะเหมือนเค้าอยู่ในเกมส์ที่เรากำหนด และเค้าสนุกกับมันนั่นเอง

ส่วนกฎสามคลิกที่พูดถึงนั้นมีความหมาย”คนละแบบกัน” คือถ้า User ไม่สามารถค้นหาข้อมูลได้เข้าใจภายในสามคลิก เขาจะละทิ้งเว็บนั้นไปเลย ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดและพยายามทำให้คลิกน้อยแต่ทำให้การใช้งานง่ายและน่าคลิกหาสิ่งที่น่าสนใจจะตรงประเด็นมากกว่า

จำนวนคลิกที่มาก ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความที่ผู้ใช้สามารถพบสิ่งที่เค้าต้องการ

จำนวนคลิกที่มาก ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความที่ผู้ใช้สามารถพบสิ่งที่เค้าต้องการ

ที่มา user interface engineer

2. สร้างคอนเท้นท์ที่น่าอ่านในรูปแบบตัวอักษร F

จากผลการวิจัยวิธีอ่านของผู้ใช้เว็บ 50 คน พบว่า จุดที่ผู้ใช้เว็บสนใจมากที่สุดอยู่ที่มุมบนด้านซ้าย และกวาดตาเป็นรูปตัวอักษร F ดังนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรู้สำหรับ Copy writer และผู้วางคอนเท้นท์ที่สำคัญที่จะทำให้สื่อสารได้เร็วที่สุด

F shape pattern บริเวณสีแดงคือบริเวณที่ตาของผู้ใช้กวาดไปและให้ความสำคัญมากที่สุด

F shape pattern บริเวณสีแดงคือบริเวณที่ตาของผู้ใช้กวาดไปและให้ความสำคัญมากที่สุด

ผลการทดลองจาก AlertBox

google golden triangle

google golden triangle

ผลการทดลองจาก Nielsen?s independent research

3. เร่งความเร็วเว็บไซต์ อย่าให้ผู้ใช้ต้องรอ

ผู้ใช้เว็บปัจจุบันเกลียดการรอคอยเนื่องจากมีทางเลือกเยอะแยะ มีผลการทดสอบด้านประสิทธิผลของเว็บกับเวลาในการรอคอยการแสดงผลด้วยเช่นกัน

Bing ได้ทำการทดสอบและพบว่า ถ้าเว็บไซต์แสดงผลช้าขึ้นเพียง 2วินาที จะทำให้ ความพึงพอใจผู้ใช้ลด 3.8% และทำให้สูญเสียรายได้ (revenue per user) 4.3% และลดการคลิกลง 4.3% ซึ่งในฐานะบริษัทอย่างไมโครซอฟท์ 4.5% หมายถึงกำไรหายไปหลายล้านดอลล่าห์เลยทีเดียว

ผลการทดลอง bing เวลาที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรหดหายชัดเจน

ผลการทดลอง bing เวลาที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรหดหายชัดเจน


ที่มา slow page lost user

นอกจากนี้ Google ยังให้ความสำคัญกับ speed และอันดับของเว็บด้วยตามลิงก์ Google now factors page speed in their search ranking

สำหรับเรื่องความเร็วลองดู 15 เครื่องมือที่ทำให้พัฒนาหน้าเว็บที่เร็วขึ้น และลองใช้ CSS Sprites เพื่อทำให้ความเร็วมากขึ้น

4. ทำให้คอนเท้นท์อ่านง่าย มีตัวอักษรเท่าที่จำเป็น

มีผลการทดลองว่า คนส่วนใหญ่อ่านตัวอักษรบนหน้าเว็บเพียง 28% เท่านั้น และจะยิ่งอ่านน้อยลงไปอีกถ้ามีตัวอักษรมากกว่านั้น

เปอร์เซ็นของการอ่าน กับจำนวนตัวอักษร

เปอร์เซ็นของการอ่าน กับจำนวนตัวอักษร

ที่มา การทดลองโดย Dr Nielsen

ดังนั้น ถ้าอยากให้ผู้ชมเว็บอ่านทุกอย่างในเว็บ ต้องทำให้อ่านง่าย ไฮไลท์คีย์เวิร์ด ใช้ heading เขียนย่อหน้าให้สั้น และปรับปรุงลิสต์

5. การ scroll ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้รำคาญการอ่านเว็บ

ลูกค้าหลายคนอาจกังวลว่าการออกแบบเว็บที่ยาวจนต้อง scroll down ลงมา อาจทำให้ผู้ชมไม่ชอบ แต่จากผลการวิจัยพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่างเว็บที่ต้อง scroll หรือไม่ต้อง scroll

เปอร์เซ็นของการ scroll web ต่อความสูงของเว็บเป็น pixel จะเห็นว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน

เปอร์เซ็นของการ scroll web ต่อความสูงของเว็บเป็น pixel จะเห็นว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน


ที่มา Unfolding the Fold โดย Clicktale

นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยอีกว่า ถ้าหน้าเพจด้านบนมี content อยู่น้อย จะสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้ scroll เว็บลงมาด้านล่างเพื่อดูคอนเท้นท์อื่นๆได้ด้วย

ถ้าด้านบนของเว็บมีคอนเท้นท์น้อย จะสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้เลื่อนลงมาดูด้านล่างได้

ถ้าด้านบนของเว็บมีคอนเท้นท์น้อย จะสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้เลื่อนลงมาดูด้านล่างได้

ที่มา Why we don?t worry about the fold : CXpartner

สิ่งที่จะสื่อในเรื่องนี้คือ ไม่จำเป็นต้องอัดสิ่งที่น่าสนใจไว้ด้านบนของเว็บทั้งหมดนั้นเอง

6. เอาของสำคัญไว้ด้านซ้าย

อันนี้ก็คล้ายๆกับ F shape ข้างต้นครับ มีผลการทดลองว่าคนจะใช้เวลาดูคอนเท้นท์ด้านซ้าย 69% ของการใช้เวลาทั้งหมด

บริเวณจำนวน pixel ที่ 300-400 นับจากด้านซ้ายของเว็บเพจจะใช้เวลาดูมากสุด

บริเวณจำนวน pixel ที่ 300-400 นับจากด้านซ้ายของเว็บเพจจะใช้เวลาดูมากสุด

ที่มา Jakob Nielsen s Alertbox

อย่างไรก็ตาม ผลนี้ขึ้นอยู่กับภาษาที่ใช้ แต่ภาษาส่วนใหญ่ในโลกก็อ่านจากด้านซ้ายจึงเป็นการดีที่จะคำนึงด้านซ้ายไว้ก่อนครับ

7. พื้นที่ว่าง มีผลต่อการอ่านตัวอักษรและเวลาในการรับรู้ข้อความนั้น

การเว้นพื้นที่ว่างรอบๆตัวอักษรทำให้ดึงดูดสายตามากขึ้น มีผลวิจัยโดยให้อาสาสมัครอ่านข้อความที่มีระยะห่างรอบๆ รวมถึงระยะระหว่างบรรทัดต่างๆกัน โดยถ้าระยะห่างระหว่างคำมีน้อย จะใช้เวลาอ่านได้เร็ว แต่ถ้ามีระยะห่างมาก ประโยคนั้นจะทำให้คนอ่านจับใจความและได้ความเข้าใจมากกว่า

ระยะวรรคและช่องไฟ มีผลต่อการอ่านได้เร็ว กับอ่านได้เข้าใจและรู้ประเด็น

ระยะวรรคและช่องไฟ มีผลต่อการอ่านได้เร็ว กับอ่านได้เข้าใจและรู้ประเด็น

ที่มา Software Usability Research Laboratory

ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ทุกยอ่างที่ประกอบกันเป็นเว็บ ทั้งระยะห่าง สีตัวอักษร เล้น มีผลต่อประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ทั้งสิ้น บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมเช่นการเลือกใช้ฟ้อนท์ และการจัดการพื้นที่ว่างของเว็บที่ไม่ดี

8. รายละเอียดเล็กๆน้อย อาจสร้างความแตกต่างในการใช้งานได่้มาก

ในการทำเว็บใหญ่ๆ เรามักจะละเลยสิ่งเล็กน้อยในการใช้งานไป

มีเคสของการนำปุ่มออก และใส่คำอธิบายเกี่ยวกับ error ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหา user error ในขั้นตอนเช็คเอ้าท์ ปรากฎว่าเว็บสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นถึง $300 ล้าน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 45% จากยอดขายปกติในเดือนแรกที่มีการเปลี่ยนแปลง

แทนที่ error 404 ด้วยคำเช่น Sorry และให้คำแนะนำต่อผู้ใช้

แทนที่ error 404 ด้วยคำเช่น Sorry และให้คำแนะนำต่อผู้ใช้

ด้านบนคือผลการปรับปรุงเว็บโดย flowinteractive ซึ่งเปลี่ยนคำว่า Error occured: 404 – not found โดยใส่คำว่า “We’re sorry, we’ve had a problem processing your order. Your card hasn’t been charged yet. Please click checkout to try again.” ผลปรากฎว่า transaction รายเดือนสูงขึ้น

9. navigation ที่ดี สำคัญกว่าระบบ Search ในเว็บมาก

มีการทดสอบให้ทำ task test บนเว็บ และพบว่า 70% ของอาสาสมัครทำการคลิกลิงก์เพื่อทำภารกิจให้ลุล่วง มากกว่าจะไป Search ภายในเว็บ

นอกจากนี้ยังมีผลทดสอบจาก UIE ว่าผู้ใช้เว็บหากไม่สามารถหาลิงก์ไปถึงจุดที่เค้าต้องการในเว็บ เค้าจะไปพึ่ง Search engine ข้างนอกเว็บมากกว่า (และลูกค้ารายนั้นอาจจะหลุดไปเว็บอื่นเลย)

ผลสรุปก็คือ การจัดการคอนเท้นท์ให้ดีและหาง่าย มีโครงสร้างที่ดี ให้ผลที่ดีกว่าการไปพึ่งระบบ Search ภายในเว็บ

10. Homepage ไม่ได้สำคัญอย่างที่คุณคิดนะ

คนที่เข้ามาที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบที่จะเข้ามาที่ Homepage โดย Search engine เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้าถึงหน้าที่ให้ข้อมูลโดยตรงเช่นเดียวกับเว็บอื่นๆที่จะลิงก์มาที่คุณโดยตรงเช่นกัน

จากผลการวิเคราะห์ของ Gerry McGovern และ The decline of homepage แสดงให้เห็นว่า การเข้าไปยัง page อื่นของเว็บโดยผ่านหน้าแรกของเว็บนั้นลดลงอย่างมาก ในปี 2003 นั้นคนเข้าเว็บจากหน้าแรก 39% แต่ปัจจุบันเข้าหน้าแรกเพียง 2% ! โดยในปี 2009-2011 ลดลงถึงปีละครึ่งหนึ่ง

ข้อมูลนี้บอกได้ว่าปัจจุบันเรามีทางเข้าถึงข้อมูลโดยตรงมากมายทั้ง Search engine และ Social media ดังนั้นควรไปโฟกัสที่ landing page มากกว่า Home page จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่ามากครับ

ช่วงโฆษณา

:)
วงดนตรี งานแต่งงาน

หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ โปรดให้กำลังใจด้วยการกด Like ที่หน้า facebook page ผมนะครับ :)

follow @ipattt

follow @ipattt