Super Vision ในธุรกิจทำเว็บ : ต้นทุนที่สูงที่สุดและอธิบายได้ยากที่สุด

จากโพส การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน Quotation/เปรียบเว็บกับบ้าน จะเห็นได้ว่ามีต้นทุนอันแรกเลยที่ค่อนข้างสูงชื่อ Super Vision อยู่ ต้นทุนนี้เหมือนจะเป็นต้นทุนแฝง แต่จริงๆเป็นต้นทุนหลักเลยในธุรกิจทำเว็บครับ เพราะมักเป็น Man-day ของผู้บริหารซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุด

ลองพิจารณาเปรียบเทียบถ้าไทเกอร์ไอเดียทำเว็บ System ขนาดใหญ่ที่ทำให้บริษัทเอกชนที่ out source มาอีกที อาจมีการคิดราคา 1 ล้านบาทโดยแบ่งเป็น Implementation Cost 70% และ Super Vision cost 30% เพราะบริษัทเอกชน ( เช่น Orcsoft ) มีการ Analyse และแบ่งงานมาให้ก่อนหน้านี้แล้ว เปรียบเสมือนใช้ Super Vision มาให้บ้างแล้วนั่นเอง แต่อีกกรณีหนึ่งคือเว็บ Informative ของรัฐบาลที่มีราคา 1 ล้านบาทและไทเกอร์ไอเดียรับงานโดยตรง เราอาจจะแบ่งเป็น Implementation Cost 10% และ Super Vision cost 90% เลยทีเดียวครับ ถ้าพูดง่ายๆก็คือ ทำเว็บมันง่ายมากใช้ programmer มือใหม่ก็สามารถทำได้แต่ก่อนจะเกิดเว็บและจบเว็บได้มันยากมากเพราะต้องประชุมไปเป็นปีๆนั่นเอง

Super Vision ในการพิจารณา Business Model ของลูกค้า และปรับใช้กับเว็บ

Super Vision นั้นเริ่มจากการพิจารณา Business Model ลูกค้าและ Requirement เริ่มต้นของลูกค้าอย่างถ่องแท้ และโน้มน้าวรวมทั้ง Educate ลูกค้าเพื่อให้เกิด Requirement ของเว็บไซต์ที่แท้จริง ซึ่งนอกจากการดีลงานครั้งแรกแล้ว Super Vision ยังต้องถูกใช้อยู่เรื่อยๆเมื่อลูกค้ามี Requirement ใหม่ๆ จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการทาง Art Direction ที่เว็บไซต์ต่อไปครับ กระบวนการนี้ผมบอกได้ว่าคนเป็น Sale นั้นทำได้ยาก ต้องเป็นระดับผู้บริหารถึงจะทำได้ดี เพราะปกติเซล์ลจะเน้นการขายแต่ผู้บริหารจะเน้น win-win Situation มากกว่า ประกอบกับตามปกตินั้นมุมมองทางธุรกิจของ Sale นั้นมักไม่เทียบเท่าผู้บริหาร ( ยกเว้นโปรดักซ์เช่นเว็บสำเร็จรูปหรือ เว็บขายของสำเร็จรูปที่มีขอบเขตชัดเจนจะสามารถใช้เซลล์ขายได้ดี )

ตัวอย่างคือถ้าลูกค้าโทรมาถามว่า อยากทำเว็บไซต์ เค้าเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แบบ OEM ( ส่งโรงงานรถยนต์ ไม่ได้ทำขายทั่วไป ) อยากปรับปรุงเว็บให้สวยเริดทันสมัย มีระบบการสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ท มีเว็บบอร์ด และอยากทำ SEO ด้วยโดยให้ติดคีย์เวิร์ดประเภทเหล็ก ชิ้นส่วน และอยากได้ back-end พิเศษไว้บริหารงานของพนักงานหลังบ้าน นอกจากนั้นยังอยากทำระบบรับสมัครงานแบบบริหารได้ง่าย

ถ้าเป็นคุณจะคิดราคาเท่าไหร่ครับ 😕 90,000 หรือ 150,000 หรือ 300,000 ถ้าดูจาก Manday แล้วน่าจะคิด 150,000 หรือไม่เพราะน่าจะใช้ Manday คนสองคนทำงานเป็นเดือน

แต่ทางที่ถูกจริงๆเราควรจะบอกลูกค้าว่า คุณเป็นธุรกิจแบบ B2B ( Business to Business ) ไม่ควรทำเว็บราคาสูงขนาดนี้ เพราะคุณมีลูกค้าในประเทศเพียงหลักสิบเท่านั้นเอง ( ซึ่งคุณก็รู้ scenario ของธุรกิจดีอยู่แล้วว่าต้องเข้าหาอย่างไร ) ส่วนระบบสั่งซื้อของลูกค้าเราก็ต้องถามว่าเค้ามีคนโอเปอเรชั่นหรือไม่หรือเค้าสั่งซื้อด้วยวิธีใดมาก่อน ลูกค้าคุ้นเคยแล้วหรือไม่ มีแบบฟอร์มหรือไม่ ส่วนการสั่งซื้อก็ควรใช้ Contact form ไม่ควรให้ซับซ้อนไปกว่านั้น และเว็บบอร์ด ( ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เหมาะกับองค์กรเลย ) เราก็ต้องบอกว่าเว็บบอร์ดจะมี spam มา ถ้าไม่มีคนดูแลก็ไม่ควรจะใช้เลย ไม่งั้นคุณก็จะโดน Viagra โจมตีได้ ^^ ,เรื่อง SEO เราไม่ควรทำขนาดนั้นเพราะถึงลูกค้าจะเจอก็มาซื้อไม่ได้อยู่ดี อย่างไรจะติดตั้งระบบ Blog แล้วถ้ามีบทความจะให้พนักงานของคุณเขียนก็ได้ซึงจะช่วยเรื่อง SEO ได้แน่นอนโดยไม่ต้องเสีย Manday เรามาก, ส่วน back end บริหารงานเราก็บอกว่าเราจะแนะนำของฟรีให้นะ ( หรือจ่ายนิดหน่อยก็ได้ ) เพียงแต่มันอาจจะไม่ได้ Build in อยู่ในเว็บเท่านั้นเอง ( เช่น taskfreak ) และเราจะให้คำแนะนำเรื่องการใช้ gmail ในการบริหารงานให้ได้ สุดท้ายคือระบบสมัครงานใช้เป็นโพสงานเอาก็พอ หรือจะไปพ่วง API กับ JobDB ไปเลยก็น่าจะได้ฟังก์ชั่นที่ดีกว่า

และราคาเราก็ให้เลือกสองเรทก็คือ 30,000 มี Template เดียว อบรมให้พนักงานลูกค้าใส่ข้อมูลเอง หรือจะเป็น 300,000 เราทำตาม Requirement ข้างบนให้ได้หมดแต่ไม่คุ้มคุณนะ ลูกค้าที่พอเข้าใจดีมักเลือกที่ราคา 30,000 ครับ ตัวอย่างเคสนี้ของ TiGERiDEA คือเว็บของบริษัท Vision Inform ลองคลิกที่รูปไปดูได้ครับ ช่วงนี้ลูกค้ากำลังแก้ข้อมูลทำให้เว็บดูเล็กๆ

เว็บ Vision Inform ราคา 30,000 บาท ลูกค้าใส่ข้อมูลเองด้วย wordpress

เว็บ Vision Inform ราคา 30,000 บาท ลูกค้าใส่ข้อมูลเองด้วย wordpress

ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า เอ ทำไมเราไม่ทำตามที่ลูกค้าอยากได้ไปเลยล่ะ เราจะได้เงินเยอะๆ อันนี้จากประสบการณ์บอกได้เลยครับว่าเว็บจะเสร็จลงได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ขึ้นกับ Drive ที่แท้จริงของลูกค้าที่ขึ้นกับ Value ของเว็บไซต์ต่อธุรกิจของเค้า และ Win-Win ระหว่างลูกค้ากับเราเป็นสำคัญครับ ถ้าเราคิดแพงและลูกค้ายอมให้เราทำงานนี้ ปัญหาจะตามมาหลังทำงานไปได้สักพักเพราะลูกค้าจะเริ่มฟุ้งไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่และเกิดการขอแก้ไปเรื่อยๆเพราะรู้สึกเองว่า”เว็บมันแพงถ้าทำได้แค่นี้จะไม่คุ้มที่จ่ายไป” บางทีการเว็บลากยาวไปเป็นปีใช้คนจำนวนมากจนแม้แต่เว็บราคา 300,000 เราก็ยังขาดทุนแน่นอนครับ ผิดกับที่เราเสนอแบบราคา 30,000 ไปครั้งแรกแล้วทำอาทิตย์เดียวจบเลย ลูกค้าจ่ายน้อยเราทำงานน้อย win-win แน่นอน

แต่ถ้าเราวิเคราะห์ Drive ของธุรกิจแล้วมีผลกับเว็บมากแน่นอนเช่นเว็บขายของออนไลน์ B2C ( ขายของสู่ end user ) หรือเว็บ Resort ขนาดเล็ก การทำเว็บจะมี value กับธุรกิจของเค้าอย่างมากแน่ ๆ เพราะฉนั้นเราก็สามารถที่จะคิดราคาสูงขึ้นได้ และลูกค้าจะถูกบีบให้จบด้วยตัวของเค้าเองเพราะว่าถ้าเว็บไม่เสร็จซักที ธุรกิจของเค้านั้นจะเสียหายเป็นมูลค่ามากกว่าบริษัทที่ทำเว็บไซต์หลายเท่าครับ

อย่างไรก็ตาม การพิจารณา Model Business ทั้งหมดนี้ไม่สามารถใช้ได้กับการทำเว็บราชการ 😛 ที่ 90% ล้วนไม่มีความสมเหตุสมผล ไม่มีจุดหมายที่แท้จริง และที่สำคัญ ไม่มี Drive เลยแม้แต่นิดเดียว ! ( เอกชนจะพิจารณาที่ฟังก์ชั่นการบริการและจุดประสงค์ของเว็บมากกว่า Spec ของเว็บไซต์ ในขณะที่รัฐบาลจะพิจารณาที่ Spec ของเว็บแต่ไม่คำนึงถึงอย่างอื่นเลย )

Super Vision ในการเจรจาและประชุมร่วมกันต่างๆ และ Project Management

ในการทำเว็บแต่ละครั้ง เราต้องใช้เวลาไปกับการประชุมเจรจาปิดจบงานแต่ละช่วง เวลาในการรวบรวมข้อมูลต่างๆมากมาย บางทีต้องพูดคุยกับผู้ใต้บังคับบัญชาของลูกค้าเพื่อให้เค้าปฎิบัติในสิ่งที่เหมาะสมกับการ support ข้อมูลต่างๆ รวมทั้งแนะนำการปรับโครงสร้างองค์กรของลูกค้าเช่นเว็บขายรถยนต์มือสองจะต้องมี Flow การทำงานของช่างภาพในการใส่ข้อมูลในเว็บที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเป็นงานด้านเว็บรัฐบาลบางครั้งเราต้องประชุมกับรัฐมนตรีหลายสิบคนที่เลขาของทุกคนมีเครื่องอัดเสียงทั้งหมดทำให้มีความรับผิดชอบในการนำเสนอสูงมาก ( ลองดูโพส เว็บรัฐบาล ประชุมใหญ่มาก ) จากนั้นกลับมาวางแผนการทำงานและกำลังพลเพื่อให้ได้ man-day ที่ match กับ timeline ของการพัฒนาเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังรวมถึงการเจรจาและบริหาร man-day ในเวลาที่ cash flow ไม่ค่อยดีเพราะได้เงินช้าอีกด้วยครับ :p ( อันนี้เหนื่อยยยมาก ถ้าลูกค้าไหนจ่ายเงินช้าเราต้องบวกเยอะหน่อย )

ประชุมใหญ่และมีความรับผิดชอบขนาดนี้น่าจะมีเบี้ยประชุมซักครั้งละ 20,000

ประชุมใหญ่และมีความรับผิดชอบขนาดนี้น่าจะมีเบี้ยประชุมซักครั้งละ 20,000

นอกจากนี้ลูกค้ามักเริ่มต้นอยากทำเว็บโดยมีความไม่รู้ในเรื่องต่างๆอยู่ด้วย ความไม่รู้เป็นบ่อเกิดสำคัญแห่งการทำงานสูญเปล่าในธุรกิจทำเว็บ ในกรณีนี้ AE ควรที่จะวางแผนการ Educate ลูกค้าไว้ด้วยเช่นกันเป็นลำดับขั้นไปเพราะการอธิบายด้วยปากเปล่ามักไม่ได้ผลครับต้องให้ลูกค้าเห็นเองจากเว็บหรือจาก Reference ต่างๆ อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ยุคสมัยของ CMS นั้นได้ช่วยเหลือธุรกิจทำเว็บในด้านนี้อยู่มากทีเดียวเพราะลูกค้าสามารถเห็นผลได้ทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือรูปภาพต่างๆ รวมทั้งระบบ Revision ก็สามารถดึงงานเก่าขึ้นมาเปรียบเทียบได้ด้วย

อย่างไรก็ตามการเจรจานี้เป็นทักษะเฉพาะตัวของ AE ครับ แต่เท่าที่ทราบก็คือถ้าเรารู้ลึกเกี่ยวกับสถานะของลูกค้าเท่าไหร่ ผลการเจรจามักจะออกมาเป็นที่พอใจหรือโน้มน้าวได้มากกว่าการเจรจาโดยไม่รู้จักลูกค้าเลยแน่นอน นอกจากนั้นถ้าเรามีความรู้อะไรควรให้ลูกค้าที่เป็นผู้บริหารได้ทราบทั้งหมดเพราะความรู้ของเราที่ให้กับลูกค้าทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวเรามากขึ้นนั่นเอง ลองอ่านข้อ 7 ในโพส คุณอยากเป็นผู้ประกอบการใช่ไหม


สำหรับ Agency ชื่อดังทั้งหลายที่ส่งต่องานมาให้เรา ( ทั้งงานเว็บและครีเอทีฟ ) บางครั้งเหล่า production จะชอบบ่นกันว่าทำไมเค้าถึงเอาเปอร์เซ็นเยอะ แม้กระทั่งบางครั้งงานที่ส่งลูกค้ามีมูลค่านั้นเป็นหลายเท่าของงานที่เค้าส่งต่อมาให้เรา ในกรณีนี้ต้องพิจารณาด้วยครับว่าเค้าเอาเปอร์เซ็นในการดีลงานกรณีไหน โดยจะมีความแตกต่างกันอยู่ดังต่อไปนี้

1. โยนให้เราทำงานเลย ส่งในนามของเราด้วย เค้าไม่ช่วยคิด อย่างนี้คือส่งต่องานให้และตัดหัวคิวเป็นค่า Sale อย่างเดียว เรามา Manage งานเอง อย่างนี้เค้าไม่ควรตัดหัวคิวมากเกินไป

2. โยนให้เราทำงานเลย ในนามของ Agency เอง เค้าไม่ช่วยคิดแต่ช่วย prove อย่างนี้จะมีค่าความเสี่ยงของแบรนด์เค้าด้วย อย่างไรก็ตามให้ระมัดระวังการดีลว่าเราร่วมคุยกับลูกค้าด้วยหรือไม่ ในกรณีแก้เยอะจะรับผิดชอบฝ่ายไหนอย่างไร จะคิดเหมารวมแก้ทั้งหมดหรือไม่หรือคิดเป็นครั้งๆตาม Man-day

3. เค้าใช้ Super Vision และให้เราทำงานตามสั่งและ prove ด้วย อย่างนี้จะมีทั้งค่า Super Vision+Brand+หัวคิว ให้ระมัดระวังการดีลเช่นเดียวกับข้อสอง แต่เราซึ่งเป็น Production จะได้เงินน้อยแน่นอนเค้าต้องเตรียมให้หมด อย่างไรก็ตามการตามงานก็ต้องให้ชัดเจนทั้งสองฝ่าย ทำงานเหมือนเป็นทีมเดียวกันถึงจะเสร็จเร็ว

Comments

  1. สุดยอดอีกแล้วครับท่าน หลังจากไม่ได้โพสมาหลายอาทิตย์

    ติดต่อตลอดครับ

  2. ได้ความรู้ขึ้นเยอะเลยครับบบ

  3. ขอบคุณครับได้ความรู้มากเลย ทำงานด้านรับพัฒนา Web Application อยู่เช่นกันกำลังจะเปิดบริษัท อ่านแล้วมีประโยชน์มากครับ

  4. ข้อความที่ถ่ายทอดออกมาสามารถสะกดให้ผมนั่งอ่านได้นานขนาดนี้ ต้องยอมรับแล้วว่าที่หลายท่านขอบคุณไปนั้น..ถูกต้องยิ่งแล้ว และก็ต้องขอบคุณสำหรับแนวคิดและแนวทางในการทำงานดีๆ เช่นนี้
    แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอ่านไปมาหลายรอบแล้วเกิดสงสัยว่าทำไมต้องคำนี้ เพราะมันทำให้หยุดคิดได้ดีเลย เนื่องจากพอมันไม่คุ้นก็จะเริ่มสงสัยและอยากจะค้นหา.. taskfreak Mandy หรือศัพท์ทางธุรกิจหลายๆตัว แต่หากอ่านจนจบแล้วจะรู้ว่าประโยชน์ที่ได้มันมากจริง หากเป็นไปได้สำหรับผู้อ่านหน้าใหม่แนะนำว่าควรศึกษาศัพท์พวกนี้มาก่อนครับ…
    นายแน่มาก

  5. ดีจัง ^^ ขอบคุณนะคะที่นำบทความดีๆมาให้อ่าน

  6. ขอบคุณมากครับ ได้ข้อคิดอะไรดีๆ มากเลย ผมชอบประโยคนี้อะ
    “ถ้าเรารู้ลึกเกี่ยวกับสถานะของลูกค้าเท่าไหร่
    ผลการเจรจามักจะออกมาเป็นที่พอใจหรือโน้มน้าวได้มากกว่าการเจรจาโดยไม่รู้จักลูกค้าเลยแน่นอน”
    ผมรู้สึกว่า ถ้าไปหาลูกค้าโดยที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำข้อสอบโดยไม่ได้อ่านหนังสือ
    สุดท้ายเสียเวลาเปล่า

Trackbacks

  1. […] SEOinw: สุดยอดอีกแล้วครับท่าน หลังจากไม่ได้โพสมาหลายอาทิตย์ ติดต่อตลอดครับ […]

  2. […] Super Vision ในธุรกิจทำเว็บ : ต้นทุนที่สูงที… […]

  3. […] Super Vision ในธุรกิจทำเว็บ : ต้นทุนที่สูงที… […]

  4. […] Project ต้องมี Cost ด้าน Systems Analyst, Information Architecture และ Super vision และทีม Project Development หรืออาจจ้างงานแบบ Man […]