บริษัทเล็กดีอย่างไร ตอนที่ 3 : การบริหารการเมืองภายใน

บริษัทยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งมีการเมืองภายในมากมาย ทำให้ต้องมีต้นทุนของการบริหารการเมืองมากไปด้วย ผมเคยอยู่ในบริษัทที่มีพนักงานหลักพันมาแล้ว และพอมาเปิดบริษัท บริษัทของเราก็เคยผ่านการบริหารจำนวนคนเกิน 20 คนมาแล้วเช่นกัน

ปัจจัยการเมืองจากจำนวนพนักงานนั้นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนโดยมีตัวเร่งคือ ความเครียดของผู้บริหารที่มีต่อสภาพธุรกิจในขณะนั้นด้วย ถ้าผู้บริหารเครียดมาก จะกดดันพนักงานระดับต่ำลงมาแบบ Top Down ทำให้องค์กรมีแนวโน้มเครียดและเกิดการเมืองภายในที่รุนแรง

จำนวนพนักงานไม่เกิน 5 คน

บริษัทระดับนี้ ถ้ามีผู้บริหารรวมอยู่ด้วย จะแทบไม่มีการเมืองภายใน เพราะทุกคนมีฟังก์ชั่นหน้าที่ของตัวเองเห็นได้อย่างชัดเจน และทุกคนมีสิทธิและความสำคัญค่อนข้างเท่าเทียมและต้องพึ่งพาอาศัยกันทุกคน ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญโดยธรรมชาติ และที่สำคัญคือพฤติกรรมของแต่ละคนนั้นสามารถคาดเดาจากปัจจัยต่างๆได้ง่ายเพราะค่อนข้างใกล้ชิดกัน ตัวอย่างก็คือบริษัทไทเกอร์ไอเดียในปัจจุบันมีพนักงานประจำไม่มาก จนทำให้ไม่มีการเมืองภายในเลยครับ โดยมีพนักงานประจำเพียง 5 คนเท่านั้น ต้นทุนในการบริหารแทบไม่มี สวัสดิการไม่ต้องมีเพราะคุยกันได้สบาย การขึ้นเงินเดือนพิจารณากันได้อย่างโปร่งใสและยอมรับเหตผลได้ดี

จำนวนพนักงาน 10 คน

คงความเป็นทีมได้ดีแต่จะเริ่มมีการเมืองภายในอยู่บ้าง เพราะว่าจะมี “คนโปรดของหัวหน้า” ที่นั่งใกล้ๆกันอยู่ ในกลุ่มที่ห่างหัวหน้าอาจเริ่มมีการนินทาหัวหน้ากัน หรือไม่อย่างงั้นก็แบ่งพวกพ้องกันเล็กๆน้อยๆสังเกตได้จากตอนไปกินข้าวอาจแบ่งเป็นสองกลุ่ม แต่พนักงานจำนวนเท่านี้ก็ยังยากที่จะสามารถรวมตัวกันทำให้เกิดพลังเงียบได้ หัวหน้าควรให้ความสำคัญแบบพี่น้องที่ต้องให้เท่าๆกันเช่นกัน ในบริษัทค่อนข้างต้องการบุคคลที่่มีความยืดหยุ่นระหว่างความมีวิสัยทัศน์แบบผู้นำและความมีระเบียบวินัยแบบพนักงานประจำที่ดี หัวหน้าต้องเริ่มให้ความยุติธรรมเพราะการพูดคุยเคลียร์กันมีเวลาลดลง อาจจะต้องมีต้นทุนจากการพาพนักงานไปเลี้ยงหรือไปเที่ยว

จำนวนพนักงาน 20 คน

การเมืองในบริษัทมีทับทวีคูณยิ่งกว่า 5-10 คนแบบเป็นคนละสเกล หัวหน้าอาจต้องใช้วิธีบริหารแบบ Traditional มาจับเช่นมีการลงเวลาทำงาน และการแบ่งกลุ่ม นอกจากนี้ยังอาจมีบางฟังก์ชั่นที่ต้องมีพนักงาน 2 คนขึ้นไปทำให้เกิดการเปรียบเทียบผลงานที่ชัดเจน และปัญหาการขึ้นเงินเดือนจะตามมา ในองค์กรจะมีพนักงานที่มีบารมีรองจากหัวหน้าและอาจเป็นที่ยำเกรงของน้องๆคนอื่นๆ โดยถ้าคนๆนี้เป็นคนสนิทอาจรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากน้องคนอื่นๆมาต่อรองได้ หัวหน้าแต่ละคนมีน้องๆชอบไม่เท่ากัน หัวหน้าติดตามงานของแต่ละคนและเช็คการ Load ของ Resource แต่ละอย่างได้ยากขึ้นทำให้ต้องมีการ tracking ด้วยกระบวนการต่างๆซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจและการเปรียบเทียบตามมา นอกจากนั้นแต่ละคนยังมีความเหลื่อมล้ำในการได้รับสวัสดิการและได้รับการดูแลจากบริษัทต่างกันทำให้ยิ่งเกิดการเมือง พนักงานมีการจับกลุ่มสนิทกลุ่มไม่ถูกกันอย่างชัดเจน บริษัทต้องหากิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ต่างๆเช่นการไปเที่ยวแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย การขัดแย้งระหว่าง Function เช่น Sale vs AE vs Production เกิดได้ชัดเจนเพราะแต่ละคนเห็นไม่ชัดเจนถึงหน้าที่และผลที่ได้ของแต่ละ Function นั่นเอง ทำให้มักแบ่งเป็น 3 ก๊ก

จำนวนพนักงาน 40-100 คน

ถือเป็นบริษัทที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ในความคิดของผม การเมืองภายในเพียบบบบ ความเหลือมล้ำเพียบบบ เกิดพลังเงียบขึ้น เริ่มมีความขัดแย้งข้าม Function มากขึ้น ต้นทุนการบริหารเพิ่มโดยต้องเริ่มมีผู้ดูแลฝ่ายบุคคลที่จะกำหนดสเป็คพนักงานแบบต่างๆทั้งสวัสดิการ วันลาและอื่นๆ ไม่มีเวลาที่จะหันหน้าเข้ามาคุยปัญหากัน เกิดการสะสมของปัญหาโดยที่ผู้บริหารยากที่จะรู้ได้ ไม่สามารถอธิบายสาเหตุของความผิดปกติต่างๆได้โดยง่ายโดยมักโทษ Function อื่นก่อนตนเอง มีความไม่พอใจยามมีการขึ้นเงินเดือนบางคน เริ่มมีการหมั่นใส้กัน มีคนที่ไม่มีใครอยากแตะต้อง ต้องมีการบริหารความแตกต่าง Diversify โดยรับคนหลายแบบเข้ามาทำงานให้เหมาะกับ Function และต้องโยกตำแหน่งที่คนละเลาะกันแล้วงานไม่เดิน บางครั้งผู้บริหารต้องใช้เวลาประชุมเรื่องการแก้ปัญหาคนมากขึ้น

จำนวนพนักงานระดับ 1000++ คน

มีการเมืองในทุกระดับตั้งแต่ระดับผู้บริหารถึงลูกน้องกันเลยทีเดียว มีการเปรียบเทียบนินทา เช่นการเปรียบเทียบแม่บ้านระหว่างแผนก ระบบสวัสดิการต้อง Full Stream ต้องมีต้นทุนในการตั้งหน่วย HR เก็บสถิติต่างๆของแต่ละคนไว้ และบริหารกฏระเบียบต่างๆของบริษัท เริ่มต้องมีการจ้างที่ปรึกษาในการวางระบบ HR อยู่บ้าง เริ่มมีคำว่า “คนของใคร” และรุ่นเล็กต้องเลือกที่จะสนิทกับหัวหน้าคนใด

จำนวนพนักงานระดับ 10,000++

ต้นทุนมหาศาลที่เกิดขึ้นคือการบริหาร สหภาพ นั่นเอง โดยปกติผู้ที่อยู่สหภาพดูจะมีอภิสิทธิ์ในการทำงานอยู่เช่นกัน สำหรับหัวหน้าแต่ละฝ่ายแต่ละส่วนแต่ละคนต้องสร้างฐานอำนาจกันด้วย มีการยกย่องเชิดชูคนบางคนและกดดันคนบางคน การเมืองภายในบริษัทส่งผลอย่างมากต่อ Productivity ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ต้องจัดระบบที่แม้มีการเมืองก็ยัง Run ต่อไปได้ซึ่งทำให้เสียต้นทุนในการพัฒนาระบบพวกนี้

คุณเม่นบอกว่า การที่พนักงานนินทาเจ้านายนั้นมองอีกมุมถือเป็นสิ่งดี เพราะเค้าจะไม่หันไปปทะเลาะกันเองนั่นเอง สำหรับในไทเกอร์สมัยมี 20 คน เราถึงกับแบ่งบทบาทกันว่าให้พี่คนนี้โดนด่าตลอด กับ ให้พี่คนนี้ใจดีมีแต่คนชม

คาร์แร็กเตอร์ของพนักงานในบริษัทขนาดใหญ่

1. พวกใกล้ชิดเจ้านาย เอาใจเจ้านายไปเรื่อยๆ บางคนเก่ง บางคนไม่เก่ง

2. คนที่ค่อนข้างเป็นกลาง มีความคิดดี ทำงานได้ดี (คนพวกนี้ไม่ค่อยบ่นเรื่องอยากย้ายงาน แต่มักจะย้ายเป็นคนแรก)

3. คนที่แบกโลก (input ลบ) จะคุยเรื่องปัญหาบริษัทและปัญหาระหว่างคนโน้นคนนี้ตลอดเวลาทำให้ป่วน

4. คาร์แร็คเตอร์แผนกจัดซื้อ จะเป็นคนแข็งๆพูดจาไม่ค่อยเข้าหูและชอบใช้อำนาจพอสมควร แต่เชื่อถือได้

5. คนที่มีความคิดอ่าน เป็นคนที่เจ้านายชอบเรียกมาคุยถึงเรื่องการเมืองของพนักงานคนอื่นๆ คล้ายๆสายลับ

6. คาร์แร็คเตอร์ admin จะเป็นคนที่เพื่อนๆส่วนใหญ่รู้สึกกลางๆ+รู้สึกดีด้วย ระวัง admin ที่เก็บตัว อาจเกิดอันตรายต่อการยักยอกเงินได้

7. ชอบปั่น ใส่สี และนินทาคนอื่น แต่เนื่องจากการนินทาแต่ละคนบ่อยจึงต้องจับกลุ่มเพื่อนที่คล้ายกัน ท้ายที่สุดจะมีปัญหากัน

โพสที่เกี่ยวข้อง

บริษัทเล็กดีอย่างไร ตอนที่ 1 : ประสิทธิภาพ | พัชร

บริษัทเล็กดีอย่างไร ตอนที่ 2: Social Media มีพลังกับธุรกิจขนาดเล็ก

Comments

  1. ผมเคยทำงานกับบริษัทที่มีจำนวนพนักงานหลักพัน กับหลักสิบ แตกต่างกันหลายขุมทีเดียว ถ้าจะให้เลือกทำงาน ขอทำงานกับบริษัทที่มีจำนวนน้อยๆดีกว่าครับ

  2. dhammavoice says:

    “คุณเม่นบอกว่า การที่พนักงานนินทาเจ้านายนั้นมองอีกมุมถือเป็นสิ่งดี เพราะเค้าจะไม่หันไปปทะเลาะกันเองนั่นเอง สำหรับในไทเกอร์สมัยมี 20 คน เราถึงกับแบ่งบทบาทกันว่าให้พี่คนนี้โดนด่าตลอด กับ ให้พี่คนนี้ใจดีมีแต่คนชม”

    น่าสงสารพี่คนที่โดนด่าตลอด น่าสงสาร ทำไมพี่คนนั้นต้องโดนด่าตลอดด้วยอ่ะค่ะำีพี่พัช ToT

  3. อ่าา ตามมาอ่านต่อครับ
    พี่พัชรเป้นคนมีวิสัยทัศน์กว้างมาก ชื่นชมครับ

    ใครสนใจดูงานบริษัทเล็กๆ ผ่านมาแถวพัทยา แวะมาดูได้นะครับ มีต้มเลือดหมูสุดอร่อยให้ทานกันด้วย

  4. ข้อ 4 กับ 6 ขอยืนยันเลยว่าที่ผ่านมาตรงตามนั้นเลย ฮาๆ
    ส่วนใหญ่ admin เป็นคนเก็บตัว แต่ว่าทุกคนจะรู้สึกกลางสามารถคุ้ยได้กับทุกคน บ้างคนจะรู้สึกดีกับ admin มากๆ

  5. เลือกอยู่บริษัทเล็กๆ เหมือนกันครับ สบายๆ ไม่ชอบการเมืองภายในบริษัทใหญ่ๆ นะครับ

  6. ชอบไอเดียพี่เม่นครับ

  7. ผมเคยเห็นProjectทีมเล็กๆ 1หัวหน้า 3ลูกน้อง ทุกคนรุมนินทาหัวหน้า :)

  8. “ทำไมพี่คนนั้นต้องโดนด่าตลอดด้วยอ่ะค่ะ”

    คนไทยไม่ค่อยแยกแยะความสัมพันธ์ส่วนตัวออกจากงานน่ะครับ เหมือนที่เรานินทาผู้นำด้วยเรื่องส่วนตัว ไม่มองว่าเค้าทำงานอะไรบ้าง หรือเอาความขัดแย้งเรื่องงานมาเป็นเรื่องส่วนตัว ฯลฯ (ซึ่งวัฒนธรรมไทยอันนี้แก้ยากมาก ก็ต้องยอมรับไปก่อนว่าคนไทยเป็นแบบนี้)

    ดังนั้นคนไทยจึงชอบ “นางอิจฉา” กับ “นางเอ๊ก นางเอก” หรือระบบ “พี่ว้าก” กับ “พี่ใจดี” เพราะมีดีเลวชัดเจน เข้าใจง่าย ตอนแรกๆ พี่ไม่ได้วางบทบาทกัน ทุกคนมีทั้งดุและชม พบว่าน้องๆ ก็พยายามคิดไปเองอีกว่า พี่คนนี้ดุแทนพี่ดุ พี่คนนี้ใจดีแทนพี่ใจดี แล้วก็ไปคิดน้อยใจวุ่นวายเพราะมองที่ “คน” เป็นหลัก ไม่มองที่บทบาทแยกกันไปทีละเรื่อง ทำให้พวกพี่ยอมรับกันภายหลังว่า ไหนๆ เมิงจะโดนน้องด่าแล้ว เรื่องที่ต้องทำให้น้องด่า เมิงก็พูดละกัน ทำให้น้องเข้าใจง่ายดี

    เรื่องแบบนี้เป็นกันทั้งประเทศครับ เช่น เวลาเราได้ยินเรื่องดีงามมา เราจะต้องนึกว่าเป็น “พระราชดำรัส” เสมอ แล้วก็ Fw กันไปเรื่อย กับเวลาเราได้ยินเรื่องเลวร้ายมา เราก็จะนึกว่าเป็น xxx ทำเสมอ เพราะเราเกลียด xxx

    ปล. xxx นี่ จะแทนค่าด้วย ทักษิณ หรือ อภิสิทธิ์ ก็แล้วแต่รสนิยมทางการเมืองนะครับ 😛

  9. ของผม ที่ทำงานระดับ 30 คน แต่ยังตรงกับคำอธิบายระดับ 5 คนอยู่

  10. pphetta ต้องดูด้วยน่ะครับ ถ้าบริษัทเพิ่งตั้งส่วนใหญ่ก็ยังรักกันดีนะ
    ถ้าบริษัทที่แต่ละคนทำงานคนเดียวไม่เกี่ยวกับใครก็ไม่มีการเมืองเหมือนกัน

  11. พี่อ้นphokha says:

    ความสุขของลูกจ้าง
    ในมุมมองของเจ้าของธุรกิจ

  12. โอ้ว สัจธรรม ผมเองเคยทำงานบ. <10 ยังมีการเมืองเลยท่าน

  13. สำหรับผมโดยส่วนตัวเคยทำงานกับบริษัทไม่เกิน 100 คน มีสิทธิโตได้ แต่ผู้จัดการที่อยู่มานานมักไม่ฟังความเห็นจากพนักงานใหม่ๆ และมักแยกตัวเป็นก๊กเพื่อหาคนเป็นพวกด้วย 1 – 2 คน เวลาทำงานต้องระวังสปายให้ดี การเมืองแทบไม่มี มีแต่นินทาการทำงานที่ไม่ได้เรื่องเพราะไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น

    บริษัทที่เคยทำอีกแห่ง พนักงานเกือบพัน น่าจะถึงพัน ใกล้ชิดในแผนก แต่แทบไม่ค่อยรู้จักคนนอกแผนก นอกจากคนเก่าๆ ดังนั้น ทำอะไรต่างแผนกมักไม่ค่อยรู้จักเรา แต่ในแผนกกันเองมีนินทากันให้เละ ผู้บริหารแผนก็ถูกบีบ ก็บีบกับลูกน้องเป็นทอดๆ

Trackbacks

  1. […] This post was mentioned on Twitter by patchara and ganok_tor, udomsak chundang. udomsak chundang said: RT: @iPattt: [blog] @ipattt บริษัทเล็กดีอย่างไร: การบริหารการเมืองภายใน http://bit.ly/OVzCA […]