บทความเกี่ยวกับ twitter ของ #SIU โดย @charoenchai

อ่านได้ที่
ทวิตเตอร์ (Twitter) : แหล่งฝึกฝนบ่มเพาะ ?ภูมิปัญญา? ของคนรุ่นใหม่
เขียนโดย @charoenchai

ยิ่งถ้าหากไอดอลซึ่งมีอาชีพต่างกันได้มาสนทนาร่วมกันด้วยแล้ว ก็ย่อมเกิดการเชื่อมร้อยศาสตร์สาขาที่แตกต่างเข้าด้วยกัน (Medici Effect) ตกผลึกเป็นขุมความรู้ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จุดประกายให้ผู้อ่าน (Follower) ได้เปิดมุมมองโลกทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ของตนให้ลึกซึ้งกว้างไกลยิ่งขึ้น

ในโลกจริงที่มีขีดจำกัดของเวลาและสถานที่ การที่ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาจะมีโอกาสเข้ามาร่วมสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันนั้น ย่อมเป็นไปได้ยากหรือมีต้นทุนที่สูงเกินไป ยิ่งกว่านั้น ภาพลักษณ์ของการเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชา ยังขีดเส้นจำกัดให้พวกเขาไม่สามารถแสดงความรู้ที่นอกเหนือสาขาเฉพาะทางของตนได้มากนัก แต่บรรยากาศในโลก Twitter ที่มีลักษณะกึ่งทางการกึ่งส่วนตัวย่อมทำให้การทำลายกำแพงอัตตา เพื่อนำไปสู่ ?บทสนทนาข้ามศาสตร์สาขา? (interdisciplinary dialogue) สามารถเกิดขึ้นได้อย่างงดงามไหลลื่น

ดังนั้น หากบริหารจัดการอย่างถูกวิธี Twitter ย่อมสามารถเป็น ?จุดนัดพบ (hub)? ที่นำไปสู่ความร่วมมือใหม่ๆ ในการผลิตความรู้ข้ามสาขาวิชาที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติได้อีกมากมาย

ส่วนตัวผมเองรู้สึกว่า twitter คือ “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริงครับ เพราะทุกคนสามารถออกเสียงได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไร้ขีดจำกัดของฐานะ เวลาและสถานที่ ดังนั้นประชาธิปไตยจะเกิดได้ง่ายมากหากประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึง twitter ได้

และในส่วนของการจรรโลงสร้างสรรค์สังคมด้วย social media ยุคใหม่ที่หลายๆองค์กรพยายามจัดงานสัมมนาขึ้นเพื่อหาหนทาง ผมเพียงคิดว่าถ้าเราสามารถทำให้ ผู้บริหารระดับสูงใช้ twitter กันได้แล้ว สังคมเราก็จะพัฒนาขึ้นโดยอัตโนมัติครับ เพราะผู้บริหารทุกคนล้วนต้องแสดงวิสัยทัศน์ที่ดีต่อประเทศชาติออกมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขีดความสามารถของตัวผู้บริหารเอง ส่วนอีกส่วนก็คือการรักษา Branding และภาพลักษณ์ของผู้บริหารเหล่านั้นครับ

Comments

  1. เห็นด้วยว่า twitter เป็นช่องทางการสื่อสารที่ดีมากนะครับ
    แต่ twitter != ประชาธิปไตย เพราะเราเลือกที่จะไม่ฟังเสียงใครที่เราไม่ต้องการได้โดยสิ้นเชิงอะครับ

  2. ไม่เห็นด้วย มองในแง่บวกเกินไป ยังไงคนเราก็มีขีดจำกัดในความเข้าใจและมีโล่ห์อัตตาที่ปกป้องตัวเองอยู่ จะให้ลดได้ต้องปฏิบัติเพื่อลดอัตตาไม่ใช่ทวิต เรื่องอย่างนี้ต้องปฏิบัติไม่ใช่พูดเอาหรือทวิตเอา บางคนอาจดูเหมือนลดอัตตาได้ในคำพูดหรือในโลกทวิตแต่ในความเป็นจริงอัตตาก็ยังเท่าเดิมอยู่ดี ถ้าการพูดในเน็ตหรือทวิตทำให้ลดอัตตาลงได้จริงคนเราก็คงบรรลุโสดาบันกันทางอินเตอร์เน็ตได้ไปด้วย ผมก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าทำได้ขนาดนั้นเลยหรือ ขนาดพระสงฆ์ที่เป็นอริยสงฆ์ทั้งหลายยังต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรควบคุมจิตและสติลดอัตตาเพื่อให้เกิดปัญญาขึ้นมาเลย ทวิตจะทำได้ขนาดนั้นเชียวหรือ สงสัยจริงๆ
    ในโลกทวิตเองก็ยังมีอิสระมากกว่าโลกจริงซึ่งนำมาซึ่งความไร้ระเบียบได้ง่ายกว่ามาก จากความไร้ระเบียบนี่เมื่อเกิดความขัดแย้งกันเวลาทวิตของไอดอลต่างสาขาก็จะหาทางออกไปสู่ความจริงได้ยากหรืออาจผิดเพี้ยนไปตามกระแสได้โดยง่ายอีกด้วย

    โทษทีนะพัชร เราไม่คิดว่าทวิตคือประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะเราคิดว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การออกเสียงโดยเท่าเทียมกันเท่านั้นหรอก(ไม่งั้นเมืองไทยก็ประชาธิปไตยแท้จริงเหมือนกันแหละ 1คน1เสียงเหมือนกัน)คำว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นตีความได้ลึกซึ้งและมีความหลากหลายอีกด้วย คำนี้ฟังดูดีแต่ผมเชื่อว่าคนแต่ละคนเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นแตกต่างกันออกไป แม้แต่อเมริกาหรืออังกฤษที่เป็นหัวแรงใหญ่ของโลกประชาธิปไตยยังไม่กล้าบอกว่าตัวเองนั้นเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยครับ

    • น่าสนใจครับคุณ poom ขอบคุณครับ :) ประเด็นคำว่าอัตตานั้นตรงกับที่คุณ @imenn เคยพูดไว้เลยว่า
      twitter คืออัตตานั่นเอง ยิ่งคนที่มี follower เยอะหรือ celeb ยิ่งเป็นตัวส่งเสริมอัตตา

      ประเด็นที่คุณ poom พูดว่าเราไร้ระเบียบได้ง่าย ก็คือ twitter จะเป็นตัวเร่งเวลาทางสังคมเสมือนในโลกครับ
      ดังนั้น เวลาในการเข้าสู่สมดุลของโลกก็จะถูกเร่งให้เข้ามาเร็วขึ้นหลังการไร้ระเบียบด้วยเช่นกัน การตามกระแส
      ก็จะเกิดได้ง่าย การเกิดอัตตาของคนก็จะเกิดขึ้นง่าย และทั้งการตามกระแสกับอัตตาคนก็จะถูก”เรียนรู้ได้ง่าย”หลังจากนั้นด้วยเช่นกัน
      ลองดู twitter ของผู้เล่น twitter ที่มี follower เยอะ(ไม่ใช่ celeb) จะเห็นว่าหลายคนเริ่มลดอัตตาลงมาเพราะได้รับบาดแผลทางสังคมแบบเร่งด่วน

      ดังนั้น twitter จะเป็นตัวเร่งให้ไปสู่”ผลลัพท์ปลายทาง”ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ดังนั้นปลายทาง ไม่ว่าจะเป็น ด้านบวก (บรรลุโสดาบัน) หรือ ด้านร้าย
      (รู้กลไกสังคมจนทำเรื่องชั่วร้ายได้) ก็จะเกิดขึ้นเร็วขึ้นและปรับตัวสู่จุดหมายครับ

      ยกตัวอย่างในด้านการเกิดปัญญาเล็กๆน้อยๆเช่น ผมเห็นคนเริ่มจีบกันก็จะทวิตแต่คำเหงาๆ จากนั้นพอเป็นแฟนก็จะเปลี่ยนลักษณะมีความสุข และหลังจากนั้นพอมีปัญหากันก็จะเริ่มบ่นร้ายๆ เสียๆหายๆ ผมเห็นอย่างงี้นับ 10 คู่ ถ้าเป็นเด็กๆที่เพิ่งจะอยากมีความรักได้เห็นบ่อยๆเค้าก็น่าที่จะเกิดความคิดบ้างครับ มีคนกล่าวว่า 1 วันใน twitter นั้นถ้าเราสังเกตจะมีปฎิกิริยาทางสังคมเหมือน 1 เดือนในโลกแห่งความเป็นจริงทีเดียว ดังนั้นในชั่วเวลาของชีวิตคนจะได้เรียนรู้อะไรเยอะทีเดียวถ้าเค้าใช้ twitter เป็น

      สำหรับประชาธิปไตยก็เช่นกัน ถึงแม้ว่า twitter จะยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงแต่มันก็สามารถเป็นตัวเร่งในการเกิดสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ต้องการและจะปรับสมดุลสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้เร็วยิ่งขึ้น (ถ้ามันไม่ถูกขัดขวางการใช้งานจากคนที่ไม่ต้องการประชาธิปไตยซะก่อน 😛 ) ภาพที่เห็นชัดเจนคือ คนที่ไม่สามารถออกเสียงตัวเองในสังคมผ่านสื่ออย่าง @thaksinlive นั้นก็ยังสามารถออกความเห็นได้ หรือแม้แต่คนที่เสียงดังน้อยกว่านายกฯอย่างรองนายกฯคุณ @korbsak ยังสามารถให้ความเห็นที่แตกต่างจากความเข้าใจต่อรัฐบาลได้ ดังนั้นคนที่ไม่มีสิทธิมีเสียงคนอื่นๆในอนาคต (เช่นศิลปินอินดี้ที่ไม่มีเงินออกสื่อ)ก็สามารถออกเสียงได้เช่นกัน

      ปล. ผมเคยเขียนบทความเรื่องประชาธิปไตยไว้นิดหน่อยตั้งแต่ต้นปีครับที่นี่
      http://www.ipattt.com/2009/red-shirt-democracy/

  3. คนแก่พยายามเรียน says:

    ขออนุญาตนำข้อมูล ไปรวบรวมทำวิทยานิพนธ์ ได้อะไรดี ๆ จากที่นี่มากเลยค่ะ