15 May 2009เว็บราชการ/ งานรัฐบาล ทำไมถึงแพง ?

ลองดูความจริงดังต่อไปนี้กันก่อนครับ

กรมสรรพากรซื้อคอมพิวเตอร์ PC 1500 เครื่องรวม 64,200,000 บาท (ราคาเครื่องละ 42,800 บาท)

เว็บ ททท.ที่ประมูลเสร็จไปแล้วนั้นราคาวงเงิน 40 ล้านบาท

ระบบเก็บข้อมูลราชการราคามาตรฐานนั้นสิบล้านบาท

เฉพาะฐานข้อมูลของเว็บต้นกล้าอาชีพราคามากกว่า 14.7 ล้านบาท

ระบบ Single sign on ที่ Run บนเว็บไซต์ราชการจะมีราคาไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

และอีกมากมาย ถ้าคุณต้องการดูเกี่ยวกับการประกาศจัดซื้อจัดจ้าง สามารถดูได้ที่เว็บไซต์จัดซื้อจัดจ้างของรัฐ จะเห็นว่าในแต่ละวันมีโครงการจัดซื้อจัดจ้างเป็นร้อยโครงการ แต่ละโครงการก็เป็นเงินเฉลี่ย 5 ล้านบาท โดยเฉพาะเว็บไซต์นั้นราคามาตรฐานที่ประกาศด้วยวิธีทางอิเล็คโทรนิคส์เริ่มต้นที่ 5 ล้านบาทเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีรายชื่อผู้ทิ้งงานราชการ ( blacklists ) อยู่เป็นจำนวนมากด้วยแสดงให้เห็นว่าการทำงานราชการนั้นมีความเสี่ยงอยู่อย่างแน่นอน สำหรับใครที่บ่นว่า ทำงานนู้นงานนี้แพงจังใช้ภาษีประชาชนผมแนะนำให้คนๆนั้นส่งเรื่องเข้าประมูลงานเลยครับ มีงานราคาหลายล้านรอคุณอยู่ทุกวัน อย่าเพิ่งโทษตัวเองว่าไม่มีเส้นมีสายเลยไม่อยากสนใจนะ
:P

เนื่องจากกระทู้นี้เป็นกระทู้ที่แสดงให้เห็นอีกมุมมองของการทำงานโปรเจ็ครัฐบาลดังนั้นผมจะขอแสดงกรณีในแง่ลบเป็นส่วนใหญ่ ว่าทำไมการทำงานในโปรเจ็ครัฐบาลถึงแพงนั้นมีมุมมองด้านต้นทุนอยู่หลายกรณีครับ และขอรบกวนผู้ที่มีประสบการณ์ช่วยชี้แนะเพิ่มเติมด้วยนะครับ :D

เมื่อไหร่ทำงานแล้วมีตรานี้ เมื่อนั้นควรอ่านบล็อกนี้นะครับ

เมื่อไหร่ทำงานแล้วมีตรานี้ เมื่อนั้นควรอ่านบล็อกนี้นะครับ

ด้านการ pitch งาน

กว่าจะได้ทำงานรัฐบาลนั้นมีขั้นตอนการลงทุนสูญเปล่าหลายอย่าง เช่นการสร้าง proposal ที่เหมาะสมซึ่งต้องใช้ผู้บริหารในการเขียนงาน บางทีหลายวัน ,การทำตัว Demo หรือดีไซน์พื้นฐานประกอบ Proposal ให้ทีมงานยอมรับ การทำเรื่องประมูลตามกฏหมาย ,การซื้ออากรแสตมป์และการซื้อซองและประกันซองซึ่งมีมูลค่าเป็นเปอเซ็นต์ตามโครงการ(ถ้าประมูลไม่ได้ ก็ไม่ได้เงินคืนด้วย) การดำเนินการต่างๆเหล่านี้บางทีกินเวลาหลายเดือนและถ้าคิดด้าน Manday ผู้บริหารอย่างเดียวก็เป็นแสนบาทแล้วครับ บวกค่าประกันซองและค่าอากรแสตมป์ ซึ่งจะต้องไปซื้อสแตมป์ที่กรมสรรพากรในมูลค่า 1บาทต่อ 1,000 ของมูลค่าโครงการ (โครงการราคา 1,000 บาทใช้แสตมป์ราคา หนึ่งบาท แสตมป์มีมูลค่าสูงสุดดวงละ 20 บาท ถ้าโครงการ สองร้อยล้านบาทต้องติดแสตมป์หมื่นดวง !) หลังจากนั้นก็ต้องใช้ manday ไปกับการพบปะเจ้าหน้าที่ และไปฟังการชี้การประมูลกับผู้รับจ้างรายอื่นๆด้วย และสุดท้ายก็คือต้องส่งเงินประกันโครงการ 10% ของมูลค่าโครงการให้รัฐด้วย (ถ้าโครงการ สองร้อยล้านต้องออกเงินประกันโครงการก่อนทำงานให้รัฐก่อน 20 ล้านบาทเลย )

อากรสแตมป์จำนวนมากที่น้อง admin ต้องติดแนบสัญญาสำหรับโปรเจ็คราคาสามล้านบาท ถ้าใช้น้ำลายก็คงเกลี้ยงปากพอดี

อากรแสตมป์จำนวนมากที่น้อง admin ต้องติดแนบสัญญาสำหรับโปรเจ็คราคาสามล้านบาท ถ้าใช้น้ำลายก็คงเกลี้ยงปากพอดี

ด้าน Asset บริษัท

บริษัทที่จะรับงานรัฐบาลได้ ต้องมีการสะสมบารมี หรือ port ของบริษัทไว้ระดับหนึ่งและมีอายุในการตั้งที่ผ่านมาหลายปี มีความเชี่ยวชาญบางด้านที่แตกต่างจากบริษัทอื่นๆที่จะใช้เป็นประเด็นในการเปรียบเทียบเหตผลว่าทำไมจึงเลือกบริษัทนี้เข้ามาทำงานถ้ามองในมุมความเชื่อมั่นของผู้จ้างก็คือรัฐบาล(หรือแม้แต่คุณเป็นผู้จ้าง) ก็ต้องมั่นใจว่าบริษัทนั้นๆเคยทำงานด้านนี้มาแล้ว และต้องมั่นใจว่าจะมีการ Support ในภายหลัง ดังนั้นสเป็คที่ออกมาถ้ามองในมุมคนธรรมดานั้นจะเหมือนกับล็อคสเป็คเป็นอย่างมากเลยครับ ตัวอย่างเช่นผมเคยประมูลเว็บไซต์หนึ่งของกองทัพเรือซึ่งมีมูลค่าห้าล้านบาทและไม่ได้ทำ พบว่าสเปคของผมค่อนข้างเสียเปรียบอย่างมาก ลองดูสเป็คสิครับ แล้วลองทายว่าสเป็คจัดซื้อนี้น่าจะเป็นสเป็คของผู้ทำเว็บรายใด :?

ลองดู Spec ของบริษัทที่มีสิทธิจะได้ทำเว็บนี้ดู ว่าคุณมีสิทธิหรือไม่ ใครน่าจะมีสิทธิ ?

ลองดู Spec ของบริษัทที่มีสิทธิจะได้ทำเว็บนี้ดู ว่าคุณมีสิทธิหรือไม่ ? หรือใครน่าจะมีสิทธิ ?

อีกประการหนึ่งคือทุนจดทะเบียนของบริษัท ทุนจดทะเบียนนั้นเป็นตัวบอกคร่าวๆถึงขอบเขตการรับผิดชอบของบริษัทเมื่อบริษัททำงานบางอย่างแล้วเกิดความเสียหาย นั้นในทางปฎิบัติต้องไม่ต่ำกว่ามูลค่าโครงการท่ีเราทำอยู่ เช่นโครงการมูลค่า ห้าล้านบาท ทุนจดทะเบียนบริษัทของคุณก็ไม่ควรต่ำกว่าห้าล้านบาทเช่นกันเพราะถ้าคุณทำเสียหายจะได้ชดใช้ได้อย่างน้อยในวงเงินของโครงการ และการเพิ่มทุนจดทะเบียนก็มีขั้นตอนและกฏเกณฑ์ของมันเหมือนกันและในกรณีถ้าเพิ่มแล้วอยากจะลดทุนจดทะเบียนจะทำได้ยากกว่าอีกเพราะจะมีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานมาตรวจสอบว่าทำไมอยู่ๆคุณถึงลดทุน มีโปรเจ็คอะไรค้างอยู่หรือเปล่า และสถานะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นทุนจดทะเบียนบริษัทก็จะมีต้นทุนของมันอยู่เช่นกัน (อย่างน้อยก็เงินประกันทุนจดทะเบียนที่แช่ในแบ๊งค์โดยไม่ได้ทำอะไร)

ด้านความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากการทำงานราชการนั้น มีบางกรณีที่มีความเสี่ยงที่สูงมากๆ ซึ่งมูลค่าตรงนั้นในบางครั้งสามารถทำให้คุณต้องล้มละลายหรือติดคุกได้เลยทีเดียวนะครับ ทำไมน่ะหรือ

เพราะว่าคนที่สั่งให้เราทำนั้นไม่ใช่เจ้าของเงินนั่นเอง

การทำงานด้านเอกชนนั้น คนที่เป็นเจ้าของเงินเป็นผู้ที่สั่งให้เราทำ เพราะฉนั้นเค้าจะต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดจริงๆที่จะยอมเสียเงินทำงานให้เสร็จ และยิ่งงานเสร็จช้า ต้นทุนของค่าเสียโอกาสจากบริษัทเหล่านั้นจะมีค่ามากกว่าเงินที่เค้าไม่ได้จ่ายให้แก่บริษัททำระบบครับ เช่นสมมติว่า Dtac จ้างบริษัท ไทเกอร์ไอเดีย ทำงานเว็บ service ตัวหนึ่งให้อย่างเร่งด่วน ถ้าบริษัทไทเกอร์ไอเดียทำงานช้าไปหนึ่งเดือน บริษัทไทเกอร์จะขาดทุนไป หนึ่งแสนบาท แต่บริษัท Dtac อาจสูญเสียรายได้จากบริการนี้ไปถึง หนึ่งล้านบาท นั่นทำให้ Dtac ต้องเร่งและอาจประนีประนอมให้งานเสร็จโดยเร็ว (หรือไม่ก็ไปจ้างบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนห้าสิบล้านมาทำแทนเพื่อให้รับผิดชอบค่าปรับจากการจบงานช้าได้ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ไม่คิดราคาถูกแน่ๆ) แต่ในกรณีที่เอกชนไม่รีบร้อนในการทำงาน คุณก็มีสิทธิเดือดร้อนเรื่องนี้ไม่แพ้กันครับ

แต่สำหรับรัฐบาลที่ทางผมประสบอยู่โปรเจ็คหนึ่งในขณะนี้ก็คือ ในครั้งแรกนายใหญ่มีวิสัยทัศน์ที่ดีทำให้ลูกน้องขยันขันแข็งเป็นอย่างมากและมีทิศทางที่ต้องการให้งานจบ เราก็ทำงานไปได้ด้วยดี แต่หลังจากนั้นสภาพการเมืองเปลี่ยนทำให้เค้าสญเสีย focus ในโปรเจ็คนี้ ลูกน้องก็เลยพลอยเสีย focus ไปด้วย และลืม objective ในการทำงานทั้งโปรเจ็คทั้งหมดไปเสียแล้วจึงเกิดการแก้ไขไปมาและการเดินทางอันไร้จุดหมายที่ไม่รู้จักจบสิ้นมาเป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว เหมือนทุกคนทำตามหน้าที่ โดยประคองไม่ให้โปรเจ็คจบ !

ความเสี่ยงที่เกิดจากการมีคณะกรรมการ Approve งานที่เปลี่ยนไปทุกวัน

ลองเปรียบเทียบกับการทำงานเอกชนที่มีเจ้านายใหญ่หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการที่ใหญ่ที่สุด ย่อมสามารถเป็นคนฟันธงได้ ยิ่งงานใหญ่คนเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน คน Approve ก็จะยิ่งเยอะขึ้นครับ โปรเจ็ครัฐบาลบางโปรเจ็คมีการ assign คนเข้ามาดูเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องการผู้แชร์ความรับผิดชอบ ดังนั้นทุกคนที่เข้ามาก็จะทำหน้าที่ของตัวเองเป็นลำดับขั้นครับนั่นก็คือ การแสดงอำนาจของตนในสายงานก่อน แล้วจึงค่อยหาที่ติงานเพื่อที่จะได้ให้คนอื่นรู้ว่า”ผมทำหน้าที่แล้วนะ”โดยไม่มีใครสนใจ Objective ของงานเท่าที่ควร( ผมยกตัวอย่างง่ายๆเช่น บางคนอยากให้เรา Config ระบบ mail ภายในให้ใกล้เคียง gmail ทั้งที่ gmail นั้นพัฒนามาหลายพันล้านบาทแล้ว ครับ และที่สำคัญคือคนๆนั้นก็ไม่ค่อยได้ใช้เมล์ด้วย ) และปัญหา “คน approve งาน ” ไม่ถูกกันนั้นมีโดยปกติครับ

photo-40

ประชุมใหญ่ขนาดข้างบนนี้ ^ คิดหรอว่าทุกคนจะบอกว่า “โปรเจ็คนี้โอเคแล้ว ผ่านได้”

ปัญหาความเสี่ยงจากความไม่รู้ความต้องการตัวเองและความไม่รู้เทคนิคของทีมงานรัฐบาล

อันนี้เป็นปัญหาคลาสสิคอยู่แล้ว บางครั้งการคิดโปรเจ็คขึ้นมาโดยไม่รู้ความต้องการตัวเองว่าอยากได้อะไรกันแน่ ปกติใน phase การทำงานของการสรุป requirement และ deliverable นั้นก็เป็นตัวช่วยให้ทีมงานค้นความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าออกมาได้บ้าง แต่ถ้าลูกค้ายังไม่ชัดเจนก็มีความสุ่มเสี่ยงที่ phase นี้จะเยิ่นเย้อออกไปอีกนานมาก ผมเองเคยมีประสบการณ์ที่ลูกค้าไม่รู้ความต้องการตัวเองแล้วยังไม่มีใครอ่าน proposal ที่อุตส่าห์ทำมาอย่างละเอียดอีกด้วย ส่วนเรื่องลูกค้าไม่รู้ด้านเทคนิค ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นลูกค้าที่สั่งให้ทำเว็บหลายคนนั้นไม่รู้จักคำว่า Browser ! และไม่เคยท่องเว็บเลย แน่นอนว่า Requirement ฟุ้งสำหรับคนแบบนี้ครับ ซึ่งโดยส่วนมากเป็นคนใหญ่ๆโตๆที่พอมีอายุแล้ว

ความเสี่ยงจากการที่คนทำงานรัฐบาลหลายฝ่ายไม่สนับสนุน/ไม่ยอมรับความเสี่ยง

อันนี้เกิดกับบริษัทของรุ่นพี่วิศวฯจุฬาเองครับชื่อ บ.MFEC มหาชน จำกัด โดยบริษัทนี้ไปรับโปรเจ็ค SSO (Single sign on) ของเว็บไซท์กรมสรรพากร ระบบนี้พูดง่ายๆคือเป็นระบบที่ user login ครั้งเดียวและสามารถเข้าไปใช้งาน Module ต่างๆของกรมสรรพากรได้ ฟังดูก็ง่ายๆแค่ระบบ login แต่มันก็ราคาหลายสิบล้านบาทครับ ในแต่ละโมดูลของสรรพากรนั้นมีคณะ ดร.ในแต่ละทีมต่างๆของราชการดูแลอยู่ ดร.แต่ละคนก็มีความเชื่อมั่นของตนเองและไม่ยอมปรับเปลี่ยนสเป็คบางอย่างให้สอดคล้องกับโมดูลอื่นๆ พอทีมงานราชการถูกกดดันมากๆก็เกิดภาวะการเมืองขึ้นและทำให้ไม่มีใครทำงานสนับสนุน พอพ้นหนึ่งปีบริษัท MFEC ก็โดนปรับรายวันอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาอีกสามปี คณะวิศวกรที่เป็นเจ้าหน้าที่ของ MFEC นั้นทนความกดดันและ input ลบอันหน้าเบื่อไม่ไหวก็ลาออกและมีคนเข้าใหม่วนเวียนกันถึงห้าชุด MFEC ขาดทุนจากโปรเจ็คนี้หลายล้านบาททั้งจากค่าปรับและ Manday ของวิศวกรเงินเดือนเฉลี่ยสี่หมื่นบาทที่ต้องจ่ายเป็นเวลาสี่ปี…ส่วนเคสที่เกิดกับผมก็มีเช่นกัน เช่นเวลาเราจะต้องไปลงโปรแกรมหรือยุ่งกับ Server ของหน่วยงาน IT หน่วยงาน IT มักจะดำเนินการให้เราได้ช้าเสมอหรือแม้แต่หาเรื่องไม่ดำเนินงานครับเพราะเค้าเป็นหน่วยงาน Support ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลิตภัณฑ์ บางทีเราขออะไรก็ยากโดยมักจะให้เหตผลด้าน Security

ความเสี่ยงด้านการเมือง

อันนี้ก็เห็นได้ง่ายจากโพส “ทำเว็บรัฐบาล”ทุกๆตอนที่ผ่านมาของผมครับ ก็คือถ้าคุณทำงานให้สำนักนายกฯ แล้วเกิดมีเหตการณ์ยุบสภา หรือรัฐมนตรีที่สั่งให้คุณทำงานลาออกไปหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้านหรือทำเนียบโดนยึดแล้วฝ่ายบัญชีเข้าไปเดินเรื่องเงินไม่ได้ฯลฯ แน่นอนว่าต้องกระทบกับการรับเงินของคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นอกจากนั้นความเสี่ยงนี้ยังรวมถึง conflict ระหว่าง function กับ position คนทำงาน ด้วยซึ่งมีสองแบบครับ คือหนึ่ง ถ้าระบบสามารถทำงานแทนคนๆนึงได้อย่างสมบูรณ์คนๆนั้นก็ควรจะต้องเปลี่ยน Job Description น่ะสิ และสอง ถ้าระบบทำให้อะไรๆโปร่งใส วัดผลได้ง่ายขึ้นผู้ที่“ไม่มีความต้องการการโปร่งใส”ก็จะไม่ยอมร่วมมือในการทำงานให้เสร็จแน่นอนครับ

ความเสี่ยงจากการทำสัญญาเสร็จช้าและการรับเงินช้า

มีโปรเจ็คของผมโปรเจ็คหนึ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้เป็นของธนาคารรัฐบาล ราคาสามล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการหกเดือนโดนเร่งทุกวัน ขณะนี้ทำงานมาสี่เดือนกว่าแล้ว ออกแบบไปทั้งหมด 13 Revision แล้ว -_-” แต่ทว่าสัญญายังไม่ออกครับ ! เพราะสัญญานั้นต้องวนกันเซ็นหลายฝ่าย ทั้งฝ่าย IT ฝ่าย Product เจ้าของเว็บ ฝ่ายสัญญา ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายจัดซื้อ บางฝ่ายกว่าจะเซ็นได้ใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน และถ้ามีปรับแก้แม้แต่จุดเดียวก็ต้องวนลูปใหม่อีกหนึ่งรอบ แน่นอนว่าพอสัญญาไม่ออก ผมก็ยังไม่ได้เป็นผู้รับจ้างในเชิงกฎหมาย และเงินงวดไหนๆก็อย่าหวังว่าจะได้เลย บางทีเงินงวดแรก(จากทั้งหมดสี่งวด)น่าจะออกหลังโปรเจ็คเสร็จไปแล้วด้วยครับ ว่าแต่ สัญญาจะเสร็จทันโปรเจ็คจบหรือเปล่านะ? และถ้าผมจะทำเรื่องขอเสร็จช้าเพื่อที่จะไม่ให้ถูกปรับ เรื่องจะทำเสร็จทันผมโดนปรับหรือเปล่านะ ? พวกนี้ถ้าคุณทำบริษัทก็เป็นต้นทุนทั้งนั้น ลองนึกสภาพคุณทำงานมาแล้ว6เดือนโดยยังไม่ได้รับเงินเดือนดูก็ได้ครับว่าจะเกิดต้นทุนอะไรขึ้นบ้าง

ความเสี่ยงด้านการขี่ช้างจับตั๊กแตน

อันนี้ไม่แน่ใจว่าเกิดจากความ”ไม่รู้”หรือ”เต็มใจไม่รู้” รัฐบาลมักมองโปรเจ็คที่ความสมบูรณ์แบบ Requirement หรูหรามากกว่าโปรเจ็คที่ plactical และใช้งานได้เร็วครับ อย่างเช่นเว็บช่วยชาตินั้นบางทีในอนาคตจะต้องมีฐานข้อมูลของประชาชนทุกคนว่าได้รับการสนับสนุนจากโครงการกระตุ้นเศรษกิจต่างๆไปกี่เปอร์เซ็นแล้วซึ่งจะทำให้โครงการใหญ่ขึ้นมากและใช้เวลาในการดำเนินการนาน(บางทีนานกว่าอายุรัฐบาลซะอีก) ส่วนตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือ Spec ของ Server ครับ Server ของเว็บรัฐบาลนั้นแทบทั้งหมดเป็น Server ระดับเทพพพพที่แพงงงงงมากกก และใหม่แบบแกะกล่องหนึ่งตัวต่อหนึ่งเว็บ (ถ้าหนึ่งตัวมีหลายเว็บจะมีปัญหาเรื่องการอ้างความรับผิดชอบตามมา) แต่ server พวกนั้นก็จะอยู่ในส่วนของ IT ที่มี Facilities ไม่เท่าผู้ให้บริการ server ภายนอก อยู่ดี server ระดับเทพเหล่านี้แต่ละตัว Run เว็บที่มีผู้เข้าชมเพียงหลักพันคนต่อวันเท่านั้น แต่อย่าถามถึงราคา Server กับ Environment ของเว็บสรรพากรนะ ! และอีกประการหนึ่งคือ ไม่ว่า Nectec ที่เป็นหน่วยงานราชการจะจัดแคมเปญสนับสนุน Opensource เพียงไร แต่ Server รัฐบาลแทบทั้งหมดก็ยังใช้ Windows อยู่ดี (ขอให้ลง Linux ยังไม่ให้เลยครับ ทำให้เกิด Cost ด้าน Config เพิ่มขึ้นมาก)

ข้อควรรู้ในการจบงานแต่ละเฟส

ในแต่ละเฟสของการทำงานเมื่อทำงานเสร็จ จะมีคณะเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้เป็นผู้ร่างสัญญาและ RFP (Request for proposal)เป็นผู้ตรวจสอบงาน บางครั้งอาจจ้างบริษัทข้างนอก Third party เป็นผู้ตรวจสอบงานให้ด้วย ดังนั้นกุญแจจะอยู่ที่เราเตรียมเอกสารสำหรับรับรองงานโดยจะต้องแต่ละหัวข้อของการ Approve จะต้องมีการ Complied กับ RFP และ/หรือ TOR ให้เรียบร้อยแล้วด้วยเป็นข้อต่อข้อเลยและเอกสารดังกล่าวต้องได้รับการยอมรับจากลูกค้าแล้ว ในบางครั้งจะมีการ UAT จากพนักงานของลูกค้าที่เป็นระดับปฎิบัติการ(User Acceptance Testing) ก็ต้องมีการทำเอกสาร UAT ที่ Complied แล้วเตรียมไว้ให้เช่นกันครับ โดยปกติแล้วเราควรจะรู้ว่าใครจะเป็นผู้ Approve งานบ้างตั้งแต่ต้นโปรเจ็คเลยโดยการสอบถามก็ได้ครับ และต้องระวังคำว่า “อะไรประมาณเนี้ยครับ/ค่ะ” ให้ดี เพราะมีคำนี้ตรงไหน ภายหลังจะมีปัญหาตรงนั้นครับ

มุมมองด้าน Corruption

คอรัปชั่น ในแง่มุมของ Wikipedia นั้นมีหลายอย่าง แต่สำหรับการทำงานเพื่อสังคม การคอรัปชั่นคือสำหรับผมง่ายๆก็คือ “การเอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มน้อย แต่ทำให้สังคมหรือคนกลุ่มที่ใหญ่กว่าต้องเสียผลประโยชน์หรือได้รับผลประโยชน์ไม่เพียงพอกับที่กำหนดไว้ในครั้งแรก”
แน่นอนว่า Corruption เป็นสิ่งที่ผิดทั้งด้านสังคมและกฎหมายรวมทั้งทีมงานของเราพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอดเพราะรู้สึกว่าการทำงานราชการโดยไม่คอรัปชั่นมันเท่กว่า (คุณเม่นบอกว่าถ้าเราทำงานที่มีใต้โต๊ะนั้นจะทำให้พบแต่คนแย่ๆเพราะรับ input ที่ไม่ดี) แต่ผมอยากจะทิ้งประเด็นไว้ให้ถกกันในทางปฎิบัติกับวงการทำงานในราชการไทย (ความจริงผมเองก็เจ็บตัวจากการทำงานแบบขาวสะอาดมาบ้างเหมือนกัน)

1. สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความยืดหยุ่นต่อคอรัปชั่นในรูปแบบต่างๆอยู่มาก เรามีคำว่า “ส่งส่วย” ตั้งแต่โบราณ เรานิยมซื้อของฝากให้กับคนที่มีความเกี่ยวข้องกันทางสังคมมาช้านาน เรามีโสเภณี เรามีซีดีเถื่อน เรามีเขตปกครองพิเศษพัทยา ลองอ่านปัญหาการคอรัปชั่นของสังคมไทยโดย ปีดิเทพ อยู่ยืนยง จะเห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหาคอรัปชั่นให้ได้ ต้องแก้ปัญหาที่ลิสต์มาถึง 176 ข้อให้ได้ก่อน หรือผู้สนใจจะดูบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับคอรัปชั่นที่ผมเซิร์ทไว้ให้ของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลองค้นคว้าและคุยกันได้ครับ

2.ถ้าคอรัปชั่นในวงราชการและสังคมเป็นสิ่งที่ทำให้คนทำงานมากขึ้นจริงๆ การมีคอรัปชั่นเยอะภายได้ความกดดันจากการตรวจสอบน่าจะเป็น Indicator ชี้วัดความเจริญทางวัตถุของประเทศมากกว่าจริงหรือไม่ ? สมการง่ายๆคือ ไม่คอรัปชั่น > ไม่ทำงาน > ไม่เจริญ VS คอรัปชั่น > ทำงาน > เจริญ ตัวอย่างคือ จะมีข้าราชการที่เงินเดือน 10,000 บาทกี่คนจะกล้าฟันธงว่าโปรเจ็คราคาแพงอันนี้(ที่ตนเองก็ไม่ค่อยรู้เทคนิค) มันใด้ตาม requirement และสมควรจบใน phase ต่างๆได้แล้วหรือควรมีแนวทางการทำงานอย่างไรต่อไป มีอะไรทดแทนความเสี่ยงจากการตัดสินใจของเขาหรือไม่ ? ถ้ามีประเด็นก็คุยกันได้ครับ

3.จากข้อความที่ว่าของผมที่ว่าการคอรัปชั่นคือ “การเอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มน้อย แต่ทำให้สังคมหรือคนกลุ่มที่ใหญ่กว่าต้องเสียผลประโยชน์หรือได้รับผลประโยชน์ไม่เพียงพอกับที่กำหนดไว้ในครั้งแรก” คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้

ถ้าไม่เห็นด้วยผมอยากเห็นมุมมองอื่นๆในการสรุปให้เข้าประเด็นการทำงานกับราชการด้วยครับ :)

แต่ถ้าเห็นด้วย ลองดูความจริงบางประการที่ว่ามูลค่าภาพรวมของโครงการเมื่อหักลบกับการคอรัปชั่นนั้น ไม่จำเป็นที่ว่าโครงการที่ไม่มีการคอรัปชั่นจะมีมูลค่า (Value) ต่ำกว่าโครงการที่มีการคอรัปชั่นเสมอไป บางครั้งทำให้สามารถทำงานถูกได้ดีกว่าเสร็จเร็วและคุณภาพดีกว่าก็เป็นได้ เพราะว่า คนอาจจะตั้งใจทำงานมากขึ้น คนมีความเป็นทีมมากขึ้นเพราะได้รับผลประโยชน์ มีทิศทางการทำงานให้เสร็จและมุ่งไปทาง Objective มากกว่า ตัวอย่างคือ

โครงการทำเว็บที่ไม่มีใต้โต๊ะอาจลากยาวไปสองสามปี รัฐบาลเสียเวลาคนดูแลไปหนึ่งล้านบาท เพราะยืดเยื้อ และโปรเจ็คนั้นราคาสิบล้านบาท แต่โครงการลักษณะเดียวกันแต่มีใต้โต๊ะทำเสร็จในหกเดือน รัฐบาลเสียเวลาคนดูแลไปเพียง สองแสนบาท และโปรเจ็คอาจมีราคาเหลือเพียง หนึ่งล้านบาท ผมเชื่อว่ามีเคสนี้เกิดขึ้นบ้างแน่ๆครับ :P

4. ถ้าเราเปลี่ยนจากการคำว่า Corruption เป็น Commission โดยมีกฎหมายกำหนดอัตราส่วนชัดเจนต่อโครงการ น่าจะส่งผลอย่างไรต่อประเทศไทย ลองเสวนาได้นะครับ สำหรับผมว่าดีกว่านะ ชัดเจนว่าได้ก็เลยทำงาน

5.แง่มุมของ Corruption ที่รับไม่ได้นั้นมีมากมายและถูกขยายออกมาจนใหญ่มาก คณะทีมงานรัฐบาลที่ผมทำงานด้วยใช้เวลาหลายส่วนกับขั้นตอนการทำงานหลายอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าการทำงานแต่ละขั้นโปร่งใสปราศจากการคอรัปชั่น และบางครั้ง manday จากการทำงานผ่านขั้นตอนหลายๆอย่างเหล่านั้นกินต้นทุนไปมากกว่าการคอรัปชั่นเสียอีก

6.Security อันสุดยอดลงทุนไปนับไม่ถ้วนของระบบ bank ต่างๆเป็นความจริงที่ว่าไม่สามารถทำให้ปลอดภัยได้ 100% อยู่ดีเพราะผู้ที่ถือกุญแจระบบนั้นก็เป็นคนธรรมดาที่มีสิทธิคอรัปชันได้นั่นเอง (ตอนนี้โปรเจ็คแบ๊งค์ที่ทำอยู่ ต้นทุนหนึ่งในสามน่าจะมาจากเรื่อง Security ทีเดียวครับ)

7. อาจจะมีผู้ที่แย้งว่าคนที่ทำงานด้วยอุดมการณ์ไง ทำงานได้ดีและไม่มีคอรัปชั่น แต่เสียดายที่เท่าที่ผมทำงานมายังไม่เห็นคนมีอุดมการณ์ 100% เพื่อชาติครับ ส่วนใหญ่จะมอดลงภายในหนึ่งปีหลังทำงานการเมืองทั้งสิ้น เพราะคำว่า”ชาติ”ที่เค้าเห็นเบื้องหลังการเมืองนั้นมันซับซ้อนกว่าที่เค้าคิดในครั้งแรกอยู่มากมายเหลือเกิน ยกตัวอย่างคือเอาแค่คนในรัฐบาลเห็น”พวกเสื้อแดง” นั้นเป็นชาติเดียวกับเราหรือไม่ ?!?


ตลกร้ายก่อนจบ

เรื่องที่หนึ่ง

บริษัท iDo iDea ที่ผมเป็นกรรมการอยู่เคย Design ตัวมนุษย์ Super XXX ให้รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่รายหนึ่ง เพื่อใช้เป็นตัวแทนภายในแสดงถึงบุคลิกภาพใหม่ของคนในรัฐวิสาหกิจนั้น จากนั้นจึงมีการประชุมภายในกับคณะทำงานพร้อมด้วยผู้ใหญ่หลายฝ่ายห้าครั้งเกี่ยวกับ Animation และ Presentation ของ Super XXX ตัวนี้ ที่ประชุมซึ่งมีจำนวนผู้เข้าประชุมเฉลี่ย สิบห้าคน ใช้เวลาประชุมถึง สามในห้าครั้ง (ในระยะเวลาสองเดือน)เพื่อสรุปขนาดของ “เป้ากางเกง” ของตัว Super XXX ตัวนี้ บางคนบอกว่ามันเล็กไป เห็นชัดไป ใหญ่ไป บางคนบอกว่าถ้าไม่เห็นเป้าก็เป็นตุ๊ดน่ะสิ ไม่แมน ฯลฯ ไม่มีใครพูดถึงเนื้อหาของตัว Presentation หรือ จุดประสงค์ของการทำงานนี้เลย…

มนุษย์ SUPER-XXX หลังจากปรับแก้ขนาดของเป้าและสีเนื้อผ้าเป็น Revision ที่ 7

มนุษย์ SUPER-XXX หลังจากปรับแก้ขนาดของเป้าและสีเนื้อผ้าเป็น Revision ที่ 7


เรื่องที่สอง

คุณเม่นร่วมปรึกษากับผมว่าจะรับงานดีไซน์เว็บราชการแห่งหนึ่งของรัฐบาลเนี่ย คิดเงินเท่าไหร่ดี

“ถ้าดีไซน์เสร็จ ได้ตังค์เลย ก็ 15,000 ก็ได้นะ”
” คือว่า อยากให้เข้าเป็น Account TiGER ว่ารับงานนี้ด้วยน่ะ ให้ TiGER เป็นคนเสนอและรับงานเองเลย เท่าไหร่ ?”
“‘อืม..งั้น 700,000 ละกัน”
“…”

“… ถูกไปหรอ ? …”

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks

Tags: , ,
2,895 views
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (2 votes, average: 5.00 out of 5)
Loading ... Loading ...

27 Responses to “เว็บราชการ/ งานรัฐบาล ทำไมถึงแพง ?”

  1. iMenn says:

    การทำงานราชการโดยไม่คอรัปชั่นมันเท่กว่า

    โคตรเท่เลยครับคุณพัช พวกเราถึงต้องมาไถนากินแกลบกันอยู่อย่างนี้ ฮ่าฮ่า

    ผมเองคิดแก้ปัญหาคอรัปชั่นไม่ออก จึงได้แต่เพียงเสนอในบันทึก วิถึแห่งเจ้าสำนัก ว่า รัฐควรมีขนาดเล็ก ซึ่งก็ตอบยากว่าแค่ไหนจึงเล็ก?

    หรือในทางปฏิบัติคือ ลดคน 10 เท่า เพิ่มเงินเดือน 10 เท่า อาจจะทำให้งานออกมาดีขึ้น? ตั้งใจทำงานกันมากขึ้น?

    จากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา ผมจินตนาการว่า

    • โปรเจ็คที่ควรจะมีราคา 1 แสน ถ้าไม่คอรับปชั่นก็อาจจะคิด 2 แสน (เพราะข้าราชการเป็นเผ่าพันธุ์พิเศษ สามารถทำให้งานที่ควรจะจบ ไม่จบได้ง่ายๆ) พอมีคอรรัปชั่น อาจจะให้โปรเจ็คกลายเป็น 3 แสน (ต้องเผื่อคนโน้นคนนี้)
    • แต่ถ้าโปรเจ็คควรจะมีราคา 10 ล้าน ถ้าไม่คอรัปชั่นอาจจะต้องคิดราคา 30 ล้าน (เผื่อความเสี่ยงด้านการเตะถ่วง) แต่ถ้าคอรัปชั่น อาจเหลือ 20 ล้าน (เพราะคนที่ได้รับใต้โต๊ะ จะช่วยทำให้โปรเจ็คจบได้ ภาษาในวงการเรียกว่า ยารักษาอาการเช้าชามเย็นชาม!!)

    ส่วนเรื่องที่สอง

    อย่าไปบอกคนอื่นเค้าสิพัชชชชช

  2. iannnnn says:

    เมื่อก่อนเคยแตะงานราชการมาทีนึงครับ
    (ไปในฐานะลูกน้องของบริษัทที่เขาลากไปฟังด้วย)
    เล่นเอาเข็ดหลาบกลัวหัวหดไม่กล้ารับเองอีกเลย T-T

  3. mk says:

    ผมตอบคำถามของคุณเม่นใน rep1 ก่อนว่า การเปลี่ยนระบบราชการในความคิดของผม มันไม่สามารถทำได้ด้วย paradigm (หรือจะใช้คำว่า environment ก็ได้) ที่มีอยู่ปัจจุบัน เช่น เราคงไม่สามารถ optimize อะไรได้มากถ้าหากวิธีการทำงานหรือวิธีการให้คุณให้โทษยังเป็นแบบนี้อยู่

    ดังนั้นทางออกก็คือ paradigm shift หรือการเปลี่ยนเกมที่เล่น (ด้วยวิธีต่างๆ ออกไป) ตัวอย่างเช่น ทักษิณเข้ามาทุบโต๊ะเปรี้ยงอยากได้อะไรก็ได้ดั่งใจ, ปฏิวัติกันซะเลย หรืออาจจะเป็นการใช้ IT ที่มีคุณลักษณะในมิติอื่นๆ (ไซเบอร์ ไม่ใช่กายภาพ) เข้ามามีส่วนร่วมในเกมแทน เป็นต้น

    ตอบคุณพัชว่าบล็อกนี้มีประโยชน์มากครับ และหวังว่าจะได้เจอตัวจริงกันในเร็ววันนี้

  4. [...] หลังจากดองมานาน โดนใจมากกับเรื่อง เว็บราชการ รัฐบาล ทำไมถึงแพง? ไม่ขอบอกว่าเห็นด้วย [...]

  5. seo says:

    เป็นเรื่องราวที่่น่าสนใจและเจ้าของบล็อกก็เผยหมดเปลือกเลย

    สุดยอดจริงๆครับ

  6. WiNKKK says:

    เป็นบทความที่ดีมากๆครับ น่ายกย่องจริงๆ อาจารย์ผมยังไม่สอนขนาดนี้เลย..

    รับผมเป็นลูกศิษย์ด้วยครับ
    จะพยายามเข้ามาเรียนทุกวันครับ

  7. patchara says:

    ขอบคุณมากครับคุณ mk
    ตอบเหมือนมีแผนอะไรบางอย่างต่อวงการเลยนะครับ ^^

  8. patchara says:

    @WiNKKK ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ :)
    ผมแค่แชร์ประสบการณ์เอง จริงๆยังมีอายุงานกับการทำงานราชการไม่มากขนาดนั้นหรอกครับ

  9. WiNKKK says:

    แต่การถ่ายทอดประสบการณ์ แม้จะเล็กน้อยแต่ก็มีประโยชน์กับคนอื่นมากครับท่านอาจารย์พัช ขอขอบคุณอีกครั้งครับ

  10. Sutham says:

    เมื่อก่อนเคยลองไปซื้อซองประมูล งานจัดซื้อคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียนครั้งนึง เปิดปุ๊บรู้ได้ทันที เลยว่าประมูลไม่ผ่านแน่ๆ ^^ ขอบคุณสำหรับแชร์ข้อมูลดีๆครับ

  11. วี says:

    ก็ขอแลกเปลี่ยนแสดงความเห็นเรื่อง คอรัปชั่น > ไม่ทำงาน > ไม่เจริญ VS คอรัปชั่น > ทำงาน > เจริญ ที่พี่พัชรว่าไว้นะครับ ผมเห็นต่างออกไปครับ เพราะเคยเห็นว่า ตัวเลขอัตราการคอรัปชั่นที่ประกาศกันมาทุก ๆ ปี ประเทศที่มีคอรัปชั่นสูงมักเป็นประเทศที่ไม่เจริญทั้งนั้นครับ ประเทศที่เจริญแล้วมักเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อย ๆ ยกตัวอย่างใกล้ ๆ ประเทศเราก็ได้ครับ อย่างเช่นสิงค์โปร์ เป็นต้นครับ อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นต่างครับ

    ถ้าเราจะเอาเข้ามาใกล้ ๆ ตัวกันหน่อยนะครับ เช่น ถ้าย่อประเทศมาเป็นบริษัทของผมหรือของพี่พัชรหรือของใคร ๆ ก็ตาม แล้วมีคนคอรัปชั่นภายในบริษัท มีบริษัทไหนมั้ยครับที่พอเจอคนคอรัปชั่นในบริษัท จับได้แล้วยังเอาไว้และให้ทำงานต่อเป็นปรกติ ไม่คาดโทษหนัก ไม่แจ้งความดำเนินคดีและไล่ออก ถ้าเป็นพี่เป็นบริษัทของพี่จะเอาไว้มั้ยครับ ถ้าเป็นผมผมก็ยังไม่อยากให้มีพฤติกรรมแบบนี้ในบริษัทเลยครับ พี่เห็นว่ายังไงบ้าง แล้วยิ่งเป็นในระดับประเทศยิ่งแล้วใหญ่ ทีนี้พอมันไประดับใหญ่หน่อย ระดับผู้นำ สมมุติเป็นเจ้าของบริษัทหรือเป็นผมหรือเป็นพี่พัชรเป็นผู้นำอยู่ แล้วผู้นำหรือประธานบริษัทคอรัปชั่นบริษัทซะเอง ยักยอกเอง ลูกน้องจะทำมั่งมั้ยครับ ก็ผู้นำยังทำเฉยเลยไม่เห็นเป็นไร ผู้น้อยก็ทำตามได้บ้าง แล้วพี่คิดว่าบริษัทนี้มันจะไปรอดมั้ยครับ ถ้าเป็นบริษัทของใครก็ตาม เป็นบริษัทของผม เป็นบริษัทของพี่ ถ้ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบริษัทพี่ ต่างคนต่างยักยอกกันทั้งบริษัท มันจะไปรอดมั้ยครับ ถ้าเป็นบริษัทของพี่เองพี่อยากให้มีพฤติกรรมแบบไหนในบริษัทครับ

    พอดูในระดับใหญ่ เช่นข่าวใกล้ ๆ ตัวเราช่วงนี้ เรื่องรถเมล์ 4000 คัน ที่กำลังเป็นข่าวกันอยู่ ว่าถ้าซื้อขาด 10000 กว่าล้านบาท แต่ทำไมเช่าแล้วกลายเป็น 60000 กว่าล้านบาท ผมก็ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วมีคอรัปชั่นหรือเปล่า เพราะถามเพื่อน ๆ ก็บอกว่า อะไรที่เราเช่ามันจะแพงกว่าปรกติหลายเท่าอยู่แล้ว เพราะเราไม่ต้องจ่ายเงินก้อนออกไปก่อนแต่แรก แต่ใช้วิธีผ่อนจ่ายเอาและได้ของมาใช้ก่อน

    ่พี่คิดว่าถ้าโครงการนี้ไม่มีคอรัปชั่นควรจะจ่ายอยู่เท่าไหร่ครับ แล้วถ้ามีคอรัปชั่นจะมีราคาเป็นเท่าไหร่ครับ ถ้าเขาตั้งราคามาเหมาะสมหรือมากไปก็ไม่มากนัก โครงการมันจะผ่านเร็วหรือช้าครับ เราจะได้ประโยชน์เร็วหรือช้าครับ อย่างรถไฟฟ้าก็เหมือนกัน ไม่รู้ว่าต้องรอกันอีกกี่ชาติถึงจะได้ใช้สะดวกทั่วกรุงเทพ หรือวิ่งไปต่างจังหวัด ผมอยากไปเชียงใหม่ ชั่วโมงเดียวถึง ไปกลับได้ ไปทำงานที่เชียงใหม่กลับมานอนบ้านที่กรุงเทพได้ หรือต้องรอให้มีผู้นำที่เด็ดขาดมาสักที หรือเราควรจะมีระบบที่ใครก็ตามขึ้นมาแล้วก็ทำให้มันดีก็ได้ครับ

    ผมคิดว่าเราต้องตั้งประเด็นให้ถูกต้องก่อน ไม่อย่างนั้นอะไร ๆ มันก็จะรวนไปหมด พอเราเหมารวมอะไร ๆ มันเข้าไปด้วยกัน เราก็จะไม่เห็นว่าจริง ๆ แล้วควรจะทำอะไร พอเราแยกแยะออกมาเป็นเรื่อง ๆ ก็จะเห็นว่าจริง ๆ มันเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เกี่ยวข้องกันมากน้อยขนาดไหน ทำให้ไม่เกี่ยวข้องกันได้มั้ย อยากให้ภาพรวมออกมาเป็นยังไง ถ้าเราเป็นคนออกแบบเราอยากจะให้อะไรต่าง ๆ มันเกี่ยวข้องกันยังไง

    ความสามารถในการทำงาน ความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ปัญหา นั้นผมว่าข้าราชการหรือหลาย ๆ คนในปัจจุบัน รับทุนและจบนอกก็ตั้งเยอะ ทักษะก็เก่ง ๆ กันทั้งนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้การที่โปรเจคไม่เดิน เกิดจากอะไร พี่พัชรรับงานราชการมาเยอะแล้ว คิดว่าเกิดจากอะไรครับ อำนาจหน้าที่ไม่ชัดเจน ความรับผิดชอบไม่มีผู้รับผิดชอบ เงินไม่เพียงพอ งานเยอะเกินไป ผู้ที่เกี่ยวข้องมีจำนวนมาก ขั้นตอนยุ่งยาก (จริง ๆ พี่พัชรก็แจงเอาไว้พอสมควรแล้วใน blog นี้) ในประเด็นพวกนี้ผมคิดว่าถ้าเราทำให้หรือสามารถกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบโดยตรง (เหมือนผู้ว่า ceo) ที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้เรียบร้อยตามระยะเวลาที่กำหนด และมีผลประเมินให้ผูกมัดกับความก้าวหน้าทางราชการด้วย น่าจะช่วยได้บ้างมั้ยครับ สองก็คือเดี๋ยวนี้เรามีการเรียนเรื่อง risk management กันมากขึ้น เป็นหลักสูตร ป.โท ก็มี เราไม่เคยทำการประเมินความเสี่ยงของโครงการให้เป็นเรื่องเป็นราว หรือเปล่าครับ (จริง ๆ พวกที่บวกราคาเพิ่มก็ทำกันอยู่แล้ว แต่ต่างคนต่างทำกันเอง) ถ้ารัฐบาลเราทำให้เป็นเรื่องเป็นราว ถ้ารัฐมีหน่วยงานประเมินความเสี่ยง โครงการนี้อาจมีผลกระทบอย่างไรได้บ้าง ถ้ามีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหล่ะ มีการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารหล่ะ ถ้าสามารถกำหนดได้เป็นระยะ แบ่งประเภทลักษณะของโครงการ โครงการนี้เป็นโครงการเร่งด่วน โครงการนี้ต้องเป็นโครงการต่อเนื่อง โครงการนี้ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่เห็นด้วยเปลี่ยนแนวทางการทำงานไป ก็ยกเลิกได้ แบ่งระดับ วิเคราะห์ความเสี่ยงและผลกระทบ และเตรียมแนวทางแก้ไขเอาไว้ กำหนดวิธีการดำเนินการที่เหมาะสมตามขนาดโครงการ แยกเป็นโครงการขนาดย่อย ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ซึ่งคนที่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารสามารถวางไว้ได้น่าจะจัดการได้ในระดับหนึ่งครับ จริง ๆ ถ้ามีการศึกษาว่า จำนวนโครงการทั้งหมดในประเทศในปีนี้ สำเร็จกี่โครงการ ไม่สำเร็จกี่โครงการ ศึกษาว่าประเทศที่เขาเจริญ เขาสำเร็จกี่โครงการ ไม่สำเร็จกี่โครงการ เขาทำกันยังไง เขาสนับสนุนยังไง เขามีขั้นตอนอย่างไรบ้างในการดำเนินโครงการ มีกฏระเบียบยังไงที่ทำให้โครงการในประเทศเขาสำเร็จ ถ้าเราสามารถเลียนแบบได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเราหรือเปล่าครับ ถ้าตามประสบการณ์ของพี่พัชรที่เห็นในแวดวงราชการ มันจะเป็นไปได้บ้างมั้ยครับ

    เรื่องความโปร่งใส และขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพราะความโปร่งใสมีต้นทุนที่สูงครับ ยิ่งมีผลต่อคนมากยิ่งสูงมาก ลองมองดูอย่างเช่น ที่พี่พัชรเขียนแจกแจงขั้นตอนการคิดราคาเว็บไซด์ไว้ใน blog ของพี่ การเขียนสิ่งเหล่านี้ให้กับลูกค้ามันใช้แรงครับ ใช้เวลาคิด ใช้เวลาประเมิน และแจกแจงออกมาในแต่ละเว็บ ยิ่งละเอียดมากยิ่งใช้แรงมาก แต่พี่พัชรต้องทำให้ลูกค้ามั้ยครับ หรือไม่ต้องทำก็ได้ แล้วทำแล้วลูกค้าพอใจมั้ยครับ ความโปร่งใสมีต้นทุนครับ ถ้ามองไปรอบ ๆตัวเรา เราก็จะเจออยู่ทั่วไป ปัญหาคือถ้าเราคิดว่ามีต้นทุนสูงแล้ว เราจะทำยังไง เราจะหาวิธีลดต้นทุนมันโดยยังคงความโปร่งใสเอาไว้ได้ หรือไม่มีวิธีแล้วไม่อยากคิดแล้วยกเลิกมันไปดีกว่า พี่พัชรอยากเห็นแบบไหนเกิดขึ้นในบริษัทของพี่ครับ พี่พัชรอยากเห็นแบบไหนเกิดขึ้นในประเทศของเราครับ

    ด้วยความเคารพ และต้องขอโทษด้วยอย่างมากครับ ที่ใช้ชื่อพี่ลงไปในความเห็นด้วยครับ แต่ผมอยากแลกเปลี่ยนและอยากจะสื่อและแสดงหรือให้รู้สึกได้ชัดเจนว่าจริง ๆ แล้ว มันเป็นเรื่องใกล้ ๆ ตัวเรามาก ๆ เราอยากให้สังคมรอบข้างเราเป็นยังไง เราอยากให้สังคมระดับประเทศเราเป็นยังไง เหรียญมี 2 ด้านเสมอ แต่เราไม่จำเป็นต้องรอให้เหรียญมันหยุดเอง ไม่รู้ว่าจะออกด้านไหน เราสามารถจะเอามือไปหยุดและวางแปะลงไปได้ว่าจะให้ออกหน้าไหน ไม่ว่าด้านไหนก็จะมีผลสอดคล้องที่เกี่ยวเนื่องตามมาด้วยตามสิ่งที่เลือก แล้วเราก็ต้องยอมรับมัน ถ้าเราตั้งธงได้ถูกต้องผมว่าผลมันน่าจะดีนะครับ เราคือผู้สร้างนี่ครับ อย่างน้อยที่สุดก็ในระดับรอบ ๆ ตัวเรา ซึ่งผมก็เห็นว่าพี่พัชร และพี่เม่นก็ทำอยู่ เท่าที่เห็นเขียนใน blog ครับ :) สุดท้ายอย่างไรก็ตามก็เป็นเพียงความเห็นอีกความเห็นหนึ่งที่ผมอยากแลกเปลี่ยนครับ ขอบคุณครับ

  12. admin says:

    น้องวีขอบคุณมากครับ แสดงความเห็นได้ดีมาก ผมอยากให้คนอื่นมาแชร์กันอย่างนี้บ้างเหมือนกัน :D จริงที่ว่าการเขียนของผมมีอารมณ์ดึงเหมารวมบางจุดอย่างที่น้องบอกครับ แต่ในช่วงต้นของโพส ผมเขียนไว้ว่า อยากให้เห็นอีกมุมมองของการทำงานโปรเจ็ครัฐบาลดังนั้นผมจะขอแสดงกรณีในแง่ลบเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าคนส่วนมากก็น่าจะมีความคิดเห็นคล้ายวี (ถึงแม้จะไม่ลึกซึ้งเท่าวีนะ) ทุกคนบอกว่า โครงการแพง เพราะคอรัปชั่นล่ะสิ กินกันหูดับเลยนะ โดยไม่มีใครมองอีกด้านหนึ่งบ้างเลย และผมอยากให้ผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อประเทศจริงๆที่เป็นมือใหม่ได้ระวังในเรื่องดังกล่าวไว้บ้างครับ พี่เองจริงๆแล้วอยากสรุปง่ายๆในเรื่องคอรัปชั่นว่าเราควรพิจารณาที่ เจตนา เป็นหลักครับ :)

  13. admin says:

    สำหรับผู้สนใจเรื่องอันดับของการคอรัปชั่นในไทยดูที่ลิงก์นี้ > เราเป็นอันดับ 80 ตรงกลางของโลกเลย

    มีผู้วิเคราะห์ไว้น่าสนใจว่า (ความรู้สึกว่ามี) การคอรัปชั่น >มีการแปรผันกันตาม สิทธิมนุษยชนในประเทศนั้น

    ส่วนอันนี้เป็น comment จาก facebook ครับ มาเผื่อเสวนาเพิ่มเติม
    comment

    เรื่องรถเมล์ 4000 คัน ผมยังไม่ได้ตามข่าวมาก แต่ที่เคสที่บอกก็เป็นตัวอย่างของการ “เหมารวม”ก่อนวิเคราะห์แบบคนไทยได้ดีเช่นกันครับ การเช่า 10 ปีที่คนทั่วไปบอก จริงๆแล้วเป็นการเหมาจ่ายค่าบำรุงรักษารถทั้งหมดด้วยตลอด 10 ปี และอาจรวมถึงการบริหารระบบรถเมล์แบบอื่นๆด้วย ลองศึกษาดูที่ เอกสารจัดซื้อจัดจ้างและร่าง TOR ครั้งที่ 11 ของโครงการ

    ถ้าเราลองพิจารณาเหตผลของราคาที่น้องวีบอก รถเมล์ 4000 คัน ค่าบริการ/บริหาร และอาจรวมถึงการรับประกัน 10 ปี ราคา 60,000,000,000 บาท คิดเป็น 15,000,000 บาทต่อคันต่อสิบปี # หรือ 1,500,000 บาทต่อคันต่อปี #หรือ 4,100 บาทต่อวันต่อคัน ถ้าทำให้รถเมล์เทคโนโลยีระดับ EURO-XX ให้มีสภาพดีได้ตลอดสิบปีได้จริง ส่วนตัวผมราคาขนาดนี้ยังคิดว่าสมเหตสมผลสำหรับระบบราชการอยู่เลย :P

    (ตัวอย่างการขี่ช้างจับตั๊กแตนของรัฐบาล เช่น รถจำนวนขนาดนี้จะให้ซ่อมก็ควรสร้างโรงซ่อมด้วย ควรมีศูนย์อะไหล่ด้วย และก็ควรจ้างวิศวกรจากประเทศฝรั่งเศษที่ซ่อม EURO-XX ได้ 40 คน แต่ละคนเงินเดือน 100,000 บาท catalytic converter (ตัวกรองไอเสียราคาแพงมาก)ของรถเมล์ควรเปลี่ยนทุกสองปี ควรมีศูนย์เทรนนิ่งคนขับ ศุูนย์เทรนนิ่งคนเติม NGV ควรเพิ่มปั๊ม NGV อีก 20 ปั๊ม ควรมีรายการวิทยุสำหรับรถเมล์ NGV ควรมีการปรับปรุงถนนเพิ่มเติม ควรมีศูนย์วิจัยการเดินรถ ควรมีการพ่นสีใหม่ทุกห้าปี ควรมีประกันอุบัติเหต ควรมีประกันวินาศภัย ควรมีประกันกรณีเสื้อแดงเอารถไปเผาเล่นเพื่อที่จะได้เงินมาซื้อรถใหม่ ควรมี …. )

  14. iMenn says:

    @น้องวี

    ขอคารวะในความคิดอ่านครับ พี่เองเห็นเหมือนน้องหลายเรื่อง แต่เพราะพยายามจะเสนอการเปลี่ยนแปลงมาหลายอย่าง ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา แล้วผลสุดท้ายเจ็บตัวมากเกินไป เลยขอออกมาตั้งหลักก่อน

    เห็นด้วยกับคุณ mk ยิ่งนัก ที่กล่าวว่า มันต้องเปลี่ยนวิธีคิด หรือมิติในการมองปัญหา (paradigm shift) แต่สังคมไทยโตมาพร้อมกับความกลวงหลายอย่าง เมื่อเจอปัญหาจึงแทบจะหาจุดแข็งมาปัญหาไม่เจอ

    งานระดับประเทศนั้น เหมือนขยะกองโตที่ถูกล้อมด้วยขยะจำนวนมหาศาล มันไม่มีทางที่เราจะเข้าไปเคลียร์ขยะโดยไม่เปื้อนขยะ และที่ย้อนแย้งกว่านั้นคือ การจะเข้าไปเคลียร์ขยะได้ ต้องได้รับการรับรองจากขยะรอบนอกเสียก่อน ซึ่งการที่เค้าจะรับรอง ก็เพราะเค้าเห็นว่าเราจะเคลียร์ขยะเพื่อให้เค้าเอาขยะอื่นมาลงแทน!

    หากเราไปเคลียร์ขยะ แล้วไม่ยอมให้ใครเอาขยะอื่นมาลง ผลสุดท้ายทุกคนจะทำให้เรากลายเป็นขยะ!

    เรื่องนี้คงต้องคุยกันอีกยาวมาก อาจยาวนานกว่าชั่วอายุของเราเสียอีก แต่ถ้าน้องยังไม่ท้อไปเสียก่อน ก็รีบลงมือทำครับ แล้ววันนึงมันจะดีขึ้นได้

  15. mokin says:

    ขอบคุณพี่ พัชร สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์
    ส่วนคอมเมนท์ของ วี ยาวได้ใจ อ่าน บล็อกก็ยาวแล้ว เดี่ยว แวะมาอ่านคอมเมนท์ต่อ
    (สแกนข้อความดู สรุปแค่อันนี้น่าจะเป็นคำตอบที่จะสื่อ “ประเทศที่เจริญแล้วมักเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อย ๆ”)

  16. ขอบคุณคุณพัชร พี่เม่น ครับ รับงานราชการไม่ได้สวยหรูอย่างที่ใครคิด เคยเจ็บตัวแล้วเหมือนกัน
    ทางออกผมตอนนี้ก็คล้ายๆกัน คือให้คนที่สามารถทำให้โปรเจคจบได้ช่วยดัน

    ชอบมุมมองของคุณวีด้วยครับ อ่านแล้วรู้สึกว่าประเทศเราจะสวยงามได้มากกว่านี้ ถ้ามีคนมองแบบนี้เยอะๆ

    ขอบคุณอีกคร้ังครับ

  17. lingjaidee says:

    จบด้วยตลกร้ายจริงๆ แหะๆ ;P

  18. zixboo says:

    ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์ครับ

  19. วี says:

    ขอบคุณพี่พัชรกับพี่เม่นครับ พี่พัชรไปหาข้อมูลมาอ้างอิงประกอบด้วย เยี่ยมเลยครับ :)
    เรื่องรถเมล์นี่ที่ผมก็คิดกับเพื่อน ๆ อย่างนี้ครับ ปรกติรถเช่าที่เพิ่งเคยเช่าไปเที่ยว เช่น vios นี่มันวันละ 1300 – 1500 บาทครับ เดือนนึงถ้าซื้อต้องผ่อน 7000 – 10000 บาทครับ เพราะงั้นถ้ามีคนเช่าทุกวัน สัดส่วนการทำรายได้ก็จะอยู่ที่ 3 – 5 เท่าของราคาซื้อครับ เมื่อเทียบเคียงกันแล้ว ขยายขนาดของโครงการเป็นหลายพันคัน ค่าซ่อม ค่าเสื่อม ค่าการบริหารจัดการอื่น ๆ ค่าความเสี่ยงต่อโครงการรัฐ กำไรที่บริษัทควรจะได้ (ผมประเมินดูคร่าว ๆ ไม่ได้ไปไล่ดูใน TOR ขอบคุณสำหรับลิงค์นะครับ ยังไงจะตามไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมต่อตามที่พี่ให้มาครับ) โดยรวมแล้วผมก็มีความคิดว่าถ้าจะมากก็ไม่มากเกินไปนักเหมือนที่พี่คิดครับ

    เรื่องขยะที่พี่เม่นบอก ถ้าผมคิดว่ามันเป็นการแบ่งผลประโยชน์มันจะคล้ายกันมั้ยครับ ช่วงนี้ที่บ้านผมติดลีซานกันครับ เหมือนเห็นภาพสะท้อนสังคมเลยครับ ผมคิดว่าในทุก ๆ สังคมก็จะมีการจัดการเรื่องผลประโยชน์ในทุก ๆ สังคม ไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ จะมีระบอบการปกครองแบบไหน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจะต้องมีในสังคมในทุก ๆ สังคม เรื่องนี้ผมคงไม่มีประสบการณ์เท่าไหร่ครับ พี่คงมีประสบการณ์กับเรื่องนี้มามาก ส่วนตัวก็ไม่รู้ว่าที่จริงควรจะเป็นยังไงดี แต่ในบางส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะช่วยให้ดีขึ้นได้ น่าจะเป็นเรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้มั้ยครับ ผมขอยกตัวอย่างอันเดิมเรื่องการคิดราคาเว็บไซด์นะครับที่พี่พัชรเขียนไว้ดีมาก เช่นถ้าผมทำเว็บไซด์ แล้วมีกฏเกณฑ์ขั้นตอนการคิดราคาแจกแจงรายละเอียดได้ เริ่มแรกที่กว่าจะคิดเรื่องพวกนี้ออกมาก็จะเหนื่อยมาก แต่พอเป็นมาตรฐานแล้ว เวลาจะได้พูดกับใครก็ง่าย ใครจะมาตรวจสอบ ลูกค้าสงสัยข้องใจก็อธิบายได้ง่าย ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากกระทู้ตอบใน blog อันนั้นนะครับ เท่าที่ผมคิดในระยะยาวแล้วมันจะดีกว่าไม่มีมาก ๆ เมื่อเขาสามารถตรวจสอบได้เป็นเรื่องเป็นราว เขาก็ไว้วางใจได้มากขึ้น การทำงานร่วมกันต่อ ๆ ไป ก็จะวางใจมากขึ้น ต้นทุนความรู้สึกไม่เชื่อใจ ถูกหลอก ถูกโก่งราคาหรือเปล่า และระแวงต่อกันก็จะน้อยลง ถ้าเรามองขยายขึ้นมา เมื่อคนในสังคมระแวงกันน้อยลง ไว้วางใจกันมากขึ้น ไว้วางใจในรัฐบาลมากขึ้น เพราะถ้าคุณทำอะไรไม่ดีขึ้นมา ดูแปลก ๆ นะ เขาสามารถตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่ทำเป็นยังไง สมเหตุสมผลหรือเปล่า (เช่นลิงค์ TOR ที่พี่หามากให้) ผมคิดว่าอะไร ๆ ในสังคมก็จะง่ายขึ้นอีกมากครับ ผมก็เลยคิดว่าความโปร่งใสตรวจสอบได้เป็นเรื่องสำคัญมากอันหนึ่งในเรื่องนี้ครับ

    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ และสำหรับบทความที่พี่แบ่งปันประสบการณ์ครับ :)

  20. Dr.Who says:

    ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเป็นมุมมองอีกแง่หนึ่งนะครับ ในเรื่องที่ได้อ้างถึงงานของ บ.MFEC
    โครงการนี้เป็นการทำ SSO เพื่อให้ระบบงานหลักต่างๆ ภายในกรมสรรพากรโดยระบบต่างๆมีอยู่เดิมแล้ว
    ซึ่งแต่ละระบบเดิมมีความหลากหลายเพราะมีระบบ Security เป็นของตัวเอง

    โครงการนี้จึงเป็นงานที่ไม่หมูด้านเทคนิค แต่ต้องการทีมที่มีฝีมือทั้งด้านเทคนิคและบริหารจัดการ
    เพราะขอบเขตงานต้องไปปรับเปลี่ยนโปรแกรมเดิมต่างๆ ด้วยดังนั้นมูลค่าโครงการจึงสูงเหมือนที่คุณพัชรบอกครับ สัญญาระบุชัดเจน ซึ่งบริษัทต้องรับความเสี่ยงตรงนี้

    ——————————————————–
    >>>ฟังดูก็ง่ายๆแค่ระบบ login แต่มันก็ราคาหลายสิบล้านบาทครับ

    จริงๆ โครงการนี้ถ้าได้อ่านขอบเขตงานในรายละเอียด ไม่ง่ายครับ บริษัทบางบริษัทที่ทำงานกับกรมฯบ่อยๆ ยังไม่กล้าเข้างานเลยเพราะเสี่ยงไป และโครงการนี้เป็นงานแรกที่ MFEC อยากจะได้เพื่องานต่อๆไป ดังนั้นมันมีทั้งความเสียงแลกกับผลประโยชน์ครับ

    ——————————————————–
    >>>ในแต่ละโมดูลของสรรพากรนั้นมีคณะ ดร.ในแต่ละทีมต่างๆของราชการดูแลอยู่ ดร.แต่ละคนก็มีความเชื่อมั่นของตนเองและไม่ยอมปรับเปลี่ยนสเป็คบางอย่างให้ สอดคล้องกับโมดูลอื่นๆ

    ในแง่มุมที่ผมรู้มา กรมสรรพากรทำงานด้วยตัวเจ้าหน้าที่เองครับ ดร.ที่ว่าไม่ได้มีอยู่ในแต่ละทีมครับ เท่าที่รู้มีแค่คนเดียวและไม่สามารถกดดันใครได้ เพราะปกติกรมสรรพากรทำงานต่างจากที่อื่น แต่ละหัวหน้าระบบงานมีความคิดของตัวเอง
    การที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนสเป็คบางอย่างให้คงต้องดูความสำคัญครับ เพราะถ้าปรับไปแล้วโครงการไม่บรรลุวัตถุประสงค์ก็คงจะลำบากกันในการตรวจรับงาน ที่สำคัญการเปลี่่ยนสเป็คดังกล่าวมันจะทำให้ค่าใช้จ่ายไปตกอยู่กับระบบงานอื่นๆ ที่มีบริษัทอื่นๆ ดูแลอยู่แล้่วหรือเปล่าครับซึ่งก็เป็นประเด็น ทั้งๆที่ขอบเขตงานสัญญานี้ครอบคลุมอยู่แล้วและให้งบประมาณที่สูงมากอยู่แล้ว

    ——————————————————–
    >>>พอทีมงานราชการถูกกดดันมากๆก็เกิดภาวะการเมืองขึ้นและทำให้ไม่มีใครทำงาน สนับสนุน พอพ้นหนึ่งปีบริษัท MFEC ก็โดนปรับรายวันอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาอีกสามปี

    จากที่นั่งทางในเสมือนนั่งประชุมอยู่กับ MFEC และกรมฯ ด้วยแล้ว …อีกแง่มุมหนึ่งคือ
    อย่างที่บอกนะครับ ดร.ไม่ได้มีอยู่ในแต่ละทีมครับ เท่าที่รู้มีคนเดียวครับ และไม่ได้มีอำนาจในการที่จะไปกดดันใคร เพราะทำหน้าที่ดูแลระบบเหมือน Vendor รายอื่นๆ
    เหตุผลอื่นที่ทำไม MFEC ไม่มีใครทำงาน สนับสนุน อาจจะเป็นได้หลายสาเหตุจากประสบการณ์ผม
    ซึ่งคงต้องลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมกันดูครับ :) ผมยกตัวอย่างทั่วๆไปละกัน เช่น

    - บริหารโครงการ จัดเตรียมข้อมูล จัดการประชุม วิธีการประสานงาน ไม่ดี หรือยังไม่เหมาะหรือเปล่า เพราะระยะหลัง เมื่อได้ Project Manager ใหม่งานก็เดิน และส่งมอบได้ และปัจจุบันโครงการก็ปิดแล้ว
    - ส่วนเทคนิคที่ว่ายาก ทำไม่ได้ และจะให้ปรับเปลี่ยนสเป็ค ต่อมาก็หามือดีมาทำได้สำเร็จ ส่งงานได้
    - การประชุมแต่ละครั้งเนื่องจากต้องประชุมกับคนจำนวนมาก และเป็นระดับหัวหน้างาน มีการเตรียมการ เอกสาร การควบคุมการประชุม ดีระดับไหนนั้น ก็จะมีผลกับความน่าเบื่อในการประชุมและความร่วมมือต่างๆ
    - บางหน่วยงานต้องการการประสานงานแบบเป็นทางการ มีเอกสารหลักฐาน ก็ต้องเตรียมล่วงหน้า

    ผมเองก็เคยเจอปัญหาต่างๆ เหล่านี้มา แต่ประสบการณ์ก็จะสอนให้รู้ว่าควรทำอย่างไรและปรับปรุงตัวขึ้น

    ——————————————————–

    >>>คณะวิศวกรที่เป็นเจ้าหน้าที่ของ MFEC นั้นทนความกดดันและ input ลบอันหน้าเบื่อไม่ไหวก็ลาออกและมีคนเข้าใหม่วนเวียนกันถึงห้าชุด

    คน MFEC มือดีๆ ทำงานดีๆ มีหลายคนครับ แต่แรงกดดันมีทุกโครงการโดยเฉพาะโครงการที่ล่าช้า และ
    มีทั้งปัญหาด้านเทคนิค บริหารจัดการด้วยแล้ว แรงกดดันยิ่งสูงครับ
    ผมขอเสนอแง่คิดอย่างนี้ครับ… อย่างที่ MFEC เจอผมก็เคยเจอ… แต่ถ้าเราเข้าใจและมีประสบการณ์พอเราจะหาทางบริหารจัดการได้ดีขึ้น เรารู้ว่าต้องทำอย่างไร ต้องใช้เหตุผลอะไร ต้องเสนออย่างไร ขั้นตอนการทำงานของคนๆ นี้ต้องทำอย่างไร
    แต่ต้องยอมรับว่าเป็นโครงการที่กดดันมากครับ เพราะต้องเป็นระบบที่ระบบอื่นๆมาเชื่อมต่อ ดังนั้นต้องเกี่ยวข้องกับหลายส่วนงานของกรมฯด้วยกัน และแต่ละส่วนมีความหลากหลาย ดังนั้นขอบเขตงานจิงสมราคาโครงการครับ

    ——————————————————–

    สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้คุณพัชร แบ่งปันเรื่องราวต่างๆ ผมว่ามีประโยชน์มากเลยครับ
    เรื่องที่ถ่ายทอดมากรณีนี้ก็ไม่ผิดซะทีเดียวครับ… ผมเลยมาเติมให้อีกหน่อย อาจจะได้แง่มุมเพิ่ม
    เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านที่ต้องคิดต่อไป

    ผมว่าการทำงานไม่ว่าจะเป็นคนรับงานราชการหรือหน่วยงานราชการเอง ก็สามารถเป็นเหตุแห่งปัญหาได้ครับ
    เวลาเกิดประเด็น ที่ทำได้เลยคือพยายามปรับปรุงเราเองก่อนเพราะทำได้ง่ายกว่าปรับปรุงคนอื่นครับ… แล้วค่อยๆ หาวิธีการทำงานที่สอดคล้อง อย่างไรก็ตามไม่ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกๆ สถานการณ์…
    ประสบการณ์และชั่วโมงบินช่วยได้เยอะครับ

    ขอเสนอนิดหนึ่งครับ เรื่องที่ได้รับทราบมาอีกทอดหนึ่งบางทีมันอาจจะมีอะไรมากกว่าที่รับทราบครับ หรือแม้แต่เจ้าของ MFEC รุ่นพี่คุณพัชร อาจจะไม่ทราบถึงปัญหาที่แท้จริงก็ได้ครับว่าทำไมงานมีปัญหา หรือบางประเด็นอาจถูกปิดบังหรือเปล่า บางครั้งกรมต้องเรียกไปพบโดยตรง… ผมเองก็ไม่ทราบปัญหาทั้งหมดหรอก ได้แต่มองในมุมมองตามข้อมูลที่รับทราบตามประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของตัวเองเท่านั้น…

  21. admin says:

    ขอบคุณคุณ Dr.Who มากครับ ไม่น่าเชื่อว่าได้เข้ามาอ่านบล็อกผมด้วย เป็นเกียรติอย่างสูงครับ :)
    ผมเองได้ฟังจากคนที่ MFEC มานานแล้วครับ เท่าที่ฟังก็จับประเด็นมาได้ก็คลาดเคลื่อนบ้างดังที่บอกมา แต่ทั้งนี้ต้องการ
    เล่าด้วยจุดประสงค์ที่จะบอกว่า งานความเสี่ยงสูง ราคาก็ต้องสูงอย่างที่คุณ Dr.Who ได้กล่าวไว้เช่นกัน
    แต่คนทั่วไปมักจะพูดกันสนุกปากอย่างเดียว ว่าโอ้โห งานนี้สิบล้าน งานนี้ร้อยล้าน ทำไมทำแค่นี้
    เพราะว่าเค้าไม่รู้ต้นทางกับการเดินทางของงานราชการนั่นเอง

    ในแง่ MFEC นั้นภายในก็มีปัญหาการบริหารงานระหว่างฝ่ายขายกับฝ่ายปฎิบัติการเช่นกันจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาด้วย

    อย่างไรขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับข้อมูลนะครับ สำหรับรายละเอียดที่คลาดเคลื่อนทางผมขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว

  22. Dr.Who says:

    น้องในทีมเค้าอ่านครับ เลยส่งมาให้ผมอ่าน
    ผมเคยมีความคิดนานมากว่า คงจะดีถ้ามีคนที่เขียนแบ่งปันประสบการณ์ทำงานจริงให้คนอื่นๆรู้
    เพราะในมหาวิทยาลัยไม่มีการสอน เนื่องจากอาจารย์ก็คืออาจารย์ ทฤษฎีก็คืออะไรที่รู้ไว้ดีกว่าไม่รู้
    แต่การใช้งานจริงนี่ต่างกันตามสภาพแวดล้อมต่างๆ

    แต่ส่วนใหญ่คงกลัวว่าเอามาบอกกล่าวแล้วลูกค้าจะว่าไง หรือเปล่า และมีผลด้านกฎหมายหรือไม่ ส่วนที่ต้องลงนามในสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลจะเป็นอย่างไร … ซึ่งในที่สุดก็มีผู้กล้า… :)

    ผมก็เริ่มจากโครงการเล็กๆ จนกระทั้งโครงการหลายสิบล้าน จนมาเป็นที่ปรึกษาฯ ของเอกชน และองค์กร
    ไว้ผมจะมาร่วมแบ่งปัน เมื่อมีโอกาส… นี่ถ้ามีคนแลกเปลี่ยนความคิดกับคุณพัชรคุยกันเยอะๆ ตรงนี้คงจะเป็นแหล่งความรู้ทางเลือกที่ดีและน่าสนใจมากได้นะครับ ว่ามั้ย (ซึ่งปัจจุบันก็ดีอยู่แล้วนะครับ)…

    หรือมีการถามแล้วเราหลายๆคน ช่วยกันตอบก็ช่วยได้เยอะ เพื่อพัฒนาระบบ IT ของเมืองไทย

  23. [...] นี่แหละความเสี่ยงจากโพส เว็บรัฐบาล ทำไมถึงแพง ของจริง [...]

  24. [...] เว็บราชการ/ งานรัฐบาล ทำไมถึงแพง ? การคิดราคาเว็บ : ว่าด้วยความหมายใน [...]

  25. heha says:

    อ่านแล้วเข้าใจอย่างถ่องแท้เลยครับ ขอบคุณมากๆ เลยครับที่มาแชร์ประสบการณ์ให้คนภายนอกได้รู้ :)

  26. ชอบบทความนี้มากมาย ขนาดผมไม่ได้ทำงานกับราชการ บางทียังมีเรื่องการเมืองมาแทรกไ้ด้เลยอ่ะ
    ้เช่น ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร

  27. [...] เว็บไซต์จัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล โพสน่าสนใจ เว็บราชการทำไมถึงแพง โพสน่าสนใจ การคิดราคาเว็บ : [...]

Leave a Reply