เพียง 1 ปี ชาวกรุงฯเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ? เราไม่เชื่อคนง่ายจริงหรือ ?

วันก่อนมีเพื่อนๆคุยกันว่า คนกรุงเทพฯฉลาด เป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ รู้ทันทักษิณเรื่องคอรัปชัน คนต่างจังหวัดโง่ ไม่ได้เรียนหนังสือ ถูกหลอก ถูกจ้างมากันเต็มเมือง ผมก็ไม่ได้เถียงอะไรและก็ยังพลอยคิดเห็นเป็นแบบนั้นอยู่บ้างครับ

แต่จากที่จำได้ ช่วงที่อยู่มหาวิทยาลัยเมื่อ 10 ปีก่อน เพื่อนๆแทบทุกคนบอกว่าทักษิณเป็นความหวังใหม่ของประเทศไทยที่มีแต่นักการเมืองน้ำเน่ามานาน และประโยคเด็ดที่คนรอบตัวพูดกันทั่วบ้านทั่วเมืองก็คือ นักการเมืองมีแต่คนโกงเพราะต้องหาผลตอบแทนกลับมาให้ตัวเอง ส่วนทักษิณเป็นคนนอกวงการการเมืองคนแรกในประวัติศาสตร์ และเป็นนักธุรกิจคนแรกที่เข้ามาสมัครลงเลือกตั้ง ดังนั้น “เค้ารวยอยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องโกงอะไร” คุ้นๆประโยคนี้มั้ยครับ :) นี่คือความเชื่อของคนกรุงฯยุคนั้น

การเลือกตั้ง 2544

ผลการเลือกตั้ง 2544

ผลการเลือกตั้ง 2544

ความเชื่อมั่นของทั้งคนกรุงและคน ตจว ทั้งหลายทั้งปวงนำมาซึ่งชัยชนะถล่มทลายดูละเอียดที่ลิงก์
ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2544

ตอนนั้นวาทกรรมว่าด้วยนักการเมืองโกงมีเต็มไปหมด แต่วาทกรรมว่าด้วยนักธุรกิจกอบโกยผมว่ายังไม่ค่อยมี (หลักการทำธุรกิจข้อแรกๆคือ ดีลต้อง Win-Win ไม่ใช่ Win-Lost ดังนั้นจึงขัดกับคำว่ากอบโกย ) เพื่อนๆที่เรียนก็อยากจะเป็นนักธุรกิจกันทั้งนั้นครับ และหลายคนชื่นชมว่าทีมงานทักษิณนั้นเป็นดรีมทีมธุรกิจจริงๆ เพือนๆพูดตอนเช้าก่อนเข้าเรียนอย่างสะใจว่า ดร.สมคิด ด่ากราด สส.รุ่นเก่าที่ไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์แบบคนละชั้น รัฐบาลบริหารผ่านมา สี่ปี ทุกคนก็ยังปลื้ม

ถ้าคนกรุงเทพฯฉลาดและรู้ทันว่าทักษิณโกงจริงๆ ต้องรอกันถึง 4 ปีจนครบวาระเลยหรือ ผมว่าจุดนี้น่าสงสัยมากครับ ? คนน่าจะเริ่มเบื่อ หรือเคลือบแคลงกันบ้างแล้ว

ทักษิณเป็นนายกจนครบเทอมและยังได้รับความชื่นชอบจากคนกรุงเพิ่มขึ้นตลอด 4 ปี

การเลือกตั้ง 2548

ผลการเลือกตั้ง 2548  ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทยที่มีคะแนนเพิ่มหลังหมดวาระ" title="ผลการเลือกตั้ง 2548  ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทยที่มีคะแนนเพิ่มหลังหมดวาระ

ผลการเลือกตั้ง 2548 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทยที่มีคะแนนเพิ่มหลังหมดวาระ\

จำนวนที่นั่งของไทยรักไทย ได้เพิ่มจาก 248 เป็น 375 ดูรายละเอียดที่ลิงก์
ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2548 

โดยสรุปคือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว (ยำ้ว่าผ่านมาเพียง 5 ปี) คนกรุงฯส่วนใหญ่”รักทักษิณยิ่งกว่าเดิม” ดูเฉพาะผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในกรุงเทพมหานครได้ไปถึง 32 ที่นั่ง ต่อประชาธิปัตย์ที่ได้ 4 ที่นั่ง หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นกล่าวว่า “พ.ต.ท.ทักษิณได้รับเสียงคะแนนจากประชาชนอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งใน ประวัติศาสตร์การเมืองไทย” เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยที่ดำรงตำแหน่งในวาระครบ 4 ปี และยังชนะการเลือกตั้งได้รับเสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์ในสภามากที่สุดเป็นครั้งแรกของการเลือกตั้งปกติ

พอ กันยายน ปี 2548 สนธิก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการโจมตีทักษิณ จากแรงผลักดันในความขัดแย้งกรณีทักษิณได้ฟ้องร้องต่อนายสนธิเรื่องการกล่าวหาเกี่ยวกับ “ปฏิญญาฟินแลนด์” ความแตกต่างจากการโจมตีนายกในยุคก่อนๆคือ หัวหอกในการโจมตีเป็นผู้เชี่ยวชาญสื่อ ผมได้อ่าน fwd mail นับร้อยฉบับเกี่ยวกับทักษิณที่เพื่อนๆส่งเข้า yahoogroups อย่างสนุกสนานโดยไม่รู้ที่มาของมัน ในที่สุดหลังจากบริหารมา 1 ปี ทักษิณก็ยุบสภาเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549

การเลือกตั้ง 2549

มีการควำ่บาตรการเลือกตั้ง จากพรรคประชาธิปัตย์ ,พรรคชาติไทย.พรรคมหาชน ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ผลการเลือกตั้ง 2549 เป็นโมฆะ

ผลการเลือกตั้ง 2549 เป็นโมฆะ

จำนวนที่นั่งและผลการเลือกตั้ง ดูได้ที่ลิงก์
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรในประเทศไทย เมษายน พ.ศ. 2549

ภาพข่าวหนังสือพิมพ์ถึงเหตการณ์การคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ผมไม่เห็นคนรอบตัวร้องเรียนเรื่องงบประมาณที่ใช้ในการเลือกตั้งใหม่สูญเปล่าบ้างหรือไม่ในตอนนั้นเลย

คว่ำบาตรเลือกตั้ง 2549

คว่ำบาตรเลือกตั้ง 2549

ความรู้สึกชอบทักษิณสุดขั้วของคนกรุงเทพ กลายเป็นเกลียด ในช่วงเวลาเพียง 1 ปี

ผ่านมาเพียง 1 ปี ( 2548 – 2549 ) คนกรุงส่วนใหญ่เกลียดทักษิณเสียแล้ว ส่วนใหญ่มาจากการแฉจากสื่อต่างๆโดยสนธิ แม้เราเองยังต้องยอมรับว่าไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมดที่เป็นจริง แต่เราก็อ่านและนินทา และกลายเป็นด่าทักษิณกันอย่างแพร่หลาย หลายคนเกลียดทักษิณกันก่อนที่ทักษิณจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเสียอีก คนกรุงที่ใช้อินเตอร์เน็ทเป็นกลุ่มเป้าหมายของเว็บ manager ที่มีผู้คนเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้นประมาณเกือบสองเท่า จากประมาณ 80,000 เป็น 150,000 คนต่อวัน ในที่สุดวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เกิดรัฐประหาร

การเลือกตั้ง 2550

การเลือกตั้งตรั้งนี้ พลังประชาชนก็ยังชนะเลือกตั้งอยู่ โดยมีจำนวนที่นั่ง ต่อ ประชาธิปัตย์อยู่ 233 ต่อ 165 และ ประชาธิปัตย์ก็พ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 ติดกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับคนกรุงเทพฯนั้น ผลการเลือกตั้งกลับตาลปัตรไปแล้วโดย ประชาธิปัตย์ชนะพลังประชาชน 27 :9 เสียง

ผลการเลือกตั้ง 2550 พรรคพลังประชาชนได้ 233 ประชาธิปัตย์ 165

ผลการเลือกตั้ง 2550 พรรคพลังประชาชนได้ 233 ประชาธิปัตย์ 165

รายละเอียดการเลือกตั้งดูลิงก์
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2550

สรุปประเด็น คนกรุงเทพ

แม้ก่อนศาลตัดสินคดีต่างๆ ทักษิณก็กลายเป็นซาตานและนักโทษในสายตาคนกรุงส่วนใหญ่ไปแล้ว กลายเป็นคนรวยที่สุดในไทยที่ซื้อได้แม้ CNN ( แต่ดันซื้อ @suthichai ไม่ได้ และก่อนโดนยึดทรัพย์รวยอันดับ 16 ของไทย-อันดับเฉพาะนักธุรกิจที่”ตรวจสอบได้” ) ความรวยของเค้ามาจากการเป็นนายกทั้งหมด คะแนนเสียงทุกเสียงในอดีตเค้าซื้อทั้งนั้น กลายเป็นคนที่จะล้มล้างสถาบัน เป็นคนจ้างม็อบเข้ามาเผากรุงฯ ทุกอย่างเกิดจากทักษิณคนเดียว ทักษิณเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทั้งหมด เค้าขายชาติ ดิสเครดิตประเทศ รักเขมรมากกว่า ฯลฯ

เวลาผ่านมาไม่กี่ปี คนกรุงเทพกลับเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ผมว่าคนกรุงฉลาดและไม่เชื่อคนง่ายแน่นอนครับ ! 😛

Comments

  1. ไม่รู้ว่าเห็นค้านกับคุณพัชรหรือเปล่า

    รู้แค่ว่า ส่วนตัวผมตั้งแต่ได้สิทธิ์เลือกตั้ง .. ไม่เคยเลือกพรรคของทักษิณเลย

    และเช่นเดียวกัน ก็ไม่ได้เลือกพรรคขั้วตรงข้ามด้วย -*-

    สรุปคือ ผม novote ทุกครั้ง ..

  2. เขียนได้เยี่ยมเลยครับ โดนใจ

  3. ตอนแบ่งเขตผมเลือกตัวบุคคลไม่สนใจพรรคนะ แต่พรรคผมเลือกเพราะ ดร. สมคิด ไม่ใช่ทักษิณ
    ความคิดที่ว่า ?เค้ารวยอยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องโกงอะไร? อาจจะเป็นความคิดเฉพาะในกลุ่มคนรอบตัวคุณ?
    เพราะคนรอบตัวผมก็ไม่เห็นใครคิดแบบนั้นนะครับ

    อีกอย่างที่ผมเจอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปใน 1 ปีนะครับ
    เป็นตั้งแต่ทักษิณเข้ามาใหม่ๆ หลายคนรู้ว่านโยบายประชานิยม ผลงานมาจาก ดร. สมคิด
    แล้วก็ค่อยๆ เห็นการโกงกิน และทำให้คนไม่ชอบขึ้นมา
    (ถ้าเอาคน กทม. รอบๆตัวผม บางคนเลือก เพราะชวนทำงานช้า แม้ ดร. ศุภชัย จะเก่ง
    มากจนทำให้หนี้ IMF ลดลงมากก็ตาม แต่นโยบายทำได้ช้า ไม่ทันใจ)

    ผมว่าก็ไม่แปลกนะครับ ถ้าเรามีลูกน้อง ถ้าทำงานได้คุ้มกว่าที่โกง บ. เราไป
    หลายคนคงจ้างต่อ แต่ถ้าเห็นว่าหมดประโยชน์ ก็ไล่ออก ก็เท่านั้น

  4. ในความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมว่ามันเป็นเรื่องประชาธิปไตยกับคุณธรรมครับ ซึ่งสองอย่างนี้น่าจะไปด้วยกันได้ แต่ตอนนี้เหมือนน้ำกับน้ำมันเลย

  5. เรื่องความเชื่อ เขารวยไม่โกง ไม่ได้มีแค่กรุงเทพครับ เป็นจุดเด่นที่หัวคะแนนเค้านำมาเล่นเลยแหละ
    แน่นอนครับ ผมก็เคยคิดแบบนั้น ได้คะแนนจากผมไปทั้งครอบครัวเลยในสมัยแรก

    และนั่นเอง การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในชีวิตผม

  6. อยากแนะนำอันนี้อีกอันครับ
    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1271232137&grpid=01&catid=no

    หลายคนเกลียดทักษิน ทั้งๆที่ถ้าถามตรงๆ เลยว่าทักษินโกงอะไร น้อยคนจะตอบได้ และยิ่งน้อยคนมากที่จะหาหลักฐานที่เชื่อถือได้มาแสดงให้ดู

    ปล.ชอบ blog นี้ของพี่พัชมาก ขอเอาไปแบ่งให้คนอื่นอ่านต่อนะครับ :)

  7. เคยหลงเชื่อว่าคนรวยจะไม่โกง < กลับมาคิดอีกรอบ…เออแฮะมันสมเหตสมผลตรงไหน

    ไม่ใช่เฉพาะคนกรุงหรอก ทั้งประเทศก็คิดแบบนั้น

  8. ชอบมากเลยค่ะ พี่พูดถูกทุกอย่างเลย 😀

  9. พี่น้องต่างจังหวัดเล่าให้้ฟังว่าสะเทือนใจมากเรื่องที่มีคนเสียชีวิตมากมายขนาดนี้
    พวกที่เคยเกลียดแดงก็บอกว่าสงสาร ไม่น่าฆ่าแกงกันเลย
    ในขณะที่คนในเมือง(สลิ่มทั้งหลาย) กลับเสียดายห้างและทรัพย์สินที่เสียไปมากกว่า
    คงเป็นเพราะศีลธรรมในสังคมบ้านนอกยังรุ่งเรืองอยู่กระมัง ถึงมองว่าเรื่องฆ่าคนเป็นเรื่องใหญ่กว่าทรัพย์สิน

  10. Lee Fong Chui says:

    จุดแข็งคือ ไวต่อข่าวสาร เกิดอะไรที่ไหน รู้ทุกเรื่อง
    จุดอ่อนคือ เชื่อง่ายไม่สงสัย แถมมั่นใจสูงว่าตัวเองรู้เร็วที่สุด รู้มากที่สุด
    จึงมองคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างว่าโง่ โดยไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของประชาธิปไตย
    และนั่นคือลิ่มที่ตอกประเทศไทยออกเป็นหลายสี

  11. ตายแล้ว ท่าทางผมจะเป็นชาวกรุงเทียม
    ไหงผมไม่เคยชอบทักษิณตั้งแต่แรกหละเนี่ย

  12. แหม..ติดใจไอ้คำลงท้ายนี่แหล่ะครับ..^_^ ดีนะที่ผมเป็นคนโ่ง่ ๆ อยู่ภูธร