โพสนี้มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เบื้องต้นในการเสนอราคาของไทเกอร์ไอเดียที่ผมดูแลอยู่ และอธิบายให้บุคคลทั่วไปรวมทั้งลูกค้าที่สนใจทำเว็บเข้าใจง่ายนะครับ สำหรับผู้ที่มีความเก๋าโปรดข้ามการอ่านโพสนี้ได้ครับ
ปกติใน Quotation หรือใบเสนอราคา ของ ไทเกอร์ไอเดีย ผมจะแบ่งการเขียนเป็นสองแบบครับ นั่นคือแบบเน้น Task หรือ เน้น Manday
ใบเสนอราคา แบบ Task
80% ของ quotation ของ ไทเกอร์ไอเดียเป็นแบบ Task ซึ่งจะคิดราคาเป็น module ไป บางครั้งก็คิดราคาเหมารวมทั้งเว็บไซต์แยกกันระหว่าง Consulting, Marketing และ Technical ซึ่งเหมาะสำหรับโปรเจ็คที่เว็บไซต์มีสามารถที่จะทำเสร็จได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องการการปรับปรุงโครงสร้างมาก หรือลูกค้ามีภาพในใจและมีความชัดเจนใน Requirement เพียงพอ ในการทำเว็บรีสอร์ทส่วนใหญ่ผมจะออกโควเทชั่นแบบนี้หรือเว็บรัฐบาลทั่วไปที่มีการประกาศจัดซื้อจัดจ้างก็มักจะต้องคิดเป็นโครงการให้ชัดเจนเช่นกัน ถ้าเปรียบเทียบกับการสร้างบ้านการคิดราคาแบบนี้ก็เปรียบเสมือนการสั่งสร้างบ้านแบบเหมานั่นเอง
โครงสร้างใน quotation แบบ Task ของไทเกอร์ไอเดียหลักๆมักจะประกอบด้วย
1. Creative and Super Vision
หมายถึง มุมมองทางด้านดีไซน์และการกำหนดทิศทางการพัฒนาเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ลูกค้า ส่วนนี้มักเป็นส่วนที่มีราคาแปรผันอย่างมาก ขึ้นกับความชัดเจนของ requirement ของลูกค้าและความยากง่ายในการ Implement ให้เข้าถึง Business model ของลูกค้าครับ การทำงานในเชิงรูปธรรมคือการบอกกับลูกค้าว่า เค้าควรจะได้เว็บออกมาเป็นอย่างไรนั่นเอง เช่นการออกแบบเว็บไซท์ e-commerce อย่าง Digital2home นั้นสำหรับผู้บริโภคในไทยชอบ โปรโมชั่นมาก และชอบความรู้สึกว่ามีสินค้าเยอะ(พูดง่ายๆว่ารก)และสามารถเปรียบเทียบสินค้าได้ จึงออกมาในรูปแบบที่เห็นนั่นเอง และนอกจากนั้นสิ่งที่ลูกค้าไม่ทราบเชิงเทคนิคอย่างเช่นการใช้ระบบ Blog เพื่อเพิ่ม content ที่ Google สนใจ หรือการเลือกระบบ fade รูป(ที่พัฒนาโดยคุณจ๋ง)ซึ่งรูปทุกรูป google จะสามารถเห็นได้(ซึ่งเรื่องนี้ flash ยังทำไม่ได้ดี ) ระบบ catalogue ที่น่าจะเหมาะสมกับเว็บไซต์ ฯลฯ
สำหรับราคา super vision นั้นอาจจะ vary ระหว่าง 10,000 บาทคือลูกค้าเป็นผู้รู้ requirement ชัดเจน เว็บไซต์ไม่ใหญ่มากและอาจเป็นผู้จ้างช่วง จนถึงหลักล้านบาท ในกรณีที่ต้องมีการทำงานที่มีความรับผิดชอบสูงหรือเป็นงานเชิงระบบ สำหรับราคา Creative and Super Vision ของเว็บรีสอร์ทและองค์กรทั่วไปจะอยู่ราวๆ 30,000 บาทเนื่องจากการกำหนดทิศทางจะต้องใช้คนทำระดับผู้บริหารนั่นเองครับ ถ้าเปรียบเทียบกับการสร้างบ้าน แบบนี้คือการจ้างสถาปนิกและผู้รับเหมานั่นเอง ทั้งสองคนจะช่วยคิดว่า จริงๆแล้วคุณเหมาะกับบ้านแบบไหน หรือคุณเหมาะกับตึก หรือโรงงานมากกว่า มีไกด์ไลน์พร้อมกับวางแผนการก่อนสร้างให้ด้วย แน่นอนว่าส่วนนี้ต้องแพงถ้าเราเป็นลูกค้าเป็นคนที่มาแบบ”ไร้ความต้องการที่ชัดเจน” และลูกค้า 80% มักเป็นอย่างนีด้วยเพราะถ้ารู้บ้างมักทำเองในครัวเรือนไปแล้วครับ
2. Data and Art preparation
หมายถึงการผลักดันด้านการเตรียมข้อมูลและการเตรียมงานเชิงศิลป เบื้องหลังการทำเว็บไซท์ที่ลูกค้าแทบทุกคนไม่รู้ก็คือ การทำเว็บไซต์นั่นตัวลูกค้าเองก็ต้องมีความรับผิดชอบด้านการเตรียมข้อมูลด้วยเช่นกัน ซึ่งทางทีมงานผู้จัดทำเว็บไซท์จะต้องมีการวางแผนเพื่อขอข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ มีการ revise ข้อมูลอย่างถูกต้อง เช่นเว็บไซท์ขององค์กรโดยทั่วไปในแต่ละหน้าของเว็บจะมีผู้รับผิดชอบในการส่งข้อมูลที่ต่างกันมา อย่างในหน้าเกี่ยวกับองค์กรหรือประวัติการได้รับรางวัลต่างๆก็อาจจะเป็นทาง marketing ส่งข้อมูลให้ หรือในหน้าของผลิตภัณฑ์ก็จะเป็นในส่วนของ Production ที่ส่งข้อมูลให้ หรือในหน้ารับสมัครงานก็จะเป็นทางฝ่ายบุคคลที่ส่งข้อมูลให้ ในหลายๆครั้งข้อมูลจะถูกโยนมากองรวมกันอย่างไม่มีมาตรฐานหรือ no consistency (เช่น production โยนเอกสารการปฎิบัติงาน ISO9002 ให้ทีมงานขึ้นเว็บในหัวข้อ “มั่นใจกับคุณภาพการผลิตของเรา” )ทำให้ทางทีมงานต้องมาทำการจัดระเบียบงานและตอบคำถามที่ว่า “ผมส่งให้หมดแล้วนะ ทำไมยังไม่ขึ้นเว็บซะที” ส่วนการเตรียมงานเชิงศิลป คือการจัดเตรียมรูปต่างๆสำหรับ banner การตกแต่งรูป การเลือกคู่สีที่เหมาะสมในเว็บไซท์ การทำ tab การรับผิดชอบเรื่องลิขสิทธิ์ต่างๆเช่นรูปและ font ที่ไช้ (อ่าน ฟอนท์ Kittitada และ PSL นั้นราคา 85,000 บาท ! ) การทำปุ่มกดต่างๆ การจัด theme และ layout เว็บไซท์ด้วย photoshop การซื้อรูปที่ถูกลิขสิทธิ์เพื่อใช้กับเว็บไซท์ resort ในขณะที่รีสอร์ทยังสร้างไม่เสร็จ ฯลฯ ถ้าเปรียบเทียบกับการสร้างบ้าน หน่วยนี้จะเป็นคนตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ภายในภายนอกบ้าน และผู้จัดซื้อวัสดุต่างๆนั่นเองครับ

ตัวอย่างภาพที่สื่อให้เห็นอารมณ์ในรีสอร์ทที่ยังสร้างไม่เสร็จ
3.Open source System Integration
การทำเว็บในสเกลทั่วไปของไทเกอร์ไอเดียนั้น ถ้าไม่ได้เป็นเว็บที่มีฟังก์ชั่นเฉพาะด้านมากอย่างเว็บไซต์ของธนาคาร เราจะใช้ open source CMS เป็นหลักครับ เนื่องมาจากความได้เปรียบของระบบในหลายๆด้านที่เป็นประโยชน์ทั้งฝั่งลูกค้าและผู้ทำเว็บไซต์นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็วในการอัพเดทแก้ไขข้อมูล (โดยเฉพาะ creative จะมีนิสัยร่วมกันอย่างหนึ่งนั่นคือชอบสะกดคำสำคัญๆผิด
), การไม่กองข้อมูลไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคนเพียงคนเดียวเหมือนสมัยก่อนซึ่งเสี่ยงต่อการ”ชิ่ง”ของคนทำเว็บ ,การพัฒนาอย่างต่อเน่ืองของ engine ,Plugin จำนวนมหาศาลที่มีคนคิดขึ้นมาและสุดท้ายก็คือ ความได้เปรียบของระบบการ ping และความที่ระบบสามารถพูดกับ google ได้รู้เรื่องกว่าสมัยก่อนมากมาย ดังนั้นการสร้างเว็บที่มีคนพร่ำบอกว่าให้ใช้ html แบบดั้งเดิมแล้ว google จะชอบนั้นไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้วครับ ถ้าเปรียบเทียบกับบ้าน Open source integration ก็เหมือนการวางโครงสร้างของบ้านพวกเสาคานและบันได แต่คุณสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างบางอย่างได้บ้าง (ทำได้เร็วด้วย) เพราะตัวบ้านเป็นลักษณะประกอบสำเร็จเป็นห้องๆจากไซต์งานข้างนอก(module ที่นักพัฒนาทั่วโลกได้ทำไว้)และยกมาประกอบเป็นบ้านคล้ายๆรางของ BTS นั่นเอง ในกรณีที่คุณอยากจะปรับปรุงเว็บภายหลัง ก็ไม่ต้องไปพังบ้านและให้ช่างที่มีความรู้คนเดิมมาทำ แต่คุณสามารถยกห้องๆใหม่จากข้างนอกมาใส่ที่โครงที่วางเผื่อไว้ได้ทันที
4. HTML coding
การเขียน Code เพิ่มเติมสำหรับเว็บไซท์ให้หน้าต่างๆมีรูปแบบที่สวยงาม เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้วครับไม่ว่าจะเป็นเว็บสมัยเก่าหรือใหม่ ในการวางโครงด้วย open source ก็ต้องมีการเขียนโค้ดเก็บรายละเอียดด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ต้องการรู้จัก ประวัติของ HTML ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านผมคิดว่าเหมือนสลักหรือตะปูที่ยึดบ้านให้แข็งแรงไม่โยกหรือเหลื่อม และการสร้างสิ่งพิเศษที่ดันไม่มีคนอื่นคิดเตรียมไว้นั่นเอง เช่นอยากทำให้ระเบียงเป็นอ่างอาบน้ำในตัว
5. Hosting
hosting คือที่ฝากไฟล์ของเว็บไซต์ในจุดที่มีช่องทางในการกระจายข้อมูลเว็บไปทั่วโลกนั่นเองครับ มีหลายราคาขึ้นกับความจุของ HDD ใน server นั้นๆซึ่งก็ขึ้นกับความใหญ่ของเว็บนั้นเอง และก็มีหลาย bandwidth ตั้งแต่ผู้เยี่ยมชมหลักร้อยจนถึงหลักหมื่น ราคาขึ้นกับว่าเว็บคุณมีผู้เยี่ยมชมเยอะมากแค่ไหน นอกจากนี้บริษัททีให้บริการ hosting ยังต้องดูและและรับผิดชอบในกรณีที่ host มีปัญหาล่มหรือถูก hack ฯลฯ อีกด้วย host นั้นมีหลายประเภทตั้งแต่แบบให้ปริการฟรีไปจนถึงการดูแล server เองในบริษัทขนาดใหญ่ ความรู้เพิ่มเติมของ Web hosting service ประเภทต่างๆครับ ถ้าเปรียบกับการสร้างบ้าน hosting ก็เหมือนที่ดินของบ้านคุณนั่นเอง ถ้าคุณซื้อที่ มันก็แพงมากและจะต้องดูแลเองด้วยแต่ก็เป็นของคุณคนเดียว หรือไม่ก็ไปเช่าที่ร่วมกับบ้านคนอื่นก็จะถูกลงและต้องจ่ายรายปี ถ้าเป็นการซื้อร่วมกันกับพื้นที่ดินจัดสรรและจ้างยามและเทศบาลดูแลทั้งหมู่บ้านจ่ายรายเดือนก็มีเช่นกัน หรือถ้าคุณอยากได้ที่อยู่ฟรีก็ไปขอการเคหะ (google site) แต่แน่นอนว่าสิทธิและชื่อของที่ดินก็ไม่ใช่ของคุณแน่

server ที่เป็นที่รวมของ เว็บต่างๆ อยู่ที่บริษัทเช่น CAT, CS Lox
หลักๆของไทเกอร์ไอเดียจะมีข้างต้นนะครับ สำหรับบริษัทต่างประเทศบางทีจะมีการแบ่งเว็บไซต์ใหญ่ๆเป็นแบบอื่นด้วยเช่นกัน สำหรับท่านที่มีแนวคิดที่น่าสนใจถ้าแบ่งปันผมได้ก็จะเป็นพระคุณยิ่งนะครับ
สำหรับบางเจ้าก็จะมีตัวอย่าง option ดังนี้ (และก็อาจมีแบบอื่นๆอีกสำหรับลูกค้ารายต่างๆ)
6.Picture management
ในกรณี resort สร้างใหม่ๆหรือยังสร้างไม่เสร็จแต่ต้องการจะ launch เว็บไซต์แล้ว จะยังไม่มีรูปโรงแรมที่พร้อม (ระยะเวลาที่จะ launch เว็บไซต์คือก่อนรีสอร์ทหรือโรงแรมเสร็จสัก 3-6 เดือนจะทำให้เว็บติด google พอดีตอนเปิดตัว) ในบางกรณีต้องใช้รูปที่ทางสถาปนิกออกแบบมาก่อนใส่เข้าไปและทยอยนำรูปจากสถานที่จริงที่ยังไม่เรียบร้อยเช่นกันมาลงเว็บ ซึ่งทางพนักงานของบริษัททำเว็บต้องมีการ retouch ปรับแต่งรูปมากมาย เช่นการแต่งรูปให้ไม่รก การลบรอยเท้าช่างในห้องนอน หรือการย้ายวัสดุก่อสร้างที่วางเกะกะในรูป และมีการ replace รูปอยู่บ่อยครั้งในช่วงปีแรกเพราะสถานที่ยังไม่นิ่ง ทางไทเกอร์ไอเดียจึงคิดค่าบริการตัวนี้เป็นราคาเหมาทั้งปีทำกี่รูปก็ได้พร้อมอัพโหลดรูปเข้าไปด้วยครับ
7.website maintenance
การดูแลปรับปรุงเว็บและอัพเดทโปรโมชั่นพร้อมทั้งแก้ไขคำต่างๆครับ สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่ที่ไม่มีเวลาดูแลเว็บ เว็บก็มักจะนิ่ง ถ้าเป้นโรงแรมโปรโมชั่นก็จะล้าสมัยได้ง่าย(เช่นโปรโมชั่นช่วงปีใหม่เป็นต้น) เราก็จะทำตรงนี้ให้ด้วย สำหรับบางลูกค้าทางทีมงานมีการคิดราคาในส่วนของ marketing campaign ในแต่ละช่วงเวลาให้ด้วยซึ่งราคาต่อเดือนก็จะเพิ่มขึ้นมา เว็บขนาดเล็กการ maintenance จะมีราคาประมาณ 2000 – 8500 บาทต่อเดือนขึ้นกับบริการ แต่เว็บขนาดใหญ่อย่างเช่นเว็บไซต์บริการของธนาคารที่มีราคาหลายๆล้านบาททางไทเกอร์จะคิดค่า maintenance เป็นต่อปีมูลค่า 10% ของโครงการ เช่นโครงการราคา 3,000,000 บาท ทางทีมจะคิดค่า maintenance 300,000 บาทต่อปีซึ่งมักจะสอดคล้องกับมูลค่าความเสี่ยงของลูกค้าหากเว็บไซต์มีปัญหาขึ้นมาครับ
8. Copywriter
ลูกค้าที่ทำเว็บใหม่ๆ อยากได้จำนวนหน้าเยอะๆ ร้อยทั้งร้อยจะมาติดตรงไม่รู้จะหาข้อความใดมาใส่ให้เต็มหน้าเว็บนี่แหละครับ copywriter ที่มีความรู้เรื่องการเขียนทั้งเชิงโฆษณาให้สัมพันธ์กับ keyword มีหลายระดับตั้งแต่เขียนปั่นข้อความทั่วไปจนถึงระดับ Copywrite โฆษณา
9.SEO consulting and implementing
อันนี้ที่มักจะคิดเป็นรายเดือนเพราะเราต้องว่ากันยาวครับ คือถ้าเว็บจะดังจะต้องเริ่มต้นใส่ใจตั้งแต่โครงสร้าง และเก็บรายละเอียดที่องค์ประกอบ ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่ลูกค้าไม่รู้และไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมต้องจ่ายราคาแพงสำหรับเว็บที่สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันสำหรับ SEO สักตัว คุณอาจจะลองเปรียบเทียบได้กับถ้าคุณสร้างบ้านเป็น และสร้างบ้านเอง แม้แต่การผสมปูนคุณก็ต้องพิถีพิถันทุกโม่แน่นอนครับ ลองอ่านได้ในบทความเก่าของผมครับ วิธีทำ SEO เบื้องต้น 1 และ วิธีทำ SEO เบื้องต้น 2และ SEO checklists นอกจากนี้การทำ SEO รายเดือนก็คือการบริหารลิงค์ต่างๆ การเขียนคอนเท้นท์ที่มีคีย์เวิร์ดที่ดี การทำลิงค์ภายใน การวิเคราะ์คีย์เวิร์ดและปรับแต่ง (ทางทีมงานไทเกอร์เองมีการรับให้คำปรึกษาในการเขียน blog สำหรับโรงแรมด้วยครับ ขณะนี้มีให้บริการอยู่ 3 โรงแรมในปาย )
10..11..12….. ก็มีแล้วแต่ลูกค้าครับ อย่างเช่น Media management การจัดหาถ่ายรูปถ่ายวีดีโอ แม้กระทั่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์ถ่ายทำโรงงานในเว็บของ gmthailand และงาน Production อื่นๆ ฯลฯ
ใบเสนอราคา แบบ Man-day
ลูกค้าบางส่วนของไทเกอร์ไอเดียที่มี requirement ไม่ชัดเจน หรือลูกค้าที่มี requirement ชัดเจนมากๆและต้องการซื้อเวลาพนักงาน ทางทีมจะเสนอราคาด้วย rate card ของพนักงานครับ สำหรับความรู้เกี่ยวกับต้นทุนราคาที่สัมพันธ์กับการใช้เวลา (man-day)ของพนักงานมีคร่าวๆคือ พนักงานมีเงินเดือนเท่าไหร่ นำมาหารด้วย 22 วันทำงานเฉลี่ยแต่ละเดือน (30-8=22 ตัดเสาร์อาทิตย์) จะได้ค่าแรงต่อวัน และตามทฤษฎ๊แล้ว บริษัทจะมีค่าโสหุ้ยของพนักงานแต่ละคนประมาณ อีก 1 ถึง 1.5 เท่าของเงินเดือนครับ (อ้างอิงจากบริษัทขนาดใหญ่อย่าง unilever จะมีค่า โสหุ้ย 0.9 เท่าของเงินเดือน แต่บริษัทขนาดเล็กอย่างผมโสหุ้ยจะเพิ่มขึ้นถึง 1.5-2 เท่า) นั่นหมายถึง ถ้า Programmer เงินเดือน 22,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นต้นทุน manday ของบริษัทจะเท่ากับ 22,000/22วันทำงานx2= 2000 บาทต่อวันนั่นเอง ดังนั้นถ้าพนักงานคนนี้คนเดียวต้องทำเว็บนึงสิบวัน เว็บนี้อย่างน้อยราคา 2000×10=20000 ยังถือว่าเท่าทุนอยู่เลยนะครับ ยังไม่ได้บวก man-day ของ sale และ AE เลย และต้นทุนอื่นๆ ซึ่งจริงๆแล้วเราต้องบวก cost ของการหมุนเงิน(พวกดอกเบี้ยที่เกิดจาก credit ทั้งหลาย อย่าง Ogilvy credit 3 เดือนแต่เอาเข้าจริงๆผมโดนไป 5 เดือน ต้องคูณอีกไม่ต่ำกว่า 10% ทบต้นทบดอก) cost ค่าเสียโอกาส, cost ด้านเว็บราชการ(ที่ผมจะกล่าวในโพสหน้า), cost ด้านต้นทุน R&D ที่เป็น core competency ของแต่ละบริษัทและอื่นๆอีกบานตะไท สรุปง่ายๆว่าถ้าอยากจะได้กำไรบ้างให้เอา man-day x 3 โลดขึ้นไปตามสูตรผม ยิ่งเป็นระดับผู้บริหารบริษัทถ้าเข้าไปต้อง man-day ละหมื่นครับ (เริ่มมองเห็นต้นทุนที่แท้จริงกันแล้วล่ะสิ)
ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านก็คือ การคิดเงินแบบแทนที่จะเหมาราคาบ้าน เป็นการจ้างคนงานและผู้รับเหมารายเดือนด้วยตัวเองแทนครับ ถ้าคนจ้างเรื่องน้อยมีความรู้เยอะบ้านก็จะเสร็จเร็วและราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ(ไม่ต้องจ้างผู้รับเหมาเพราะคุมเอง) แต่ถ้าเจ้าของเรื่องมากปรับนู่นปรับนี่ไปเรื่อยๆล่ะก็…จ่ายไปเรื่อยๆสิครับ บางคนก็มีความสุขดีนะ
สำหรับ Quotation แบบอิง man-day แนะนำให้ดูที่ โพส ทำเว็บรัฐบาลตอนที่ 0 proposal and quotation
สรุปได้ดังนี้ครับสำหรับ Rate card TiGERiDEA
Analyst/ Art Director : Man-day ละ 10,000 (คนคิดแผนทุกอย่าง แม้กระทั่งลงมือ Design หน้าเว็บให้ตอบโจทย์ในครั้งแรก)
Project manager/Account Executive : 20,000 บาทต่อเดือน คนนี้ดูแลลูกค้า เลยไม่ได้จำกัด man-day
Designer : Man-day ละ 2,000 บาท
Programmer : Man-day ละ 5,000 บาท
Editer on site: Man-day ละ 7,500 บาท (คนนี้ต้องระดับต่อรองลูกค้าได้ด้วย)
Copy writer : Man-day ละ 3,000 บาท
Content Visualizer : Man-day ละ 4,000 บาท ผู้แปลงเนื้อหาที่ลูกค้าโยนมาให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เหมาะกับเว็บ
สำหรับเรทราคาทำเว็บของฝรั่งเคยมีบล็อคที่น่าสนใจ คุณ Macroart นำมาให้ดูเมื่อสองปีก่อนครับ อันนี้คิดเป็นชั่วโมงกันเลยทีเดียว
ตัวอย่าง

Quotation คิดเป็นชั่วโมงตาม Rate card มาตราฐานฝรั่ง



โห สุดยอด ขอบคุณครับ
ข้อมูลเหล่านี้แหละเอาไว้ต่อสู้ได้เยอะเลย 555
(ลืมบอกไปว่าหมายถึงต่อสู้กะคุณลูกค้าคือพระเจ้าครับ)
เยี่ยมมากครับ
เยี่ยมจริงๆ ค่ะ ได้ประโยชน์มากๆ
ทำไมให้เงินเดือนดีไซน์เน่อร์น้อยจัง
เซ็งหว่ะ…!!! โห กดราคาเงินเดือนดีไซน์เนอร์ ให้เงินน้อยกว่า ก๊อปปี้อีก
อย่างนี้นะมันถึงไม่อยู่ทนกัน สมควรและที่ออกกันบ่อย เป็นงี้ทุกที่ (เอาเปรียบ)
ที่บริษัทมี Designer 2 ระดับน่ะครับ
คนที่เป็น System Analyst ของผม (ในบางกรณีใช้คำว่า Art Director ) เป็นคนทำและกำหนด Theme design ด้วยเพราะเป็นเรื่องทิศทาง (คุณ imenn นั่นเอง) ส่วน Designer ระดับรองลงมาเป็นน้องจบใหม่ใช้ทำงานเก็บกิ๊กและทำ Design ต่อจากคุณเม่นอีกที รวมทั้งทำ Design ทั่วไปและออกแบบเว็บที่มีราคาหลักหมื่น เงินเดือนน้องระดับนี้ 12,000-14,000 บาทครับ
น่าสนใจมากครับ
ผมนึกถึงบล็อกที่สัมภาษณ์อ. ยรรยงค์ เต็งอำนวย (คนแปล Xenocide) เกี่ยวกับเงินเดือนของ System Admin ครับ น่าจะช่วยให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าแรงวิชาชีพอีกแขนงนะครับ
http://angelsong.exteen.com/20090218/interview-with-fyta-2
ชอบแบบ Man-day ครับคำนวนเงินง่ายดี
เงินเดือนน้องจบใหม่ 12,000-14,000 บาทไม่ถือว่าน้อยหรอกครับเลี้ยงตัวเองได้เลย…
ขอบคุณด้วยคนครับ ^-^
เข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้ หลายๆด้าน
เปิดเผยหมดเปลือกเลยครับ วิทยาทานดีมากๆ
-”- แบบบริษัทนี่มันดีจริงๆ
freelance ไม่มีคนช่วยต่อสู้กับลูกค้าเลย T-T
@jarijira เปิดบริษัทเลยครับ
ผมเองเปิดบริษัทมาประมาณ 5 ปี ขาดทุนไป 5 ล้านบาท แต่สรรพากรก็ยังหาเรื่องเก็บภาษีได้ทุกรูปแบบ ตอนนี้เลยพยายามทำงานแบบฟรีแลนซ์ครับ ทำงานเร็ว เก็บเงินเร็ว ถ้าลูกค้าเรื่องมาก ก็ไม่ทำต่อ กลายเป็นว่าผมสบายใจกว่าแฮะ
มาเพิ่มเติมเรื่องเงินเดือน
เคยเขียนไว้ประมาณ 3 ปีก่อนครับ ในบล็อก “จากกระทู้เรื่องเงินเดือน” ซึ่งอธิบายในมุมมองของคนทำงานครับ จากประสบการณ์ของผมคือ คนทำงาน ควรทำงานได้ 4-5 เท่าของเงินเดือน และบริษัทในธุรกิจบริการแบบนี้ หากมีรายได้ 1.5-2 เท่าของเงินเดือนทั้งหมด ก็จะพออยู่ได้ครับ (ในสมัยที่กราฟฟิคยังมีเงินเดือน 1 หมื่นบาทนะครับ)
พี่ ipattt ครับ เรื่อง cost ด้านเว็บราชการ ที่ว่ากล่าวในโพสหน้า ผมรออยู่นะครับ คือตอนนี้รับงานราชการมาคุยกันเป็นปี ยังไม่ได้ทำสัญญาเลย แต่ทำตัวอย่างให้เค้าดู แล้วพัฒนาจนเรียกว่าเกือบสมบูรณ์100%แล้ว ยังไม่ได้เงิน ไม่ได้สัญญาอะไรเลย.. ทำให้เสียโอกาสงานอื่นๆไปเยอะเลย.. เค้าให้ไปติดตั้งระบบให้ทดลองใช้ก่อนด้วย.. วันสองวันนี้ต้องติดตั้งแล้ว ระยะเวลาที่เสียไป+ค่าเดินทาง ตอนนี้รู้สึกไม่คุ้มเลยครับ ทำไงดีครับ อยากขอคำปรึกษาทาง email ไม่ทราบสะดวกรึเปล่าครับ?
พี่ iMenn ครับ ขาดทุน 5 ล้านแล้วอยู่ได้ยังไงหล่ะครับพี่? ผมติดตามผลงานกลุ่ม tigeridea มาสักพักแล้วครับ ขอชมว่าฝีมือดีไม่มีกัก เคยไปเจอanimationงานแต่งงานสวยๆแล้วตามไปจนเจอว่าเป็นของทีม Tiger และไปเจอเรื่อง ช่วยชาติ.com อีก ฝีมือดีจริงๆครับ ผมชื่นชอบครับ เห็นผลงานต่างๆขอทีมพีๆแล้ว ยอมรับว่าฝีมือระดับชาติจริงๆ เลยคิดไม่ออกว่าพี่ iMenn บอกว่าขาดทุนได้ยังไง?!? งงครับ..
@WiNKKK
พี่มีงานแบบที่น้องบอก ประมาณ 20 งานน่ะครับ ทั้งราชการและเอกชน งานเหล่านีเฉลี่ยแก้ประมาณ 10 เวอร์ชั่นครับ จนยอมทำฟรีหรือเลิกรากันไป ว่างๆ พี่พัชคงได้เอาเขียนบล็อกให้อ่านกัน
3 ปีแรกที่ทำ เงินก็หมุนๆ ดีอยู่ครับ และก็ทำงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ครับ (ตอนเริ่มต้นพี่ทำเว็บ ทำพรีเซ้นต์ ราคา 5 พันบาท) ก็เอาเงินจากงานนี้ ไปโปะงานโน้น ทีมงานก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ครับ จากพี่ทำคนเดียวปีแรก เป็นจำนวนทีมประมาณ 20 กว่าคนในปีที่ 3 จ่ายเงินเดือนประมาณเดือนละ 5 แสนครับ ซึ่งพอใหญ่ถึงสเกลนั้น พอมีงานที่เก็บเงินไม่ได้ซัก 2-3 งาน ทำฟรี 5-6 เดือน ก็ขาดทุนย่อยยับแล้วครับ และความที่พวกพี่ไม่วิเคราะห์ต้นทุนและผลประกอบการให้ดี พยายามหาเงินกู้มาลงโดยไม่ได้คิดถึงผลระยะยาว ทำให้ดอกเบี้ยเริ่มทบกันไปเรื่อยๆ ครับ
สุดท้ายก็แบกกันไม่ไหว ประกอบกับน้องๆ ในทีมก็เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ อยากเปิดบริษัทเองบ้าง หรือมีบริษัทใหญ่ๆ ให้เงินเดือนสูงกว่ามากๆ บ้าง ก็เลยทำให้ทีมต้องกระจายกันไป ปัจจุบันทีมไทเกอร์มีทำประจำ 4-5 คนเท่านั้นเองครับ ที่เหลือก็รับเป็นงานๆ ทั้ง Freelance ทั้งบริษัทย่อยของน้องๆ ก็ทำให้พี่เองไม่โหลดมากครับ
ปัจจุบันพวกพี่ก็ทำงานใช้หนี้เหล่านี้อยู่ครับ เลยเป็นบทเรียนว่า ถ้าจะทำงานแล้วเห็นว่าจะไม่จบ สู้ทำฟรีเลยดีกว่าครับ ตัดใจแล้วไปหางานอื่นทำ พอเจ๊งมาเยอะๆ ก็จะมีภูมิคุ้มกันเองครับ หลังๆ นี่พี่พัชคุยกับลูกค้าไม่นานก็จะรู้แล้วว่า งานไหนจบยากหรือง่าย ทำให้ปัจจุบันพี่มีราคาเว็บตั้งแต่ 5 พันถึง 5 ล้านเลยครับ
ขอบคุณพี่ iMenn มากๆครับที่แชร์ประสบการณ์ให้ฟัง.. ผมอยากทำงานแบบ 5 ล้านได้บ้างจังเลย ไม่รู้ระบบต้องใหญ่ขนาดไหน? ถึงจะคิดราคาเขียนโปรแกรม 5 ล้านได้
งานที่ผมรับมาตอนนี้ทำมาจะครบปีแล้วราคาไม่กี่หมื่นเอง.. ยังไม่ได้จับเงินสักบาท.. กินยากจริงๆ.. เป็นของราชการ.. ตอนนี้ผมร่างสัญญาและทำเอกสารใหม่ ได้แบบอย่างมาจากเว็ปพี่ ipatt เนี่ยแหล่ะครับ มีประโยชน์แก่โปรแกรมมือรุ่นน้องๆมากๆครับ โดยเฉพาะidea ถ้าเก็บเงินไม่ได้ก็ขอกู้ซะเลย.. ไม่ทราบว่าจะทำได้จริงๆเหรอครับ? น่าสนใจมากๆครับ ไม่ทราบว่าเคยทำจริงๆรึเปล่า? ผมมองว่ามันเป็นไปได้นะ ถ้าเค้าตั้งใจจะจ้างเราจริงๆ แต่ก็รู้ว่าเงินหลวงออกยากออกช้า แต่ออกแน่ๆเลยน่าจะยอมให้กู้ได้นิครับ? อยากทราบประสบการณ์ตรงนี้อ่ะครับ รบกวนพี่ๆด้วยนะครับ.. ผมคงต้องเข้ามาบ่อยๆขึ้น ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ..
ขอบคุณครับพัชร
โสหุ้ย(overhead) มีอีกอันหนึ่งคือค่าstandby time คือเวลาที่เป็น non chargeable (อยู่ว่างๆนั่นละครับ) ปกติก็ต้องเผือ่ไว้ด้วยตอนทำงบประมาณ แต่ตัวนี้ถ้าเผื่อไว้มากก็ดึงต้นทุนต่อวันสูงนะครับยิ่งผลักให้ขายไม่ได้เข้าไปใหญ่ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี
ส่วนอันนึงที่บางที่แยกออกมาจากโสหุ้ยเลยก็คือค่าสวัสดิการพนักงาน (Payroll Burden) เช่นวันลาวันหยุดประกันสังคมประกันสุขภาพเบี้ยน้ำมันฯลฯ การแยกออกมาคิดเป็นรายคนๆเหมือนเงินเดือน จะช่วยให้เคาะราคาต้นทุนแต่ละคนได้แม่นขึ้นครับ
ทีนี้ พอจะเอา payroll burden มาหารเป็นต่อวัน ก็ต้องหารด้วยจำนวนวัน net available ไม่รวมตัวเอง(คือไม่รวมวันลาวันหยุด) แล้วพอจะเอา overhead มาโปะ ทีนี้บางที่ก็ต้องหารด้วยจำนวนวัน net chargeable ไม่รวมตัวเอง(คือไม่รวมวันที่ชารจ์ลูกค้าไม่ได้) ครับ
salary+payroll burden+overhead = cost
(ปล.เห็นเขียนเรื่องการคิด manday ซึ่งเป็นงานถนัดงานนึงของเราเลยมาแชร์)
@Bon
โห ตัวจริงมาเอง ขอคารวะ 1 จอกครับทั่นบอล
@Bon ขอบคุณครับ
@WinKKK ลองเสนอตัวทำเว็บท่องเที่ยวไทยดูสิครับ ราคาตอนนี้ 40 ล้านบาท
ผมเห็นด้วย และเห็นชอบกันคุณ imenn เรื่อง
“.. จากประสบการณ์ของผมคือ คนทำงาน ควรทำงานได้ 4-5 เท่าของเงินเดือน..”
แต่เด็กสมัยนี้เอะอะก็ ไม่คุ้ม ไม่ทำ บางทีแค่งานง่ายๆ ไม่กี่วัน ไปรับจ๊อบ แต่อยากได้เป็น หมื่น ทั้งที่เงินเดือนประจำของตัวเองก็ ไม่ถึงสองหมื่นและทำงานหนักมาก แต่พอจะทำจ๊อบ ได้ สอง สามพัน บอกไม่คุ้ม
ผมก็อยากแชร์ไอเดียว่า เราควรคิดถึงใจเขาใจเรา อันไหนที่เราไม่ได้ขาดทุน(จริงๆเราติดกับดักระบบทุนนิยม)
จริงๆ ก็น่าจะตัดออกไป ไม่ใช่เพิ่มค่านั้นโน่น นี่ไปซะหมด จนทำให้บางครั้ง ราคามันสูงเกินควร
ก็อย่างที่คุณ imenn บอก ผมว่า กว่าที่พี่ๆหลายๆคนจะได้เขียนบล็อกนี้ ขึ้นได้ ต้องผ่านมาเยอะ(เจ๊บมาเยอะ!)
ผมก็ไม่อยากให้เด้กๆรุ่นใหม่ คิดแต่เรื่องเงินอย่างเดียว ถ้าเราพออยู่ได้ และลูกค้าอยู่ได้ เราก็คิดว่ามันเป็น
งานสร้างสรรค์ ให้เกิดสิ่งดีๆ เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ครับ นอกจากช่วยร่มเย็นเราแล้ว โลก และคนรอบข้างก็ได้ด้วย
แต่ผมก็ไม่ได้จะบอกว่า ทุกอย่างเป็นการกุศลนะครับ
เพียงแต่เห็นว่า เด็กๆสมัยนี้ อยากฟันกำไร เยอะๆอย่างเดียว เหมือนพวกอยากเป็นดารา คิดว่าง่าย ได้ค่าแรงสูง
เพิ่งได้มีโอกาสเข้ามาอ่านค่ะ ชอบ + เห็นด้วยกับความเห็นของคุณ imenn และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความเห็นของคุณ yoniso ค่ะ
“ลูกค้าอยู่ได้ เราพออยู่ได้” ก่อนที่จะถามว่าเราจะได้อะไรจากตรงนั้น จงถามตัวคุณก่อนว่าคุณเล่าจะสร้างสรรค์อะไรให้แก่เขา
นับถือๆ
[...] การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน Quo.
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
ดูมืออาชีพดี และเหมาะแก่การเอาไปใช้เลี้ยงชีพจริง – -*
เคยมีส่วนร่วมในการว่าจ้าง บ. ออกแบบเว็บอยู่ (สาเหตที่ต้องว่าจ้างยังดำทะมึนอยู่)
300k กับอะไรที่เค้าว่า “พัฒนาเองและสามารถนำไปพัฒนาต่อได้” สุดท้าย
product ออกมาไม่ต่างจาก CMS ที่พวกเขาดูถูกว่า “เกลื่อนๆ”
แถมผลลัพท์ที่ออกมา “ไม่มีใคร” ไปพัฒนาต่อซะฉิบ..
ส่วนตัวเด็กใหม่แบบผม ถ้าลองว่ารับออกแบบให้องค์กรใหญ่ๆ แล้วผมคิด quotation ง่ายๆ
แบบว่า จำนวนวันเวลาทั้งหมด + จำนวนบุหรี่ทั้งหมด(สูบแอลเอม ชาจ มาร์ลฯ)+ ค่าเป็ปซี่ทั้งหมด
+ ค่าเดินทาง + ค่าเจรจา(องค์กรยิ่งใหญ่ ยิ่งต้องพูดซ้ำหลายทีมาก -*-)
เพราะงั้น ค่าออกแบบเว็บหน้าตาธรรมดาๆ ใช้ Wordpress + โมthemeใหม่ เลยได้แค่ 30k
ไปดูที่ community ที่เค้าคุยกัน เห็นว่ารับทำกันแค่ 5k เอง กลายเป็นผมชั่วไป – -*
ไม่ชั่วหรอกครับ คอมมูนิตี้ไหนหรอ
ปกติราคาเว็บเอาเข้าจริงจะไม่ได้แพงที่ค่าทำเว็บ แต่จะแพงที่การ consult แนวทาง
และการแก้ปัญหาให้ลูกค้า+ค่าความเสี่ยง น่ะครับ
ตัวอย่างง่ายๆทำเว็บ 5,000 ค่า consult 300,000 เป็นต้น
@ipattt อยากอยู่ครับ แต่ติดตรงข้อ 5 อ่ะครับ อย่างงี้เรียกว่า Lock spec ได้รึเปล่าครับ
ปกติผมรับงาน ผมก็คิดราคาแบบแฟร์ๆตลอด แต่ว่ากว่าจะได้เงินมันทำให้รู้สึกว่าไม่แฟร์ ทั้งการสั่งแก้งานแบบไม่มีเหตุผล เปลี่ยนอำนาจผู้ตัดสินใจ ต้องไปคุยกับอีกคนแทน? ไม่ได้รับความร่วมมือ ไม่มีผู้ประสานงาน ไม่มีข้อมูลสุดท้ายจริงๆ ต้องเดินทางหลายๆรอบ ปวดหัวมากครับ เลยคิดว่าทีหลังคงต้องบวกค่าฯลฯ เข้าไปบ้าง.. แต่ก็ยังสงสัยว่า ต้องรับงานเล็กๆแบบนี้ไปอีกกี่ปีถึงจะสามารถรับงานหลักหลายๆล้านได้?
บางทีงานที่ผมทำ แล้วคิดว่ามันเป็นงานเล็กๆ แต่พอไปดูงานคนอื่นที่เค้าทำแล้วรู้สึกว่าตัวงานของเค้าสโคปงานเล็กกว่ามากๆ หลาย10เท่าเลย แต่ปรากฎว่าเค้าขายได้ราคาดีกว่าเราหลาย100เท่า.. ทีแรกเข้าใจว่าคงมีเส้นมีสาย แต่พอมาดูวิธีคิดใบเสนอราคาของพี่ๆ ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้น ว่าเราผิดเอง ที่ไม่รู้จักรอบครอบ
ถ้าสำหรับลูกค้าที่เป็นเอกชน ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่พอลูกค้าที่เป็นราชการนิสิครับ ผมจะแยกย่อยออกมาให้เป็นภาษาทางการยังไงให้เค้ายอมรับ ทั้งค่าเสียเวลา ค่าเสียโอกาสงานอื่นๆ
ค่าความเสี่ยงต่างๆ ค่าสวัสดิการพนักงาน ค่าเจรจา ค่าconsult ค่าแก้ปัญหา ฯลฯ คำเหล่านี้คงเขียนลง TOR หรือใบเสนอราคาแบบราชการไม่ได้ ต้องเขียนยังไงเพื่อให้ได้ตามยอดที่เราควรจะได้ครับ ให้เป็นภาษาทางการและเป็นที่ยอมรับครับ
ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป ผมอยากอ่านบทความเรื่อง ใบเสนอราคาราชการ ในversionภาษาทางการที่ใช้งานจริง สัก1ตอนอ่ะครับ
อย่างเช่น เว็บท่องเที่ยวไทย งบ 40 ล้านบาท
พี่ๆจะเขียนใบเสนอราคา แยกย่อยยังไง อะไรประมาณเท่าไหร่อ่ะครับ? โดยประมาณก็ได้ครับไม่ต้องข้อมูลจริง
ผมยังสงสัยว่าเลข40ล้านใครเป็นคนตั้ง แล้วทำไมต้อง40ล้าน ถ้าแค่ 5 ล้านทำไม่ได้ตามสโคปงานนั้นเหรอ? รึว่าไปหนักตรงhardware?!
ข้อ 5 ที่ผมว่าติด ผมหมายถึงข้อ5จากหน้า http://view.gprocurement.go.th/01_procure/view_online_notice.php?id=247905&display_status=A
เห็นว่าประมูลจบไปแล้วด้วย ไม่ทราบว่าจะรู้ได้ยังไงครับ ว่า บ.ไหนได้ไป เค้าจะมีประกาศไหมครับ?
@WiNKKK
สำหรับข้อ 5 แล้วแต่วิจารณญาณนะครับ ทางฝั่งเค้าก็มองว่าขอความมั่นใจในการดีลได้เหมือนกัน ส่วนเรื่องการรับงาน ถ้าทำไปเรื่อยๆจนมีบารมีแก่กล้าแล้วก็จะเริ่มมีคนมาติดต่อครับ บางครั้งเป็นบริษัทที่ทำงานกับรัฐบาลอยู่เป้นประจำนี่แหละ ครั้งแรกที่ผมได้รับการติดต่อคือบริษัทรับงานจน overload ก็เลยหา contact เพิ่มน่ะครับ แต่ถ้าต้องการศึกษางานหลักล้าน ใน gprocurement.go.th นั้นจะมีงานออกมาทุกวันอยู่แล้ว เราต้องคอยสอดส่องดูครับ บางงานยอมรับว่ามีหลายๆที่ถูกเล็งไว้ก่อน แต่ก็ไม่ทั้งหมด ถ้าเป็นงานเสกลเล็กๆบางทีก็มีบริษัทที่ไม่เคยทำมาก่อน ได้งานเหมือนกัน
การแยกย่อย Quotation ถ้าคุณไปซื้อซองประมูลงานแล้ว ด้านในจะมีรายละเอียดด้านที่เค้าต้องการอยู่ครับ เราสามารถมาเขียน proposal และเขียน quotation support ทีละหัวข้อได้ ดังนั้นขอให้ได้ซองก่อนแล้วไอเดียจะเกิดเอง
ส่วนเรื่อง proposal ที่เป็นทางการมากๆในโพส เว็บรัฐบาลตอนที่ 0 ก็มีให้ดูบางส่วนอยู่นะครับ ปกติการเขียนเป็นสูตรใครๆไม่มีแบบตายตัวแน่นอน ผมแนะนำให้เขียน protect ตัวเองไว้ก่อนเพราะจริงๆตอนตรวจรับจะให้ความสำคัญกับราคา กับเอกสารแนบที่บอกว่าเราสามารถทำตามข้อกำหนดของเขาได้ทุกข้อมากกว่า proposal เสียอีก
เว็บท่องเที่ยวไทยราคา 40 ล้าน ผลการประมูลต้องเปิดต่อสาธารณชนครับ จริง gprocurement เนี่ยแหละต้องเอามาโชว์หรือไม่ก็ต้องเอาเอกสารจัดซื้อจัดจ้างไปขึ้นเว็บช่วยชาติ.com แต่ผมยังไม่เห็นเอกสารประกาศสำหรับตัวนี้เลย ในเรื่งอราคา ผมคิดว่าการทำเว็บอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ไปแพงตรงที่ต้งอรับประกันว่าเว็บจะสร้างประโยชน์ได้จริงและการสร้างข้อมูลในเว็บให้รัฐบาล ยกตัวอย่างต้นทุนที่จะทำให้เกิดราคา 40 ล้านได้ง่ายๆคือถ้าเราต้องสร้าง content หรือวีดีโอในแหล่งท่องเที่ยวทุกอำเภอในไทย หรือเราต้องสร้างระบบบริหารศูนย์กลาง package ท่องเที่ยวในไทยขึ้นมาซึ่งไม่ง่ายนะครับ
ขอบคุณครับ แต่ผมหาLinkหน้า เว็บรัฐบาลตอนที่ 0 ไม่เจออ่ะครับ อยากทบทวนอีกรอบ พอดีต้องเขียนในQuotation อยากหาคำทางการ ที่ใช้แทน ค่าเสียเวลา ค่าเสียโอกาส ค่าความเสี่ยง ค่าสวัสดิการพนักงาน ค่าเจรจา ค่าconsult ค่าแก้ปัญหา กำลังตันเลยครับ
[...] บันทึกของคุณพัช [...]
@admin
ผมใช้ keyword “worpress theme” ในการค้นจาก google ครับ จำไมไ่ด้แล้วเหมือนกัน ไอที่ว่าชั่ว นี่คือผมเดาว่า ถ้าไปโพสทำนอง ผมทำ theme wordpress ที่เอา plugin คนอื่นมาใส่ใน theme และ แก้จาก defalut theme ของ wordpress แล้วได้ 30k นี่ อาจยาวได้ เลยไม่โพสดีกว่า -..-
งานงวดที่ว่า ผมได้โจทย์มาให้ re designเว็บไซต์ คุยไปคุยมาเค้าสนใจ อะไรที่มัน update โดย พนง.ของเค้าเองได้ ซึ่งเอาจริงแล้ว โทรตามผมยิกๆ ไปแก้ content ไม่กี่บรรทัด – -*
จริงๆ ถ้ามองในมุมว่า design theme อาจจะ 5k แบบที่เค้าบอกเหมือนกัน (ทำเสร็จชิ่ง ไม่รู้ไม่สน -..-)
@ benderson 13 เยี่ยมเลยครับ แชร์ได้นะครับ
อยากฟัง ความจริงการทำงานน้อยแต่ใช้ต้นทุนความสามารถในการเจรจาก็เหมาะกับงานหลายๆงานครับผม
@ WiNKKK ลองดูที่ http://www.ipattt.com/2009/proposal/
เราอาจจะโปะรวมในรูปแบบอื่นแทน
ส่วนค่านู่นค่านี่อย่าง ค่าเสียโอกาสนี่ใส่ลงไปไม่ได้หรอกครับ
ส่วนเรื่องการรับเงินช้า มีตัวอย่างเช่นใบเสนอราคาเช่าโฮสรายเดือนของ CAT จะบอกว่า ถ้าเราจ่ายล่วงหน้าทีเดียวสามเดือน
ราคาจะลดลง 30 % ประมาณนี้ก็ช่วยได้นะครับ และลดความเสี่ยงกับค่าประสานงานด้วย
ขอบคุณมากครับพี่พัชนึกว่าลืมไปแล้ว
ครับผมกำลังส่งใบเสนอราคาอีกทีพอดี ทีแรกก็งงว่าจะใส่ค่าเสียเวลาไปยังไง แต่ผมเอาไปทบอันอื่นแล้วครับ
และผมก็ใช้วิธีถ้าจ่ายรวดเดียว 6 เดือนผมก็ลดให้หลาย% เหมือนกันครับ
ตอนนี้ก็ลุ้นต่อว่าจะมีปัญหาอะไรไหมที่จะทำให้เราไม่ได้เงิน หรือถ้าได้จะได้เมื่อไหร่? เฮ้อออ กินยากจริงๆ
แล้วสรุปเว็ปช่วยชาติพี่ๆเก็บเงินงวดแรกได้รึยังครับ ผมเป็นห่วง เห็นเว็ปก็เรียบร้อยแล้วแล้วพี่ๆก็บ่นๆเรื่องทางการจ่ายช้าอยู่เหมือนกัน
บทความนี้ เป็นประโยชน์สุดๆเลย เจ๋งมากครับ
[...] การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน Quo… [...]
ผมน้องใหม่ครับ รายงานตัว ผมชอบ ที่นี่จังเลย ความรู้เยอะดี
ขอบคุณมากครับบทความ ให้ความรู้และเป็นประโยชน์มากๆครับ ขอบคุณครับ^^
น่าติดตามวางไม่ลง มันเหมือนอ่าน เพชรพระอุมา ของ ระพิน
[...] การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน Quo… [...]
[...] การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน Quo… [...]
[...] การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน Quo… [...]
[...] การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน Quo… [...]
อยากทราบว่าเว็บไซต์ระดับ 40-50 ล้านนี่มีระบบ หรือ function อะไรบ้างหรอครับ
ฟังก์ชั่นที่ยากที่สุดของเว็บราคาระดับนี้คือ “ทำให้เสร็จ”ครับ
ส่วนใหญ่เว็บราชการทุกที่จะต้องมีการทำ ฐานข้อมูลประชากรในประเทศไทยด้วย เพื่อนำมาประเมินผลขององค์กร
นั่นคือจุดที่คิดราคาได้ยากครับ บางแห่งต้องมีศูนย์ อินพุทข้อมูลทุกตำบลด้วย
[...] การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน Quo… freelance และเทคนิคการทวงเงิน [...]
สวัสดีครับ เพิ่งดั้ยเข้ามาอ่านข้อมูลนัยนี้ ถือว่าเป็นความรู้อีกด้านนึงเลยครับ คือ ผมเองก็ประเมินราคาไม่ถูกเหมือนกัน คือจะมีจ๊อบเข้ามามาก แต่มั่ยรู้จะเสนอราคาจะคุยกันอย่างรัย เพราะว่าบางที่ก็เข้ามาเป็นองค์กรก็มี แต่เรามั่ยสามารถกันเรื่องราคาดั้ย