ก่อนจะถึงเรื่องของบริษัทขนาดเล็กน่าจะรู้เกี่ยวกับบริษัทสักหน่อยครับ บริษัทคือ องค์การธุรกิจ ซึ่งจัดตั้งขึ้นด้วยการแบ่งทุนเป็นหุ้นการรวมตัวกันของบุคคลหรืออื่นๆและทำกิจกรรมเพื่อแสวงหาผลกำไร (ถ้าไม่หากำไรก็จะเรียกมูลนิธิหรือองค์การการกุศล) เด็กจบใหม่หลายคนนั้นอยากตั้งบริษัทโดยที่ไม่รู้ว่าว่าการตั้งบริษัทนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง ข้อดีก็คือบริษัทนั้นมีความรับผิดชอบงานภายใต้ทุนจดทะเบียนทำให้ลูกค้ามีความไว้วางใจได้มากกว่า ในขณะที่ข้อเสียคือ การเป็นบริษัทต้องเสียต้นทุนในการ Manage และรายงานผลประกอบการเพื่อเสียภาษีเยอะมากนั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียวครับ !
ในชีวิตการเรียนทัั้งระดับ ป.ตรี และ MBA ถ้าใครสังเกตก็จะพบว่าหลักสูตรบริหารธุรกิจนั้นไม่มีหลักการสำหรับบริษัทขนาดเล็ก ทุกอันเหมาะกับบริษัทขนาดกลางและใหญ่ทั้งสิ้น บางครั้งมีการเปรียบเทียบอีกว่าบริษัทแบบเจ้าสัวนั้นมีข้อเสียอย่างนั้นอย่างนี้เมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่อีกด้วย ทำให้ทุกคนต่างคิดว่าบริษัทขนาดใหญ่นั้นดีกว่าในทุกๆด้าน
มีคนถามหลายคนว่าบริษัทไทเกอร์ไอเดียเล็กลงจากที่แต่ก่อนมีถึง 22 คน ปัจจุบันเหลือ 5 คน แสดงว่าบริษัทน่าจะแย่ลงใช่หรือไม่ ? ผมกลับเห็นว่านี่คือจุดแข็งครับ
ในครั้งแรกที่เราตั้งบริษัทกันขึ้นมา #mindset ของผู้ถือหุ้นของเรานั้นคือ บริษัทจะยิ่งใหญ่ได้จะต้องขยายอาณาจักร ทำให้เวลาเรามีงานเข้ามาก็จะมองหาคนที่มีความสามารถมาทำงานทำให้องค์กรใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเพราะงานงานแต่ละงานก็ต้องการสกิลใหม่ๆอยู่บ้างครับ แต่ในที่สุดความใหญ่ก็ทำร้ายเราจนได้
จุดแข็งของบริษัทเล็กในทาง ประสิทธิภาพ
หน่วยประสิทธิภาพสูงและประหยัดต้นทุนการบริหารประสิทธิภาพแต่ละหน่วยงาน
บริษัทยิ่งมีขนาดใหญ่มาก จะทำให้มีคนที่สามารถซ่อนตัวอยู่โดยไม่ทำงานได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกันบริษัทขนาดเล็กทุกคนต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลองคิดว่าบริษัทขนาดเล็กที่มีเพียง 1 คนต่อหนึ่ง Function เช่น admin, Design, sale ,Programmer เราจะรู้ได้ทันทีครับว่าใครกำลังไม่ทำงานอยู่หรือใครด้อยประสิทธิภาพเพราะจะส่งผลกระทบต่อทุกๆคนทันทีและบริษัทก็อาจจะเจ๊งได้ ทุกคนในแต่ละฟังก์ชั่นจึงต้องตื่นตัว แต่หากฟังก์ชั่นหนึ่งมีคนทำงานอยู่เพิ่มเป็น 5 คน (เช่น Graphic design) คราวนี้เราจะไม่รู้แล้วว่า ปัญหางานหรือคอขวดนั้นมาจากใครบ้าง ทำให้จำเป็นต้องใช้ระบบรายงานหรือจับผิดเข้ามา ส่งผลให้คนเกิดความไม่พอใจกันครับ
ประหยัดระยะเวลาในการตัดสินใจ
ประหยัดระยะเวลาในการตัดสินใจ
บริษัทยิ่งมีขนาดใหญ่เวลาตัดสินใจยิ่งต้องส่งเรื่องหลายระดับเพราะกระทบคนหมู่มาก ถ้าลองเปรียบกับราชการ การซื้อคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องอย่างถูกต้องตามขั้นตอนอาจใช้เวลาหลายเดือน ถ้าเป็นบริษัทขนาดใหญ่อาจใช้เวลาเป็นอาทิตย์ ในขณะที่บริษัทขนาดเล็กอาจใช้เวลาแค่วันเดียวครับ การซื้อคอมพิวเตอร์ในบริษัทใหญ่จะต้องตัดสินใจร่วมกันระหว่างฝ่าย IT ฝ่ายที่จะใช้งาน ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการเงิน และอาจจะมีฝ่ายบุคคลด้วยเช่นกัน
ความได้เปรียบด้านความชัดเจน/ความสามารถในการสื่อสาร
การประชุมในบริษัทขนาดใหญ่นั้นเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวายต้องจองนู่นจองนี่เหมือนจับปูใส่กระด้ง แต่บริษัทขนาดเล็กนั้นแค่อยู่กันพร้อมหน้าในเวลาทำงาน เพียงหมุนเก้าอี้มาคุยกันก็สามารถสื่อสารได้ความตรงกันแล้ว ใครที่ไม่เข้าใจก็มีความกล้าที่จะถามได้ในทันทีอีกด้วย
ในครั้งต่อๆไปจะทยอยพูดถึง ต้นทุนการบริหารการเมือง/ทัศนคติลูกจ้าง ความกว้างของตลาดและการเลือกลูกค้าที่ดีได้ ความคล่องตัวในการปรับตัว แรงกดดันทางเทคโนโลยี และประโยชน์ของผู้บริหารครับ ปิดท้ายด้วยแนวคิดผู้ประกอบการอย่าง “เหนือกว่าบริษัทคือการไม่มีบริษัทนั่นเอง”
ตอนต่อ :
บริษัทเล็กดีอย่างไร ตอนที่ 2: Social Media มีพลังกับธุรกิจขนาดเล็ก
2,424 views


อย่าลืมข้อเสียด้วยนะครับผม
น่าสนใจมากครับ พี่พัช ชอบๆ
เห็นด้วยอย่างแรงครับ
ขอบคุณมากครับคุณพัช
ติดตามอ่านเรื่องต่อไปนะครับ
ผู้ประกอบการมือใหม่เช่นกัน
ตาม model ที่ว่ามา คนที่จะมีความสุขกับการจัดการแบบนี้ได้
ต้องเป็นคนที่มีความสุขกับงานที่ทำครับ ต้องการทำงานอยู่ตลอดเวลา
ยิ่งใหญ่มาก process ต่างๆที่เกิดมาเพื่อ “จับผิด” มากขึ้น มีหน่วยงานและกระบวนการต่างๆ
ทำให้เราเสียเวลาไปที่การ “จับผิด” และ “ผ่านการตรวจสอบ” มากกว่าที่จะ “สร้างผลงาน”
รออ่านตอนต่อไปครับ
“เหนือกว่าบริษัทคือการไม่มีบริษัทนั่นเอง”
ติดตามอยู่ครับ
[...] Tracking resource นั่นเอง ( ลองดูโพสเรื่อง ข้อดีของบริษัทขนาดเล็ก และสไลด์พี่ป้อมด้านล่าง ) [...]
ชอบมากๆเลยค่ะ ^^