27 July 2010 Hidden Cost of IT ภาพจาก CISCO ธุรกิจทำเว็บ,ออกาไนเซอร์,งานดีไซน์,งานบริการ ฯลฯ กับโครงสร้างตลาดที่บิดเบี้ยว

คำถามที่ธุรกิจบริการ Made To Order ประเภท Below the line เคยเจอ

เคยมั้ยครับ เวลาบอกราคาลูกค้าเสร็จลูกค้าบอกว่า

” เฮ้ย เว็บบ้าอะไรราคาเป็นแสน ผมเคยให้น้องคนนึงทำ 20,000 ”

” คุณน้องคะ ทำโลโก้+CI เนี่ยเป็นหมื่นเลยหรอคะ ก็แค่มีเส้นๆไม่กี่เส้นเอง เล็กด้วย”

” จัดอีเว้นท์แค่นี้คิดเป็นแสนเลยหรอคะ ลูกชายพี่เค้าก็อยู่บริษัทเอเจนซี่นะ เห็นว่ามี Supplier รายนึงรับไม่กี่หมื่นเอง”

” ดีไซน์ Package ยาสีฟันแค่เนี้ย คิดแพงจังเลย ยาสีฟันพี่ราคาไม่กี่บาท คนโน้นเคยมาเสนอราคาแค่ 5,000 เอง “

Hidden Cost of IT

Hidden Cost of IT ภาพจาก CISCO

โครงสร้างราคาที่ถูกต้องที่ทำให้บริษัทหนึ่งๆอยู่ได้นั้น ความจริงไม่ถูกจนเกินไป

โดยปกติถ้าคิดราคา Project ตาม man day ของคนๆหนึ่งในระบบบริษัท ถ้าจะให้เท่าทุนตามมาตรฐานโลกล่ะก็ ต้องคูณประมาณ 2 เท่าของเงินเดือนครับ และถ้าอยากไห้ได้กำไร ( เพื่อไปชดใช้ค่าลิขสิทธิ์ Adobe บ้าง​ :P ) ก็ควรจะคูณ 3 เท่าของเงินเดือน (เช่น คนเงินเดือน 20000 ทำเว็บทั้งเดือนคนเดียวควรคิดราคาเว็บ 60,000 ถึงจะได้กำไรสำหรับบริษัท) ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า Cost บริษัทผมเคยพูดไปหลายครั้งพอสมควรดังนั้นราคาที่ออกมาจึงอยู่ในระดับหนึ่งที่ควรจะมีมาตรฐานของมันอยู่ ไม่สามารถต่ำกว่านั้นได้ ยกเว้นมีโซลูชั่นพิเศษที่ไม่ต้องใช้คนผลิต เช่นเว็บที่ราคา 30,000 บาทถ้าสามารถออกจากบริษัทได้โดยไม่ใช่ระบบ Template ความจริงไม่น่าแม้แต่จะมีเวลาไปนั่งประชุมกันได้เลยนะครับและก็ควรจะทำไม่เกินครึ่งเดือนเป็นต้น

บริษัทกับ freelance มีข้อแตกต่างกันอยู่ที่ บริษัทนั้นไม่สามารถหนีงานได้ครับเพราะมี ทุนจดทะเบียนบริษัทค้ำคออยู่ โดยปกติตามหลักทั่วไปมูลค่าโครงการต้องมากกว่าทุนจดทะเบียนบริษัท เช่นบริษัทที่มีทุนจะทะเบียน 500,000 จะไม่สามารถรับงานที่มีมูลค่า 1,000,000 ได้เพราะถ้างานเจ๊งจะไม่สามารถรับผิดชอบได้ เพราะฉนั้นบริษัทจึงควรคิดราคาแพงกว่า Freelance เพราะมีต้นทุนความเสี่ยงของความรับผิดชอบตรงนี้อยู่ด้วย+ Cost การจัดการต่างๆรวมทั้่งด้านภาษีครับ

หลายๆคนก็บอกว่า เรื่องราคามันก็เป็นเรื่องของ Supply-Demand ไม่ใช่หรือ ? ถ้าธุรกิจผลิตโปรดักซ์ที่คนไม่ได้ต้องการมาก มันก็ควรจะราคาต่ำ แต่บังเอิญคนไทยยิ่งกว่านั้นครับเพราะราคาที่ต่ำผิดปกติไม่ได้มาจาก Demand – Supply ซะด้วยซ้ำแต่มาจากการขาดความรู้ทางต้นทุนที่ถูกต้อง เช่นถ้าเราเป็นรถตู้คันเดียวในจังหวัด คนต้องการเช่าเยอะมาก เราคงตั้งราคาค่าเช่าวันละหมื่นได้สบาย แต่พอมีรถตู้อีกเจ้าเข้ามาตัดราคาเหลือ 5,000 ( ความจริงจะตัดราคาที่ 8,000 ก่อนก็ได้ ) เราก็พร้อมจะตัดเหลือ 2000 ทันที…

ทีนี้ที่การแข่งขันมันเคี่ยวและราคาตลาดมันต่ำมากเพราะว่า บริษัทที่เป็นธุรกิจบริการเหล่านี้ (รวมถึง Freelance) สามารถเปิดกันได้ง่ายมากครับ คือมี Barrier to Entry ต่ำมากนั่นเอง บางทีเพื่อนคนนึงจะแต่งงานขอให้เราช่วย เราก็เห็นว่าเปิดบริษัทมันเท่ดีเลยเปิดบริษัท Organizer เลยซะงั้น แต่ทว่าคนไทยนั้นเปิดบริษัทมาส่วนใหญ่ไม่ได้พิจารณาโมเดล Business ตัวเอง ยิ่งเป็นบริษัทธุรกิจบริการที่ใช้แรงคนไม่ได้ขายโปรดักซ์เป็นชิ้นเป็นอันและมีต้นทุนชัดเจนยิ่งไปกันใหญ่ครับ ดังนั้นส่วนใหญ่เมื่อเปิดมาแล้วจึงไม่รู้เลยว่าตนเองขาดทุนอยู่หรือไม่ ยิ่งคนที่ฐานะดีพ่อแม่สนับสนุนยิ่งลากกันยาวครับเพราะสามารถแบกภาระขาดทุนและรอความหวังได้นาน ดังนั้นคนที่เข้ามาใหม่จึงคิดราคาถูกเข้าว่า ขอให้ได้งานไว้ก่อน เสร็จแล้วสักพักถ้าเริ่มรู้ตัวติดหนี้กันมากมายแล้วไม่เจ๊งไปซะก่อนจึงจะค่อยๆเริ่มปรับตัวคิดแพงขึ้น

คุณเม่นเคยเล่าว่าบริษัทหรือ freelance ที่ไม่รู้โมเดลธุรกิจ เหล่านี้ก็จะเข้าไปเสนองาน และถล่มต้นทุนด้วยราคาถูกแสนถูก จากนั้นก็เจ็บและเจ๊งกลับไป บริษัทใหม่และเด็กจบใหม่ที่ยังไม่เคยเจ็บก็เข้ามาเรื่อยๆเป็นลูปวนอย่างงี้ไปตลอด ราคาตลาดก็เข้าสู่ภาวะวิกฤติ เพราะแน่นอนว่าลูกค้าจะจดจำแต่ BenchMark ราคาถูกที่สุดไว้ก่อนครับ คนที่เป็น Agency เองเวลามาจ้างหลายคนเป็นพนักงานประจำก็ไม่ได้รู้ Model Business เพราะใครจะมาคำนึงว่า Supplier เราคิดราคาถูกขนาดนี้อยู่ได้หรือเปล่า ส่วนผมเนื่องจากทำธุรกิจมาระยะหนึ่ง ถ้ามีคนคิดราคาถูกจะสงสัยทันทีว่าโมเดลธุรกิจเป็นอย่างไร และถ้าเห็นว่าอยู่ได้สบายและยังราคาถูกก็หมายถึง Model นั้นค่อนข้างจะน่าทึ่งทีเดียวครับ แต่ถ้าเห็นว่าถูกผิดปกติโมเดลอธิบายไม่ได้ก็จะรู้แล้วว่าคนๆนี้ “ไม่ใช่ตัวจริง”

เด็กจบใหม่หลายคนรับงานเว็บในราคา 20,000 บาท แต่ทำกันนานนับครึ่งปี ถ้าหารจำนวนวันจะได้ 111 บาท เค้าไม่รู้ตัวเลยนะครับว่าค่าตัวของเค้าถูกว่าค่าแรงขั้นต่ำของกรรมกรเสียอีก แถมกรรมกรคงไม่ต้องออกค่าคอมพิวเตอร์ ค่าไฟ ค่าแอร์ และค่ารถไปคุยกับลูกค้าครั้งแล้วครั้งเล่า…

แต่สำหรับบริษัทธุรกิจกิจบริการนี้มีตัวเลขที่ทุกคนอาจนึกกันไม่ถึงนะครับว่า บริษัทในไทย 100 บริษัทที่เปิดขึ้นมา เมื่อผ่านไปห้าปี จะมีเพียง 5 บริษัทที่มีความสามารถในการ “ทำกำไรได้ต่อเนื่องและเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ ” และในห้าบริษัทนี้มีเพียงบริษัทเดียวเท่านั้นที่เข้าขั้น รวย ! ( ข้อมูลคร่าวๆ อ้างอิง สสว.) ดังนั้นถ้าบริษัทคุณรอดเข้าปีที่ 6 ได้ล่ะก็จงภูมิใจครับว่าเราก็เป็น 5 ใน 100 ผู้รอดชีวิตเชียวนะ :D ส่วนตัวป่วนตลาดไม่น่ามีใครอยู่ได้เกิน 3 ปี นอกจากจะจนลงๆแล้วสรรพากรยังเพ่งเล็งอีกด้วยว่าเปิดบริษัทประสาอะไรไม่มีกำไร ตามด้วยต้นทุนด้านการตรวจสอบจากสรรพากรเป็นกระบุง ?

แต่แน่นอนว่าทั้งหมดนี้สามารถดีลได้อย่างถูกต้องถ้าเรามีความรู้รอบตัวในการเจรจาที่ดี โดยเราต้องสามารถอธิบายถึงปัจจัยของความราคาถูกกับแพงได้ดี ( ควรศึกษา activity based costing วิชาบัญชีพื้นฐานสำหรับ MBA เอาแค่คร่าวๆรู้คอนเซ็ปก็พอครับ ) และสิ่งที่จะให้ลูกค้าจ่ายเราได้แพงขึ้นมีเพียงสิ่งเดียวคือการสร้าง Brand และจุดเด่นของเรา รวมถึงความเข้าใจลูกค้ากับความเข้าใจตลาดด้วยครับ

Tags: ,
7,090 views

Leave a Reply

30 Responses to “ธุรกิจทำเว็บ,ออกาไนเซอร์,งานดีไซน์,งานบริการ ฯลฯ กับโครงสร้างตลาดที่บิดเบี้ยว”

  1. Ozinepank says:

    บอกตรงๆครับถ้าไม่ได้อ่านบทความของพี่พัชร ก็คงไม่รู้ว่าการทำราคาควรเก็บเท่าไหร่..
    ดีมากครับ..ไม่ค่อยมีคนมาแนะนำอย่างนี้โชคดีมากเลยที่ได้อ่าน ***ขอบคุณครับ

  2. ืnaiauan says:

    อ่านแล้วอย่างชอบเลยครับ
    ขออนุญาติเอาหัวข้อ กับลิงค์ไปแปะที่อื่นได้ไหนครับ

  3. amyou says:

    จากข้อความ “บริษัทในไทย 100 บริษัทที่เปิดขึ้นมา เมื่อผ่านไปห้าปี จะมีเพียง 5 บริษัทที่มีความสามารถในการ “ทำกำไรได้ต่อเนื่องและเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ ” และในห้าบริษัทนี้มีเพียงบริษัทเดียวเท่านั้นที่เข้าขั้น รวย ! ( ข้อมูลคร่าวๆ อ้างอิง สสว.)” ที่บอกว่าอ้างอิงจาก สสว. ผมอยากทราบว่าข้อมูลที่ได้มานี้ จะต้องศึกษาเอกสารหรือลิงค์ไหนในเว็บไซต์ สสว. ครับ เนื่องจากผมอยากทราบตัวเลขในปัจจุบัน และสถิติที่เห็นได้ชัดเจนกว่านี้ครับ

  4. ADOI says:

    ผมคิดว่าไม่ใช่ทั้งหมดหรอกครับที่ทางผู้จ้างทำ web จะเรียกราคาที่ต่ำ น่าจะเป็นมูลค่าที่ web สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าคุณจะจ่ายเงินเป็นแสน แลกกับอะไรที่จับต้องไม่ได้หรือ ได้ผลที่น้อยกว่าไหมล่ะ และน่าจะเกิดจากงานที่จับต้องได้ยาก ต้องจ้างโดยที่ไม่เห็นอะไรมาก่อนเลยต่างหาก

  5. Wanwisa U. says:

    บทความดีมากๆ เข้าใจในธุรกิจถ่องแท้ เขียนออกมาอีกเยอะๆ นะคะ น่าอ่าน

  6. sexdrum says:

    ผมก้อเป็นรุ่นน้องคนนึงที่ร่วมหอลงโลงกับรุ่นพี่ๆ ในธุรกิจเดียวกันนี้กับทั้ง พี่บัง พี่พัชร พี่เม่นครับ สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของบริษัททำเว็บขนาดเล็กที่ผมประสบ และสอดคล้องกับ blog ของพี่พัชรเสมอมา คือ

    1. cost analysis และ price calculation ของพี่พัชรถูกต้องแล้วครับ
    2. เกือบ 100% ของลูกค้ามาจากการบอกต่อ แนะนำให้รู้จัก ฯลฯ แทบไม่ต้องวิ่งเคาะประตูขายเลย
    3. ถ้าทีมของคุณมี 3-4 คน เรากำลังพูดถึงบริษัทที่มีรายจ่ายเดือนละแสนบาท
    4. การประเมินความสำเร็จของโปรเจคในเรื่องของกำไร ไม่ขึ้นกับขนาดว่าเล็กหรือใหญ่ ราคาต่ำหรือสูง แต่ขึ้นอยู่กับการกรองลูกค้าที่เหมาะสม
    5. งานฟรี ทำดี ทำสวย เสร็จเร็ว (เพราะไม่ต้องมีคนมาชี้นิ้วสั่งว่า ต้องเอาอย่างงั้น อย่างงี้)

    แต่เดิมผมทำงานกับบริษัทคุณพ่อสบายๆ ขี้หมูขี้หมาก้อได้เงินเดือนละ 2-3 หมื่นบาท พอมาเปิดบริษัทเองกับเพื่อนถึงจะได้รู้ซึ้งถึงรายจ่ายประจำเดือน ว่ามันเยอะขนาดไหน นอกจากจะต้องบริหารรายรับแล้ว ยังต้องบริหารรายจ่ายให้ดีอีกด้วย

    ผมกำลังพูดถึงรายจ่ายพื้นฐานของ SME ที่มีขนาดประมาณ 5-10 คน จะอยู่ที่ประมาณเดือนละ 2-5 แสนบาท และถ้า SME เจ้านี้กำลังจ้างทำเว็บไซต์บริษัทอย่างง่าย เป็น company profile + product information ด้วยมูลค่า 50,000 บาท ถ้าใช้เวลา 1 เดือนเสร็จ รายจ่ายของบริษัทในเดือนนั้นจะเพิ่มขึ้น ประมาณ 10-20 % ถือว่าไม่มากไม่น้อย แต่ถ้าบริษัทใหญ่กว่านั้น รายจ่ายก้อนนี้ในภาพรวมถือว่าน้อยลงมาก เทียบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ โดยเฉพาะเมื่อกระจายออกไปเป็นรายปี

    ผลที่ได้รับจากการทำเว็บขนาดเล็ก เป็น company profile + product information สำหรับบริษัทขนาดเล็ก ในมูลค่าประมาณ 50,000 นั้น ผมเชื่อว่าหากทำกับบริษัทที่ได้มาตรฐาน ได้เว็บไซต์ที่มีมาตรฐานเหมาะสม ผลลัพท์ที่ได้ จะมากกว่า การจ้างพนักงาน 1 คนเป็นเวลา 2-3 เดือน มาโปรโมทบริษัททางสื่ออินเตอร์เนท โดยที่ไม่มีเว็บไซต์ที่เหมาะสมมารองรับเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มฐานลูกค้าใหม่ ที่ต้องการหาข้อมูลสินค้าหรือบริการที่ต้องการทางอินเตอร์เนท เว็บไซต์จะมีผลต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้นๆ เปรียบประดุจเป็นพนักงานขายยืนรออยู่หน้าร้านเลย ถ้าเว็บไซต์ หรือพนักงานขายมีบุคลิกที่ดี ก็สามารถโน้มน้าวผู้ซื้อให้เชื่อถือในคุณภาพของสินค้า และบริการเราของได้ ผมว่าแม้จะจับต้องไม่ได้ แต่น่าจะประเมินคร่าวได้แน่ๆ ว่าผลตอบแทนจากการทำเว็บที่ดีมันมีมูลล่าสูงกว่าค่าทำแน่นอน

    ส่วนการจ้างทำเว็บไซต์ที่เป็น business core ของบริษัทนั้นๆ เป็นอีกเรื่องนึงครับ เช่นเว็บ หางาน หรือเว็บที่ให้บริการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องมี engine ทางซอฟท์แวร์รองรับอยู่ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายพุ่งไปเป็นแสนแน่ๆ กรณีนี้เปรียบเสมือนการลงทุนซื้อเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ช่วยทำมาหากินอย่างนึงครับ ถ้าลูกค้ามีความคิดว่า จะจ้างทำเว็บราคา 3 หมื่นบาท เพื่อให้มันหาเงินให้บริษัทได้เดือนละเป็นแสนๆ หละก้อ ปล่อยเค้าไปเถอะครับ เพราะถ้ามันถูกขนาดนั้นจริงๆ คนอื่นเค้าก้อทำกันไปหมดแล้วแหละครับ

    ประสบการณ์ผมเคยเป็นทั้งผู้จัดจ้างการทำเว็บ และปัจจุบันกลายเป็นผู้รับจ้างทำเว็บไปแล้ว ผมแค่มองว่ากลไกราคาของมันสมเหตุสมผลแล้วครับ ส่วนการประเมินการสร้างมูลค่าจากการทำเว็บนั้น ขึ้นอยู่กับทัศนคติ และวิสัยทัศน์ของผู้ว่าจ้างครับ ถ้าผู้ว่าจ้างยังไม่เห็นประโยชน์ ก็เป็นหน้าที่ของผู้รับจ้างในการอธิบายตามหลักการ และเหตุผลที่เหมาะสมของราคาตามสมควรครับ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจกัน ก้อถือว่าผู้ว่าจ้างยังไม่พร้อมในการลงทุนเรื่องนี้ครับ ที่พูดมาทั้งหมดอยู่บนสมมติฐานว่า ผู้รับจ้างมีจรรยาบรรณในการส่งมอบงานที่ได้มาตรฐาน เหมาะสมกับราคานะครับ

  7. ZaViroshi says:

    คุณเม่นเคยเล่าว่าบริษัทหรือ freelance ที่ไม่รู้โมเดลธุรกิจ เหล่านี้ก็จะเข้าไปเสนองาน และถล่มต้นทุนด้วยราคาถูกแสนถูก จากนั้นก็เจ็บและเจ๊งกลับไป บริษัทใหม่และเด็กจบใหม่ที่ยังไม่เคยเจ็บก็เข้ามาเรื่อยๆเป็นลูปวนอย่างงี้ไปตลอด

    55555 เห็นภาพเลยครับ :D ขอบคุณสำหรับ content ดีๆ ครับ ^_____^

  8. ZaViroshi says:

    “เด็กจบใหม่หลายคนรับงานเว็บในราคา 20,000 บาท แต่ทำกันนานนับครึ่งปี ถ้าหารจำนวนวันจะได้ 111 บาท เค้าไม่รู้ตัวเลยนะครับว่าค่าตัวของเค้าถูกว่าค่าแรงขั้นต่ำของกรรมกรเสียอีก แถมกรรมกรคงไม่ต้องออกค่าคอมพิวเตอร์ ค่าไฟ ค่าแอร์ และค่ารถไปคุยกับลูกค้าครั้งแล้วครั้งเล่า…”

    Ouch!!

  9. Twitter Weekly Updates for 2010-07-25 | Butthun - Online Digital media Online Marketing and Digital Marketing Blog says:

    [...] ฯลฯ กับโครงสร้างตลาดที่บิดเบี้ยว http://www.ipattt.com/2010/business-fail-price/ [...]

Leave a Reply

Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes